บทที่ 4 บ้านของเสวี่ยหยา
ดินแดนทางใต้ที่โอบล้อมไว้ด้วยอ้อมกอดแห่งขุนเขาและธารน้ำสายใหญ่ทอดยาวผ่านหมู่บ้านไปตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศตะวันตก เมื่อก่อนพื้นที่แห่งนี้แม้จะอยู่ท่ามกลางหุบเขาและป่าใหญ่แต่กลับไม่สามารถปลูกพันธุ์ชนิดอื่นได้ ชาวบ้านเลยทำได้เพียงเข้าป่าล่าสัตว์ บ้างก็หาของป่าแต่ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น หมู่บ้านกวนเป่ยเดิมมีชาวบ้านอาศัยอยู่แรกเริ่มไม่กี่หลังคาเรือนเท่านั้นผ่านไปไม่นานกวนเป่ยจากหมู่ขนาดเล็กขยายใหญ่ขึ้นจนอาหารและสิ่งจำเป็นในชีวิตเริ่มขาดแคลน
ทำให้จางซุนต๋าตงบิดาของจางซุนเล่อจึงคิดหาวิธีผันน้ำจากลำธารสายใหญ่เข้าหมู่บ้านเพื่อใช้ประโยชน์ในการปลูกข้าวและพืชผักท้องถิ่นเพื่อดำรงชีวิตที่ได้การสนับสนุนแรงงานจากวังหลวง จากวิกฤตครั้งนั้นทำให้ต๋าตงซาบซึ้งในน้ำพระทัยของไท่ชุนฮ่องเต้ปู่ของฮ่องเต้คนปัจจุบันเพราะเหตุนี้ตระกูลจางซุนจึงจงรักภักดีกับราชวงศ์มาโดยตลอด
แต่พื้นที่นี้ก็ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับการปลูกพืชมาหลายสิบปีเนื่องจากพื้นดินมีหินแข็งเนื่องด้วยเป็นพื้นที่บนภูเขาทำให้ปลูกพืชได้ไม่ดีเท่าที่ควร
จางซุนเสวี่ยหยาปิดตำราที่ยกขึ้นอ่านเมื่อครู่ลงก่อนจะนำมันมาหนุนศีรษะประหนึ่งว่ามันเป็นหมอนชั้นดีในขณะที่กำลังนอนอยู่บนพื้นหญ้าเนินเขาลู่ติงอย่างสำราญอุรา อีกทั้งยกข้าไขว่ห้างเหมือนกับว่าที่แห่งนี้คือวิมานแสนสุขของตน
“เฮ้อออ พรุ่งนี้อาจารย์มู่จะทำการสอบแล้วข้ายังจำไม่ได้แม้แต่ตัวอักษรเดียวเสียด้วยซ้ำ” เสียงถอนลมหายใจยาวราวกับเจ้าของร่างหมดแล้วซึ่งความหวังในการมีชีวิตต่อ เสวี่ยหยาไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับหัวนางกันแน่เรื่องเล็กน้อยพวกนี้นางอ่านมาพร้อมกับพี่หญิงกับพี่รองนับร้อยรอบแต่ก็ยังสอบไม่ผ่าน ทำให้นางต้องมาอยู่ชั้นเดียวกันกับน้องชายและน้องสาวที่มีอายุห่างกับนางถึงเจ็ดปี
ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คาดคิดนางไม่ผ่านการประเมินจึงได้อยู่อ่านตำราชดใช้กรรมอยู่ที่หอตำราชูเตี้ยน สายตากวาดมองตัวอักษรด้วยความมึนเบลอง่วงงุน ร่างกายโงนเงนแทบจะประครองสติเอาไว้ไม่ไหว นางไม่รู้ว่าอาจารย์ใช้ชีวิตอยู่ในหอชูเตี้ยนแห่งนี้โดยไม่เสียสติได้อย่างไร ไม่ว่าจะมองซ้ายหรือขวาข้างกายก็เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงใหญ่รายล้อม โต๊ะขนาดเล็กประมาณสิบตัวพร้อมกับแผ่นรองนั่งถูกจัดเข้ามุมอย่างเป็นระเบียบเพื่อรองรับลูกศิษย์ทั้งหลายที่อาจารย์มู่ได้ช่วยเหลือเอาไว้ให้ขึ้นมาศึกษา
หอตำราชูเตี้ยนเดิมเป็นหอไม้สูงสามชั้นที่ถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ จนกระทั่งอาจารย์มู่อดีตอาจารย์ประจำตัวของไท่จงฮ่องเต้ครั้นเมื่อยังทรงเป็นรัชทายาทเกิด อยากทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองจึงเดินทางเสาะหาหมู่บ้านในพื้นที่ห่างไกลจนมาลงเอยที่กวนเป่ย หลังจากนั้นไม่นานบรรดาลูกศิษย์ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นมู่ซินหยูจึงนำของมีค่าที่มีอยู่ไปเปลี่ยนเป็นเงินแล้วนำมาต่อเติมเป็นเรือนที่พักเพิ่มเติมจนกลายเป็นสถานที่ที่ครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นห้องครัวขนาดใหญ่สองห้อง เรือนนอนสำหรับเด็กที่กำพร้าไม่มีญาติจะถูกนำมาไว้ที่นี่ รวมถึงแปลงผักขนาดใหญ่ที่มีไว้ให้เล่าเด็กๆ ได้ทดลองปลูกและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง
นานวันเข้าชื่อเสียงของอาจารย์มู่โด่งดังไปไกลจนหมู่บ้านใกล้เคียงนำลูกหลานมาฝากฝังเพื่อให้ได้เรียนหนังสือ แต่เนื่องจากจำนวนศิษย์ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วจึงมีเหล่าศิษย์บางคนที่เรียนจบไปแล้วยังคงอยู่ช่วยอาจารย์มู่สอนศิษย์รุ่นต่อไป พี่หญิงกับพี่รองก็เช่นเดียวกัน พี่หญิงลั่วหยาแวะเข้ามาที่หอชุนเทียนเพียงสัปดาห์ละครั้งเพื่อเข้ามาสอนเด็กๆ ในวิชาคัดตัวอักษร ส่วนพี่รองลั่วเยี่ยบ้างก็สอนการป้องกันตัวและบทกวี ในขณะที่นางทำได้เพียงเดินเตร็ดเตร่หลบมุมหาที่นอนกลางวันก็เท่านั้น
เสียงฝีเท้าสม่ำเสมอเดินเข้ามาด้านหลังอย่างช้าๆ ในขณะที่เสวี่ยหยาไม่ทันได้รู้สึกตัวม้วนตำราเล่มหนาก็เข้ามาประชิดศีรษะของนางเสียแล้ว
“อั๊ก...ทะ ท่านอาจารย์” ม้วนตำราหนาในมือมู่ซินหยูเคาะลงกลางศีรษะของเสวี่ยหยาอย่างไม่รุนแรงนัก เพื่อเรียกสติที่คล้ายจะหลุดลอยไปไกล จนร่างบางที่คล้ายจะหลับใหลสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจกลับมาตั้งลำตัวให้ตรงอีกครั้งพลางใช้มือลูบหัวน้อยๆ ให้คลายเจ็บ แล้วจึงเอ่ยถามกับผู้เป็นอาจารย์ถึงปัญหาที่กวนเป่ยเผชิญมาหลายสิบปีที่เขียนรวบรวมไว้ในตำรา
“ฮ่าๆๆๆ”
“คิก คิก พี่เสวี่ยหยาแอบงีบหลับอีกแล้ว” เสียงของเด็กน้อยคนอื่นๆ ที่กำลังท่องตำราหัวเราะขบขันกับท่าทางของเสวี่ยหยาจนท้องแข็งก่อนจะเงียบเสียงลงแล้วหันกลับไปสนใจตำราในมือของตนเมื่อสบสายดุเข้มงวดของอาจารย์มู่ซินหยู
จางซุนเสวี่ยหยามองใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเป่าเปาและเพื่อนของเขาที่กำลังนั่งคัดตัวอักษรอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของเด็กๆ ทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มทำให้ที่หอตำราชุนเตี้ยนที่เงียบเหงาดูมีชีวิตขึ้นมาอีกไม่น้อย
“เจ้าโดนทำโทษที่ไม่ผ่านการประเมินและต้องนั่งสำนึกอยู่ที่นี่สองชั่วยาม [1] ตามคำสั่งของจางซุนเล่อ เหตุใดจึงนั่งหลับไม่สนใจคำสั่งของอาจารย์” มู่ซินหยู่เอ่ยตำหนิลูกศิษย์หัวทึบของตนอย่างไม่จริงจังนักพร้อมกับกลั้นขำกับท่าทางปลิ้นหูปลิ้นตาของนาง ในสายตาของตนแม้จางซุนเสวี่ยหยาจะไม่ได้ร่ำเรียนจนเก่งกาจแต่นางกับมีจิตใจเอื้อเฟื้อและชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ทุกครั้งหากมีโอกาส
“อ่านแล้วๆ ข้าอ่านแล้วเจ้าค่ะ”
มู่ซินหยูยกตำราเล่มเติมขึ้นมาพร้อมกับสอดสายตาอ่านม้วนตำราและหันหลังเดินจากไป แต่แล้วก็ต้องชะงักค้างเมื่อลูกศิษย์หัวทึบของตนเอ่ยถามขึ้นมา เหมือนว่าเมื่อครู่ตนจะลงหนังสือหนักไปจนนางเสียสติด้วยไม่เชื่อว่าคำพูดเหล่านี้จะออกมาจากปากของจางซุนเสวี่ยหยาผู้ที่เป็นโรคร้ายขยาดการอ่านเขียน
“ว่าแต่ทำไมกวนเป่ยจึงไม่เลี้ยงสัตว์กันเล่าเจ้าคะ ในเมื่อเราปลูกพืชไม่ได้...” เสวี่ยหยาเอ่ยด้วยความสงสัยพร้อมกับแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“เจ้าว่าต่อไปสิ”
“ถ้าหากว่าเราเลี้ยงวัวพร้อมกับปลูกข้าวโพดที่เป็นพืชทนแล้งสามารถเติบโตในพื้นหินแข็งๆ ได้ให้เป็นอาหารสัตว์ พอมันโตเต็มที่ก็เอาไปแลกเปลี่ยนเป็นข้าวสารหรือพืชผักชนิดอื่นๆ จากหมู่บ้านที่อยู่โดยรอบ หากทำเช่นนี้ชาวบ้านก็จะมีรายได้ อย่างที่อาจารย์พูดว่า...ใช่ ค้าขายทำกำไรน่ะเจ้าค่ะ และอีกอย่างที่อาจารย์สอนข้าคราวก่อนว่ามูลวัวสามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยบำรุงดินได้ถ้าหากทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ข้าว่ากวนเป่ยต้องไม่อดอยากแน่เจ้าค่ะ”
“กวนเป่ยพยายามปลูกพืชนานาชนิดตั้งแต่ข้าจำความได้ ถ้าหากว่ากวนเป่ยเหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์และค้าขายมากกว่าการมัวเอาแต่พึ่งพาตนเองในหมู่บ้านเล่าเจ้าคะ” เสวี่ยหยาพูดอธิบายออกไปตามความคิดเห็นของตน
“หากคิดได้ดีเช่นนี้ไยไม่นำไปบอกจางซุนเล่อบิดาของเจ้ากันเล่า”
“ข้า...” เฮ้อ...อาจารย์มู่คงยังไม่รู้สถานการณ์เรื่องราวของนางสินะ ท่านพ่อไม่อยากเจอหน้านาง ตั้งแต่จำความได้เสวี่ยหยาก็ต้องหลบเลี่ยงอยู่ทุกครั้งไปเพราะไม่อยากให้ท่านพ่อต้องตำหนิที่ท่านแม่คลอดนางออกมา
“โอ้ยยยยย ปวดหัว ปวดหัวเหลือเกิน เห็นทีคงถึงเวลานอนกลางวันของข้าเสียแล้ว” ร่างเล็กใช้มือกุมหัวเมื่อความเจ็บปวดโจมตีก่อนจะล่าถอยออกไปจากหอตำราที่มีหนังสือนับร้อยเรียงรายอยู่บนชั้นไม้ ร่างกายของนางมักจะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งยามครุ่นคิดถึงเรื่องที่ไม่สำราญกายและใจ...ดูเหมือนว่าการร่ำเรียนเขียนอ่านจะเป็นเรื่องเช่นนั้น
เม็ดฝนหยดลงมาจากฟากฟ้าเม็ดน้อยใหญ่สลับกันอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเม็ดฝนห่าใหญ่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ร่างเล็กในอาภรณ์สีชมพูกลีบดอกบัวเปียกโชกหนาวสั่นเพราะวิ่งตากฝนกลับบ้าน ทั้งที่เมื่อครู่ยังซาอยู่แท้ๆ ไม่รู้เพราะเหตุใดนางออกมาได้ถึงครึ่งทางแล้วเปลี่ยนเป็นลงเม็ดใหญ่จนสภาพของนางเป็นตามที่เห็น
“ฮัดเช้ย...” เสวี่ยหยาที่ร่างกายเปียกปอนตั้งแต่ศีรษจรดปลายเท้า สองแขนกอดร่างกายที่หนาวสั่นของตนพร้อมกับไอจามสองสามครั้งเมื่อรู้สึกคล้ายจับไข้ร้อนรุมไปทั่วร่าง
“ฮ่า ฮ่า ดูสิจื่อหวน เสวี่ยหยาดูสกปรกมอมแมมไม่ต่างจากเจ้าโก๋วโก่วของพวกเราเลย” จางซุนจื่อโหย่วเด็กชายในวัยสิบขวบที่มีนปากไวกว่าความคิดเอ่ยกับน้องสาวคนสุดท้องอย่างจางซุนจื่อหวนที่นั่งคีบไก่เปรี้ยวหวานเข้าปากอย่างออกรส
“จริงด้วย เสวี่ยหยาเหมือนโก๋วโก่วของพวกเราจริงๆ ด้วยท่านพ่อท่านแม่” เสียงใสของจื่อหวนดังขึ้นทำให้ผู้เป็นบิดาและมารดาหันไปมองบุคคลที่มาใหม่เป็นตาเดียวก่อนที่จะหันกลับมาตักกับข้าวเข้าปากอย่างไม่สนใจใยดี รวมถึงพี่หญิงและพี่รองที่อมข้าวในปากกลั้นขำจนแก้มบวมตุ่ยพลางหันมองหน้ากันอย่างรู้ทัน นางฝนเห็นใกล้ตกหนักจึงรีบกลับปกติแล้วนางรอให้ล่วงเลยเวลาสำรับเย็นไปเสียก่อนจึงไม่ทันคิด
“อย่าเรียกนางเช่นนั้นจื่อโหย่ว จื่อหวน อย่างไรนางก็เป็นพี่สาวของพวกเจ้า” ผู้เป็นมารดาห้ามปรามเด็กทั้งสองเสียงดัง เมื่อถูกติเตียนจื่อโหย่วและจื่อหวนก็ทำหน้าเง้าหน้างอก้มหน้าไม่สนใจสิ่งอื่นใด ทำให้จางซุนเล่อไม่พอใจที่นางทำเช่นนั้นจึงเอ็ดภรรยาของตนด้วยน้ำเสียงห้วนไม่น่าฟัง
“ข้าว่าจื่อโหย่ว จื่อหวนเรียกเช่นนั้นก็น่าจะเหมาะสมกับนางแล้ว บทเรียนง่ายๆ แม้แต่เด็กสิบขวบยังผ่านการประเมินของอาจารย์มู่ได้สบายๆ หึ เพียงรับรู้แค่นี้ข้าก็ไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดแล้ว ความผิดของเจ้าเพียงคนเดียวตานตานที่คลอดบุตรสาวไร้ความสามารถเช่นนี้มาให้ข้า”
หลังจากผลัดเปลี่ยนชุดที่เปียกชื้นแล้วเสร็จเสวี่ยหยาก็ออกมาร่วมวงกินมื้อค่ำ โต๊ะกลมขนาดใหญ่พร้อมเก้าอี้เจ็ดที่นั่งถูกจัดเตรียมไว้เพียงพอสำหรับสมาชิกครอบครัวจางซุน บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารชั้นเลิศที่ถูกปรุงสุกใหม่หน้าตาสีสันชวนหิวจนเสวี่ยหยาลอบกลืนน้ำลายลงท้องไปหลายอึก
ครั้นเมื่อจัดแจงนั่งเก้าอี้เรียบร้อยเสวี่ยหยาก็ลงมือกินหมูผัดเปรี้ยวหวานที่วางอยู่ใกล้มือเข้าปากความเผ็ดปลายลิ้นสอดแทรกรสเปรี้ยวหวานของสับปะรดทำให้นางรู้สึกเจริญอาหารมากขึ้น ก่อนจะตามสมทบด้วยเต้าหู้ยัดไส้หมูสับขนาดพอดีคำเข้าปากพร้อมกับเคี้ยวละเลียดซึมซับรสชาติของอาหารอย่างช้าๆ
“อันที่จริงข้าไม่รู้ว่านางควรร่วมสำรับกับเราหรือไม่ ในเมื่อข้าจัดเฉลิมฉลองเล็กๆ ในครอบครัวให้กับจื่อโหย่วกับจื่อหวนที่ผ่านการประเมินขั้นพื้นฐานจากอาจารย์มู่และลั่วหยากับลั่วเยี่ยที่ผ่านการประเมินขั้นสูง...”
เสวี่ยหยาที่กำลังมีความสุขกับอาหารตรงหน้าก็ชะงักค้างทันทีแล้วค่อยๆ วางตะเกียบของตนลงอย่างแผ่วเบา พร้อมกับหันไปมองดวงตาทั้งหกคู่ที่จ้องมองนางราวกับคนแปลกหน้า ข้าวคำเล็กที่อยู่ในปากถูกเคี้ยวสองสามครั้งก่อนจะกลืนลงไปด้วยความฝืดเคืองที่ตีขึ้นมาในลำคอ
“ขะ...ข้า ข้าอิ่มแล้วพอดีเลยเจ้าค่ะ” ดวงตาวูบไหวเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เสวี่ยหยาสูดหายใจลึกพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ให้มารดาประหนึ่งต้องการบอกว่าตนไม่เป็นอะไรก่อนจะเอ่ยขอตัวแล้วลุกจากโต๊ะไป แม้ว่าจะพูดไปเช่นนั้นแต่ความรู้สึกของนางล้วนแตกสลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยปลิดปลิวไปกับสายลมคล้ายกับของไร้ค่าที่ไม่มีผู้ใดสนใจ ตั้งแต่จำความได้นางล้วนเป็นสิ่งที่ครอบครัวไม่ต้องการเสมอ...
________________________________________
[1] 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง ดังนั้น 2 ชั่วยาม เท่ากับ 4 ชั่วโมง
