บทที่ 3 สิบสามน้อมรับราชโองการ
“เสด็จแม่ทำอะไรอยู่งั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เสียงทุ้มต่ำของบุรุษเชื้อสายมังกรในวัยกลัดมันเอ่ยขึ้นถามผู้ให้กำเนิด ในขณะที่เท้ายาวก้าวผ่านสวนหินสีขาวขนาดใหญ่เข้ามาด้วยความคุ้นชิน ตั้งแต่เล็กจนโตเขาก็มักจะเห็นมารดายืนตัดแต่งกิ่งไม้น้อยใหญ่ในกระถางกระเบื้องลายครามด้วยจิตใจที่เบิกบานอยู่เช่นนี้เสมอ
แม้ว่าจะผ่านมาหลายสิบปีกิจวัตรของนางก็ดูไม่เปลี่ยนแปลงไม่เลยสักนิด มีเพียงแผ่นหลังเล็กอบอุ่นที่ค่อยๆ โค้งงอลงไปทุกวัน
“องค์ชายสิบสาม” ร่างงดงามของสตรีวัยสี่สิบปีหันมามองต้นเสียงเมื่อครู่ มือเล็กแฝงความเหี่ยวย่นเพียงเล็กน้อยวางกรรไกรด้ามสีทองอันเล็กไว้ที่โต๊ะขาสิงห์ทรงสูงข้างกาย เอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลเรียกบุตรชายของตนด้วยความประหลาดใจ
“องค์ชายทรงสบายดีหรือไม่เพคะ” พระสนมหวังวิ่งเข้าไปสวมกอดบุตรชายมือบางตบที่แผ่นหลังกว้างแผ่วเบาคล้ายปลอบโยนอยู่เพียงชั่วครู่แล้วจึงผละอ้อมกอดออก มือสองข้างจับที่ไหล่หนาแข็งแกร่งสายตาพลางมองสำรวจร่างกายขององค์ชายสิบสามด้วยความเป็นห่วง
เมื่อหลายคืนก่อนฝ่าบาททรงงานจนดึกดื่นและออกมาเดินเล่นยืดเส้นยืดสายก่อนกลับตำหนักส่วนพระองค์แต่แล้วกลับติดฝนจึงเป็นเหตุให้พระองค์ค้างคืนที่ตำหนักเหมยกุ้ย นั่นเป็นวันที่นางได้รู้ว่าองค์ชายสิบสามได้รับคำสั่งด่วนจากฝ่าบาทให้ไปปราบกบฏที่กวนเป่ย อีกทั้งผู้คนในวังก็เอาแต่พูดถึงสถานการณ์ด้านนอกคุกรุ่นจนแทบเป็นสงครามขนาดย่อม ครั้นได้ยินดังนั้นคนเป็นแม่ก็ได้แต่หวาดกลัวอยู่ภายในจิตใจเข่าจนแข้งขาอ่อนยวบไร้เรี่ยวแรงสองมือยกขึ้นมาภาวนาต่อพระโพธิสัตว์ให้ปกป้องคุ้มครองบุตรชายที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ
นางไม่คิดว่าคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีและบิดาจะโหดร้ายกับเขาถึงเพียงนี้ ตั้งแต่ซั่วเหยียนเริ่มหัดเดินหัดพูดยังไม่ทันคล่องก็พาเขาไปร่วมเรียนกับเหล่าองค์ชายผู้พี่ทั้งหลายจนเจ็บตัวอยู่บ่อยครั้ง นางคิดอยากจะถามฝ่าบาทเหลือเกินว่าเหตุใดทรงเกลียดชังตนและลูกชายหรือเพราะชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยของนางจึงพานทำให้เขาชิงชัง ทหารในกองทัพมีนับหมื่นนับแสนนายแต่กลับต้องการให้สิบสามทำเรื่องอันตรายเกินตัวอยู่เรื่อยไป
ตั้งแต่เล็กจนโตองค์ชายสิบสามเป็นเด็กที่อดทนและเลี้ยงง่าย ตอนห้าขวบไปฝึกดาบกับท่านอาจารย์และองค์ชายอื่นๆ ที่เป็นพี่น้องร่วมบิดาถูกกลั่นแกล้งจนแขนหักแต่ไม่ร้องไห้โอดครวญเลยสักคราแม้ว่านางจะถามเขาว่าเป็นฝีมือขององค์ชายคนไหนเขาก็ไม่ปริปาก พูดแค่เพียงว่าเป็นตนที่ซุ่มซ่ามไปขวางทางดาบขององค์ชายแปดกับองค์ชายสี่เลยทำให้บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น
‘พระสนมหวัง องค์ชายสี่ขอเข้าเฝ้าเพคะ’ เสียงของนางกำนัลพี่เลี้ยงเอ่ยขึ้นที่หน้าตำหนักเหมยกุ้ยพร้อมกับกล่องไม้ขนาดพอดีกะทัดรัดที่ถูกผูกด้วยผ้าไหมเนื้อดีสีเขียวมะกอกที่นับว่าหายากนักในดินแดนต้าโจว
‘บอกให้องค์ชายสี่เข้ามาได้’ สนมหวังที่กำลังทายาที่แขนให้กับลูกชายเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นกังวลไม่รู้ว่าฮองเฮาจะหาเรื่องใดมาลงโทษนางกับลูกอีก ครั้งที่แล้วนางกับองค์ชายสิบสามรอดตัวมาได้เห็นทีว่าครานี้พระนางคงไม่ปล่อยไปง่ายๆ ไม่รู้ว่าสิบสามของนางไปทำสิ่งใดมากันแน่
‘สนมหวังเป็นข้าที่ไม่ระมัดระวังจึงทำให้น้องสิบสามบาดเจ็บ ได้โปรดให้อภัยกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ’
องค์ชายสี่คุกเข่าลงกับพื้นพลางเอ่ยขอโทษคนตรงหน้าด้วยความจริงใจเป็นเขาที่เล่นกับน้องแปดจนเกินเลยไป จะว่าเล่นซนคงไม่ถูกต้องนักหากสิบสามไม่เข้ามาขวางป่านนี้องค์ชายแปดคงได้เจ็บตัวสำนึกไปอีกหลายแผลที่บังอาจมากล่าวหาว่าฮองเฮามารดาของตนเป็นสตรีร้ายกาจ
‘ลุกขึ้นเถิดเพคะองค์ชาย’ สนมหวังรีบรุดเข้ามาหาองค์ชายสี่ที่นั่งคุกเข่าสำนึกผิดอยู่เบื้องหน้า นางเอ็นดูเด็กชายผู้นี้ยิ่งนัก กิริยามารยาทงาม ความรู้ที่เหล่าอาจารย์สอนก็ท่องจำได้ตั้งแต่ยังไม่ถึงสิบขวบดีเสียด้วยซ้ำอีกทั้งไม่ถือยศถืออย่างรู้จักขอโทษขออภัยเมื่อรู้ว่าตนผิด
‘เอาของมา’ องค์ชายสี่ลุกขึ้นพร้อมกับเอ่ยบอกนางกำนัลข้างกายก่อนจะยื่นกล่องไม้ที่ตนถือให้กับสนมหวังอย่างเขินอายเพราะไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้มาก่อน
‘อะไรหรือเพคะ’ สนมหวังเจียวมิ่งเอ่ยถามเด็กชายตรงหน้าที่โตกว่าบุตรชายของนางเพียงสองปีด้วยความสงสัย
‘เอ่อ...คือ’ องค์ชายสี่ยืนก้มหน้ามิกล้าพูดจาพลางสอดสายตาไปหานางกำนัลคนสนิทข้างกายก่อนที่นางจะเอ่ยขึ้นแทรกอย่างรู้ทัน
‘หม่อมฉันขอเอ่ยอธิบายแทนองค์ชายนะเพคะพระสนม หลังจากที่รู้ว่าทำองค์ชายสิบสามบาดเจ็บก็วิ่งกลับไปที่ตำหนักร้องห่มร้องไห้กับหม่อมฉันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะวิ่งหายาทาและเทียบยาชั้นดีจากหมอหลวงพอได้รับเทียบยาครบครันก็ร้องขอให้หม่อมฉันพามาที่ตำหนักพระสนมนี่แหละเพคะ’
‘ขะ...ข้าขอเข้าไปหาน้องสิบสามได้หรือไม่’ องค์ชายสี่กวาดตามองไปทั่วอย่างไม่อยู่สุข การกระทำเช่นนี้เขาล้วนไม่เคยทำมาก่อน เสด็จแม่บอกว่าในอนาคตเขาจะต้องได้เป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ปกครองต้าโจวต่อจากท่านพ่อ ไม่ควรก้มหัวให้ใครแต่ว่าเรื่องนี้เขาเป็นคนผิดที่ทำให้น้องสิบสามบาดเจ็บจึงมาขอโทษจากใจจริง
‘เพคะ’ สนมหวังพยักหน้าแผ่วเบาพร้อมกับเอ่ยอนุญาตเด็กชายในวัยกำลังโตตรงหน้า ที่ดูภายนอกก็พอจะรับรู้ได้ว่าเขาเป็นคนมีคุณธรรมและเปี่ยมไปด้วยเมตตา
นางเฝ้ามองเด็กชายทั้งสองที่เติบโตเคียงข้างกันวันเวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่าจนคนทั้งคู่เติบใหญ่อย่างมั่นคง เมื่อเร็วๆ นี้นางได้ยินว่ารัชทายาททรงได้เลือกคู่ครองแล้วอีกไม่นานคงได้เห็นทายาทน้อยๆ ขององค์ชายสี่ที่วันวานยังคงเป็นเด็กขี้แยวิ่งมาหานางยามฮองเฮาทรงสั่งสอน ตอนนี้มีเพียงสิบสามของนางที่ยังไม่เอ่ยถึงสตรีในดวงใจ...เอาแต่ช่วยฝ่าบาทดูแลไพร่ฟ้ามิยอมแต่งชายาเสียที
“เสด็จแม่ เสด็จแม่ไม่สบายหรือพ่ะย่ะค่ะลูกจะได้ให้คนไปเรียกหมอหลวง” มือหนาปลายนิ้วเรียวโบกสะบัดกลางอากาศอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะตะเบ็งเสียงเรียกให้ดังขึ้นเมื่อมารดาของตนเหมือนตกอยู่ในภวังค์ไม่ได้สติ
“หม่อมฉันสบายดี องค์ชายสิบสามอย่าได้เป็นกังวล หลายวันก่อนรัชทายาทก็แวะมาพูดคุยกับหม่อมฉันอยู่หลายประโยค” สนมหวังส่ายหน้าพัลวันเป็นคำตอบก่อนจะเอ่ยถามบุตรชายเมื่อเห็นสีหน้าที่ดูเคร่งขรึม
“แล้วสิบสามของแม่สบายดีหรือไม่”
“ลูกสบายดีพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่าที่วังของลูกดูเหมือนจะเงียบเหงาไปสักหน่อยอีกทั้งยังกว้างใหญ่มากเกินไปสำหรับการอยู่คนเดียว” โจวซั่วเหยียนเอ่ยกับมารดาในขณะที่ดวงตาและสีหน้าดูไม่คลายความกังวลลงไปเลยแม้แต่น้อย
“เจ้ายกโทษให้แม่เถิดเพราะแม่ชาติกำเนิดต้อยต่ำเลยทำให้เจ้าต้องลำบากไปด้วย” คนเป็นแม่เอ่ยขอโทษลูกชายอย่างสุดหัวใจ
เดิมทีหวังเจียวมิ่งเป็นเพียงนางกำนัลที่คอยอยู่รับใช้เคียงข้างฮองเฮาตั้งแต่พระนางได้รับการแต่งตั้ง เมื่อก่อนนางเป็นนางกำนัลเด็กส่วนฮองเฮาเองก็เพิ่งถูกแต่งตั้ง ทั้งสองอยู่ในช่วงวัยใกล้เคียงกันจึงสนิทสนมประหนึ่งสหายใกล้ชิด แต่แล้วความสัมพันธ์อันดีก็พังทลายลงเมื่อหวังเจียวมิ่งเกิดหลงรักฝ่าบาทที่คอยเทียวมาหาฮองเฮาทุกค่ำคืน
“เสด็จแม่ลูกสบายดีเพียงแต่...ไม่รู้ว่าจะกราบทูลเสด็จแม่อย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ” โจวซั่วเหยียนโอบกอดมารดาพร้อมกับประคองนางไปนั่งที่ศาลาใกล้กับสระบัวขนาดเล็กที่ชูช่อดอกสีชมพูอ่อนสลับเข้มปะปนกันไป
ซั่วเหยียนรับจอกชาจากมารดาก่อนจะยกขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดจอกพร้อมกับถอนหายใจออกมาแรงๆ จนคนเป็นแม่อดเป็นห่วงบุตรชายสุดที่รักของตนไม่ได้ ร่างสูงยิ้มรับเมื่อมารดาหยิบขนมเตียนซื่อเยว่ปิง [1] ป้อนใส่ปากของเขาราวกับในสายตาของคนเป็นแม่แล้วสิบสามผู้นี้ยังเป็นเด็กน้อยอยู่ไม่มีผิด
“องค์ชายสิบสามเสด็จมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของทหารยามยืนเฝ้าหน้าพระตำหนักเอ่ยขึ้นเสียงดังฟังชัด ไม่นานนักก็ปรากฏร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อภายใต้อาภรณ์สีเข้มที่มิอาจปกปิดร่างกำยำงดงามดุจดั่งเทพสงครามตามตำนานเล่าขานเอาไว้ได้
ใบหน้าคมเข้มรับกับคิ้วโก่งที่ถอดแบบมาจากร่างสูงศักดิ์ที่นั่งครองบัลลังก์มังกรเบื้องหน้าราวกับถอดแบบออกมาไม่มีผิด โจวซั่วเหยียนก้าวเท้าแกร่งมั่นคงของตนเข้ามาหน้าบัลลังก์ก่อนจะเอ่ยทำความเคารพผู้เป็นทั้งบิดาและนายเหนือหัวของคนทั้งปวง
“สิบสามถวายบังคมฝ่าบาท” เสียงทุ้มต่ำของโจวซั่วเหยียนเอ่ยขึ้นทำให้องค์ชายแปดและรัชทายาทที่หารือถกปัญหาบ้านเมืองอยู่ก่อนหน้าชะงักบทสนทนาเอาไว้แล้วหันมามองเขาเป็นตาเดียว
สายตาคมประดุจเหยี่ยวที่จ้องมองหาเหยื่อผู้อ่อนแอของพี่แปดมองมาทางตนเหมือนกับยี่สิบห้าปีที่แล้วไม่มีผิด ส่วนสายตาเรียบเฉยยากที่จะคาดเดาไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาแต่เขาก็รับรู้ได้ว่าพี่สี่เป็นคนมีคุณธรรมมากเพียงไร ส่วนฝ่าบาททุกครั้งที่มองมาล้วนไม่เหมือนกับสายตาที่พ่อมองลูกสักนิดดูมันคล้ายใกล้เคียงกับคำอธิบายที่เรียกว่านายกับบ่าวเสียมากกว่า
“เจ้ามาก็ดีแล้ว นั่งลงเสียสิ”
“ปราบกบฏที่กวนเป่ยครานี้เจ้าทำได้ดีมาก เพียงแต่ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะจงใจไว้ชีวิตลูกสาวของจางซุนเล่อเอาไว้ หากนางเป็นตัวจุดชนวนการล้มล้างบัลลังก์และราชวงศ์ของข้าที่ยืนยงมานับร้อยปีเจ้าจะทำเช่นไรโจวซั่วเหยียน”
“ลูกคิดว่าเราควรสอบสวนนางตามกระบวนการ...”
“ข้าไม่ได้เรียกเจ้ามาเพื่อขอความคิดเห็น ไปจัดการนางและเสี้ยนหนามพวกนั้นเสีย”
“แต่ว่าลูกยังไม่เห็นจุดเชื่อมโยงที่ว่ามีกบฏในกวนเป่ยเลย เกรงว่า...ครั้งนี้ท่านพ่อจะประเมินผิดพลาดไป”
“บังอาจ” สุรเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะถูกตะโกนออกมาดังลั่นทำเอากงกงและพระราชหัตถเลขาที่ยืนอยู่ไม่ไกลสะดุ้งเฮือกจนแทบล้มหัวคะมำ เส้นเลือดทั่วใบหน้าที่เริ่มมีร่องรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลาปูดโปนขึ้นมาเพราะความโกรธ มือหนาใหญ่ที่สวมแหวนหยกแทบครบทุกนิ้วตบเข่าฉาดใหญ่ดังลั่นเมื่อไม่พอใจพร้อมกับลุกขึ้นยืนแสดงอำนาจของตน
สิบสามหาได้หวาดกลัวบุคคลตรงหน้าไม่ยังคงจ้องมองบิดาของตนอย่างไม่ลดละ ตามปกติแล้วการทำงานของกรมอาญาต้องตามสืบสวนในรอบคอบเสียก่อนแล้วจึงค่อยสำเร็จโทษ แต่นี่มันจะไม่ทำผิดขั้นตอนเกินไปหน่อยหรือ เมื่อก่อนเขาชื่นชมการปกครองของบิดาจนเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง บุรุษที่เคยเป็นคนมีคุณธรรมกลายเป็นคนที่ไม่ฟังเหตุผล มีแต่ความหวาดระแวงกลัวว่าจะถูกชิงบัลลังก์จนไม่กล้าออกไปพบปะประชาชนหรือออกว่าราชการที่ท้องพระโรง นั่นมันก็อาจจะไม่แปลกหากเกินการจลาจลต่อต้านกษัตริย์เรียกร้องหาความอิ่มท้อง
อีกอย่างเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำที่ยังไม่คลี่คลายเป็นแน่ คำสั่งที่เขาได้รับคือจับเป็นมาสืบสวนแต่เมื่อตนไปถึงกวนเป่ยก็วอดวายด้วยเพลิงไหม้ไปกว่าครึ่งแล้ว ไม่แน่ว่าอาจมีคนได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้ก็เป็นได้ หรือว่าเป็นฝ่าบาทที่ออกคำสั่งลับอีกฉบับ
“ฝ่าบาทโปรดทรงเย็นพระทัย”
“ฝ่าบาทโปรดทรงเย็นพระทัย” กงกงและราชหัตถเลขาคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับเอ่ยห้ามปราบมิให้บทสนทนาเมื่อครู่ดุเดือดไปมากกว่าเดิม ใบหน้าซีดชา ลมหายใจติดขัดคล้ายเลือดลมมิเดิน ขุนนางทั้งสองพยุงกันและกันลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล แต่ไหนแต่ไรองค์ชายสิบสามก็เป็นตัวกระตุ้นให้ฝ่าบาททรงกริ้วเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงไม่แปลกใจนักแต่มันคงไม่ดีแน่หากต้องคนสูงอายุเช่นพวกตนทั้งสองต้องก้มลงคุกเข่าบ่อยๆ เช่นนี้
“ลูกเห็นด้วยกับน้องสิบสามว่าเราควรสืบหาข้อเท็จจริงให้กระจ่างแจ้งเสียก่อนพ่ะย่ะค่ะ ลูกคิดว่าหากจางซุนเล่อมีแผนคิดคดปองร้าย การสังหารบุตรสาวของเขามีแต่จะเพิ่มความตึงเครียดให้กับชาวกวนเป่ย เพิ่มความบาดหมางระหว่างราชวงศ์กับประชาชน หากเป็นเช่นนี้อาจก่อให้เกิดจลาจลกลางเมืองขึ้นก็เป็นได้พ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงทุ้มน่าฟังของรัชทายาทเอ่ยอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยอธิบายเหตุผลสนับสนุนความคิดของน้องชายที่แม้จะเกิดต่างแม่อย่างละเอียดจนร่างสูงในชุดมังกรสีแดงสดเริ่มปรับเปลี่ยนสีหน้าคลายโทสะลงคล้ายคล้อยตาม
“จะว่าไปที่รัชทายาทเอ่ยออกมาก็มีเหตุผลอยู่มาก เสด็จพ่อลูกคิดว่าเหตุใดเราจึงไม่มอบกบฏสาวให้เป็นภรรยาอุ่นเตียงให้กับน้องสิบสามเล่าพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้เขายังไม่มีนางในใจวัยหนุ่มกลัดมันถึงเพียงนี้ต้องมีคนช่วยปลดปล่อย อีกทั้งองค์รัชทายาทก็ทรงจะแต่งตั้งพระชายาในไม่ช้า มิสู้มอบกบฏผู้นี้ให้อยู่ในการดูแลของสิบสาม หากนางมีใจคิดคดทรยศขึ้นมาน้องสิบสามจะได้จัดการนางอย่างทันท่วงทีและอีกอย่างเสด็จพ่อจะได้คลายกังวลด้วยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ว่า...” รัชทายาทเอ่ยทักท้วงขึ้น
“ดี!!!” ถ้อยคำสั้นๆ เอ่ยออกมาทำให้คนทั่วทั้งห้องตำราตะลึงงันไปพร้อมกัน
“กงกงพรุ่งนี้เตรียมนำราชโองการไปที่วังฉางชุนเต๋อขององค์ชายสิบสามพร้อมกับประกาศให้รู้ทั่วกัน” สุรเสียงที่เอื้อนเอ่ยคล้ายกับต้องการลงโทษที่สิบสามบังอาจสงสัยและคลางแคลงใจในการกระทำของตน ใบหน้ามองลูกชายแสนชังของตนที่นั่งนิ่งไม่พูดแย้งสิ่งอื่นใด
“น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ” กงกงรับคำจากผู้เป็นนายเหนือหัวก่อนจะเดินไปหยิบม้วนกระดาษมาให้ฝ่าบาทของตนเขียนฎีกาประกาศออกไปอย่างรู้หน้าที่
“เสด็จพ่อมอบราชโองการเช่นนี้มินับว่าเป็นการลงโทษสิบสามหรอกหรือ” องค์รัชทายาทแย้งบิดาพร้อมกับเอ่ยสิ่งที่ตนคิดออกไปอย่างไม่ปิดบังด้วยความเป็นห่วงน้องชาย เขาไม่รู้ว่าเหตุใดท่านพ่อจึงดูไม่ชอบสิบสามนักหรืออาจจะเป็นจริงดังที่ท่านแม่พูด ว่าแท้จริงแล้วสิบสามคือคนที่ท่านพ่อทรงหวั่นเกรง
ด้วยนิสัยที่มองถูกเป็นถูก มองผิดเป็นผิดอย่างซื่อตรงทำให้เสด็จพ่อนึกถึงพระเชษฐาที่ตายไปอย่างปริศนา
“ส่วนเจ้าไปเตรียมตัวเองให้ดีเถิดอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันอภิเษกแล้วอย่าทำให้ข้าต้องเป็นห่วงไปอีกอีกคน”
ทางองค์ชายสิบสามที่ไม่มีโอกาสเอ่ยอธิบายได้แต่นั่งนิ่ง ภายในใจกลับครุ่นคิดว่านี่ไม่ใช่ทางที่เลวร้ายนัก อย่างน้อยเขาก็จะได้มีโอกาสเค้นหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้จากปากนางด้วยตนเอง อีกอย่างการที่จะให้นางตายเสียตอนนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ยุติธรรม
ถ้าหากเขาคิดผิดว่านางบริสุทธิ์...สิบสามผู้นี้จะเป็นคนปักกระบี่หมื่นวายุลงกลางอกของนางด้วยตนเอง
