บทที่ 2 กบฏแห่งกวนเป่ย
“ปลุกพวกมันขึ้นมาได้แล้วจะให้นอนขี้เกียจสันหลังยาวถึงไหนกัน” เสียงดังเกรงขามปะปนเจ้ายศเจ้าอย่างเอ่ยขึ้นอย่างถือตัว พร้อมกับยักหน้าให้สัญญาณกับเหล่าทหารใต้บังคับบัญชาที่ถือน้ำถังใหญ่สาดเข้าใส่ปลุกร่างที่หลับใหลไม่ได้สติให้สะดุ้งตื่นขึ้น
เสวี่ยหยาใบหน้าเหยเกเจ็บปวดเมื่อแรงของสาดน้ำกระเซ็นโดนผิวหน้าจนรู้สึกด้านชาไปบางส่วน ดวงหน้าสวยอ่อนล้าเบิกตามองรอบกายอยู่นานกว่าตระหนักได้ว่าสถานที่ไม่คุ้นตาแห่งนี้มิใช่กวนเป่ยที่ที่นางเติบโต ร่างกายพลันขยับดิ้นต่อด้านให้หลุดออกจากพันธะเมื่อความหวาดกลัวก่อเกิดขึ้นภายในใจ
ห่างจากนางไม่ไกลนักก็พบกับบุรุษอีกสี่คนที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดที่แห้งกรังจนแข็งและแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ใบหน้าบวมปูดบ้างจนจำเค้าเดิมไม่ได้คอของพวกเขายังหักห้อยไม่ได้สติแต่จะถูกน้ำเย็นเยือกถังใหญ่ซัดเข้าหา ร่างกายแข็งทื่อถูกมัดตรึงเข้ากับเสาไม้สูงราวหนึ่งจั้ง [1] ปักลงพื้นดินกลางแจ้งในท่าทางที่อเนจอนาถไม่ต่างจากนางแม้แต่น้อย
สายตาหวาดระแวงชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาเพ่งพิจารณาอ่านป้ายไม้แกะสลักติดแผ่นทองขนาดใหญ่ประกอบกับรูปมังกรพันรอบเถาเหม่ยกุ้ย [2] ที่เป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์โจวอยู่เหนือศีรษะจึงทำให้รู้ว่านางเดินทางมาถึงเมืองหลวงของแคว้นต้าโจวอย่างอู๋ซี
“ประจำที่ได้” สิ้นคำประกาศกร้าวเสียงฝีเท้าของเหล่าทหารยามก็เดินสลับฝ่าเท้าสวนสนามดังอึกทึก ก่อนจะกระแทกทวน ง้าว ตะขอแหลมคมกับพื้นดินและตบเท้าเป็นจังหวะสุดท้ายเข้าสมทบอย่างพร้อมเพรียง
สายตาของเสวี่ยหยามัวแต่จับจ้องทหารยามผู้แข็งแกร่งอย่างตื่นตาตื่นใจจนแทบลืมสิ้นแล้วซึ่งความกลัว นางได้ยินเพียงแต่คำบอกเล่าของอาจารย์มู่เท่านั้นมิเคยได้มาเห็นด้วยตาเนื้อของตน
จากนั้นไม่นานก็ปรากฏร่างท้วมอยู่ในวัยห้าสิบปลายๆ หากเทียบจากเส้นผมขลับถูกแซมด้วยเส้นผมสีดอกเลาเป็นย่อมและรอยเหี่ยวย่นนับร้อยที่ติดอยู่บนร่องแก้มและหน้าผากกว้าง ในชุดขุนนางขั้นสูงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ ที่ถูกขนาบข้างด้วยเก้าอี้ไม้อีกสองอันในขนาดที่เล็กกว่า
ทุกรายละเอียดที่แสดงออกมาราวกับละครใหญ่ฉากหนึ่งที่อยู่ในสายตาของนางตลอดเวลา ทันทีที่ผู้เป็นนายนั่งลงก็มีนายทหารหนึ่งนายกระดาษม้วนใหญ่มายื่นให้ก่อนจะเอ่ยพูดคุยกันหลายคำด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด จนเสวี่ยหยาเองก็อดที่จะอยากรู้ไม่ได้ว่าข้อความข้างในนั้นคือสิ่งใดกันแน่
ไม่รู้ว่าตนหลับไปนานเท่าใดกันถึงได้โผล่มายังลานอาญาที่เป็นส่วนหนึ่งของวังหลวง หากอ้างตามคำบอกเล่าของพี่รองที่เคยตามท่านพ่อมายังเมืองหลวงก็ใช้เวลาถึงสามวันหากเดินทางอย่างไม่หยุดพัก นางไม่รู้ว่าต่อจากนี้ต้องทำอย่างไรการจากกวนเป่ยมาเสมือนว่าเป็นเพียงหลับฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น ครอบครัวที่เคยมีกลับถูกพรากไปอย่างโหดร้ายทารุณอีกทั้งยังถูกตราหน้าว่าครอบครัวนางคิดคดเป็นกบฏต่อแผ่นดินต้าโจว หากใต้เท้าเริ่มการไต่สวนและเอ่ยซักถามเมื่อใดคงจะต้องใช้เวลาอธิบายมากหน่อย ในเมื่อพวกเขาเข้าใจผิดไปมากมายถึงเพียงนี้
“ฝ่าบาทเสด็จ” เสียงของกงกงขันทีข้างกายของไท่จงฮ่องเต้ดังขึ้น ทำให้ใต้เท้าวัยใกล้สูงอายุผู้นั้นผละออกจากบทสนทนาที่ตึงเครียด ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวใหญ่แล้วจึงค้อมตัวเคารพพร้อมกับเอ่ยถวายบังคมเสียงดังฟังชัด
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เหล่าทหารที่ยืนรายล้อมพร้อมใจกันเปล่งเสียงออกเคารพออกมาอย่างจงรักและภักดี
สิ้นเสียงเอ่ยแซ่ซ้องไท่จงฮ่องเต้ในชุดสีแดงสดปักลวดลายมังกรด้วยดิ้นที่ทำจากทองคำเดินเข้ามาในโถงกว้างของกรมอาญาอย่างพอดิบพอดีก่อนจะพยักหน้ารับแล้วจัดชุดให้อยู่ในท่าทางที่อาจองและสง่างามแล้วจึงนั่นลงบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ ในขณะที่ใต้เท้ากรมอาญานั่งเคียงอยู่เก้าอี้ถัดไป
“เริ่มการไต่สวนได้” ครั้นเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเริ่มเข้าที่ดีแล้วเสียงประกาศก้องของทหารยามก็เอ่ยขึ้น ทำให้หัวใจดวงน้อยของเสวี่ยหยาเริ่มเต้นระรัวอย่างห้ามไม่ได้
“ทำไมชายคนนั้นมันยังไม่เงยหน้าขึ้นมาอีก อยู่ต่อหน้าพระพักตร์แท้ๆ ยังทำเป็นเมินเฉยสามหาว” ใต้เท้าจากกรมอาญาเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจนักพลางส่งสายตาเข้มสั่งการ
ทหารหนุ่มใจกล้ารีบวิ่งไปตรงหน้านักโทษที่ถูกมัดอยู่กับเสายืนคอพับคออ่อนไม่ได้สติ มือหนาหยาบกร้านใช้ด้ามไม้ของดาบตบเข้าที่แก้มและใบหน้าสองสามครั้งอย่างไม่เบามือนัก นี่คงเป็นการปลุกตามแบบฉบับของทหารกล้าแม้มันจะเหมือนการทำร้ายร่างกายเสียมากกว่าก็ตาม
สายตาอาฆาตของใต้เท้าที่มองมาประกอบกับทุกการกระทำล้วนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ทหารหนุ่มใช้หลังมือปาดเหงื่อเย็นชื้นที่ไหลซามตามขมับ แล้วจึงตัดสินใจใช้มือที่สั่นระริกของตนเขย่าร่างที่ถูกพันธนาการอยู่นานแต่ก็ไร้วี่แววว่าชายผู้นี้จะฟื้นตื่นขึ้นมา เมื่อความลังเลและความกดดันที่แบกรับอยู่บนบ่า ทหารผู้น้อยจึงตัดสินใจยื่นแขนพร้อมกับยื่นนิ้วชี้ออกไปอังปลายจมูกของนักโทษผู้นี้อย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะกรีดร้องคร่ำครวญออกมาอย่างขลาดเขลาจนล้มฟุบลงกับพื้นอย่างไม่ไว้ชื่อ
“อ้ากกก ตะ ตะ ตาย”
“เขาตาย ตายแล้วขอรับ” น้ำตาเม็ดใสไหลอาบแก้มที่กร้านแดดใบหน้าขาวซีด ดวงตาเบิกโพลงหลับหูหลับตาพูดอย่างไม่ได้ศัพท์ จนสหายอีกสองคนต้องมาหิวปีกเขาออกไปจากลาน
เสวี่ยหยาเองก็ตกใจไม่แพ้กันเมื่อรับรู้ว่าร่างของสหายร่วมชะตากรรมผู้หนึ่งได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เล็บสวยจิกลงบนนิ้วจนห้อเลือด ริมฝีปากขบเม้มกลั้นเสียงสะอื้นเมื่อตระหนักได้ว่าปลายทางสุดท้ายของคนคงไม่ต่างจากบุรุษผู้นี้นัก
“ตายแล้วก็เอามันออกไปสิวะ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเน้นเขี้ยวเน้นฟันอย่างถือสิทธิ์ ก่อนจะปั้นแต่งรอยยิ้มประดับใบหน้า
“เอาล่ะๆ พวกเจ้ารีบจัดการให้เรียบร้อย ข้าอยากเอ่ยซักถามพวกเขาด้วยตนเองเสียสองสามประโยคหวังว่าท่านเสนาบดีคงไม่ตำหนิข้าหรอกนะ” ไท่จงฮ่องเต้ยกมือห้ามปราบราวกับไม่ถือสาแต่แววตาที่มองออกไปหาได้มีความปรานีไม่
“หาไม่พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงปรีชาสามารถอีกทั้งยังมากด้วยคุณธรรม กระหม่อมคงต้องขอบพระทัยพระองค์แทนนักโทษเหล่านี้เสียด้วยซ้ำ”
“ท่านช่างพูดเกินไปแล้วท่านเสนาบดี” เจ้าของบัลลังก์มังกรยิ้มร่ากับคำสรรเสริญเยินยอของขุนนาง จนไรหนวดบนริมฝีปากยกยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมกับใช้มืออวบอ้วนตบลงบนเข่าฉาดใหญ่ด้วยความชอบใจ
“ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาเถิด เอาเป็นว่าข้ายอมรับคำเยินยอนั่นแล้วกัน” เมื่อพูดเสร็จก็หุบยิ้มลงยื่นมือออกไปรับม้วนฎีกาที่กงกงรอยื่นถวายอย่างรู้งาน
สายตากวาดไล่ไปตามอักษรที่อยู่บนกระดาษอยู่ชั่วครู่อย่างครุ่นคิดก่อนจะวางม้วนกระดาษบนโต๊ะเล็กตั้งอยู่ด้านหน้าอย่างไม่ไยดี
“เริ่มจากเจ้าก่อนเป็นอย่างไร”
[1] 1 จั้ง ประมาณ 3.33 เมตร
[2] เหม่ยกุ้ย 玫瑰 หมายถึง ดอกกุหลาบ
“ใต้เท้า ใต้เท้าท่านเข้าใจผิดไปแล้วจริงๆ ปล่อยข้าออกไป ฮึก ทั้งที่ข้าบอกไปแล้วว่าต้องมีใครสักคนใส่ร้ายครอบครัวของข้าเป็นแน่ ฝ่าบาทต้องได้รับรายงานที่ผิดพลาดจึงได้สั่งลงโทษข้าอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ ปล่อย!!! ใต้เท้า”
จางซุนเสวี่ยหยาร้องตะโกนขอความเป็นธรรมให้กับตนเองและครอบครัวที่ได้ตายไปจากความเข้าใจผิด มือเล็กทั้งทุบและเขย่ากรงเหล็กหนาอยู่นานสองนานด้วยความกลัวปะปนสับสน ร่างกายทรุดลงกับพื้นหลังบอบบางเหนื่อยล้าแนบอิงกับกรงเหล็กก่อนจะปลดปล่อยน้ำตาและเสียงร้องที่บีบคั้นในความรู้สึกออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ใบหน้าก้มลงชิดซบลงบนหัวเข่าพลางใช้อ้อมแขนทั้งสองข้างโอบกอดตนเองอยู่เนิ่นนาน แล้วจึงเงยใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาแห้งกรังก่อนจะเอ่ยคำถามที่ตนสงสัยออกไป
“เหตุใดพวกท่านจึงไม่พูดความจริงออกไปว่าแท้จริงแล้วพวกท่านก็บริสุทธิ์ไม่ต่างจากพ่อแม่พี่ชายพี่สาวและครอบครัวของข้า”
“บอกไปว่าพวกเราไม่ใช่กบฏที่มีใจคิดร้ายต่อราชบัลลังก์” จางซุนเสวี่ยหยาเอ่ยทั้งน้ำตา
“เสวี่ยหยาเจ้าต้องเชื่อฟังลุง ข้าไม่ได้ใส่ร้ายครอบครัวของเจ้าอย่างที่เจ้ากำลังสงสัยข้าหรอก” ชายวัยใกล้ชราเจ้าที่นั่งตัวตรงอยู่กลางห้องขังข้างเคียงเอ่ยขึ้นพร้อมกับเคี้ยวอาหารที่เหล่าทหารนำมาให้ในปากอย่างใจเย็น
“แล้วข้าจะเชื่อได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ ในเมื่อลุงตงฟางขอทานที่นั่งเนื้อตัวสกปรกมอมแมมไร้ขาซ้ายขวานั่งอยู่ตีนสะพานหน้าร้านอาหารของเถ้าแก่ตึงปังจะเป็นชายชราที่มีแขนขาครบมือ มิได้น่าสงสารเฉกเช่นเมื่อก่อน”
หากย้อนกลับไปก่อนเกิดเรื่องเลวร้ายพวกนี้นางคงเชื่อทุกคนได้อย่างสนิทใจ เป็นเพียงจางซุนเสวี่ยหยาบุตรคนที่สามของจางซุนเล่อกับจางซุนตานตานที่วันวันหนึ่งเอาแต่เล่นซนไม่เอาไหน
นางยังจำวันนั้นได้ดีที่ท่านพ่อยื่นร่มกระดาษให้กับขอทานชราที่ร่างกายกว่าครึ่งมิอาจขยับในค่ำคืนที่สายฝนโหมกระหน่ำอีกทั้งยังมอบอาหารและเสื้อผ้าอบอุ่นให้เขาได้สวมใส่ รอยยิ้มที่ไม่มีการแบ่งชนชั้นถูกส่งไปให้ล้วนเต็มไปด้วยความเมตตาอย่างจริงใจ การกระทำของท่านพ่อยังคงตราตรึงอยู่ในใจของนางเสมอ ท่านพ่อมักจะเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นหากจะบอกว่าประชาชนกวนเป่ยมาก่อนครอบครัวก็คงจะไม่เกินไปนักและนางก็จะเป็นคนสุดท้ายของครอบครัวที่เขานึกถึง
จางซุนเสวี่ยหยาลอบถอนหายใจ ถึงอย่างไรตอนนี้กับตอนนั้นมันก็ไม่ได้ต่างกันมากนางยังคงเป็นจางซุนเสวี่ยหยาผู้โง่เขลาที่เพิ่มเติมด้วยความทุกข์ทนพ่วงด้วยอิสระที่ถูกลิดรอนไป
“งั้นหรือ” ตงฟางนำยิ้มร้ายประดับใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นและคร้ามแดดเป็นฉากบังหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นทำให้เสวี่ยหยาที่ตกอยู่ในภวังค์ได้สติกลับมาอยู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยคำพูดเสมือนคนเห็นแก่ตัวที่ตัดช่องน้อยแต่พอตัวจนเสวี่ยหยาตกใจกับสิ่งที่ชายชราผู้นี้พูดอยู่ไม่น้อย
“ต่อให้ข้าใส่ร้ายพ่อของเจ้าจริง เขาก็ไม่ได้ตายเพราะข้า...แต่เป็นเพราะคนที่ลงมีดปักดาบบนอกของพ่อแม่และพี่ชายเจ้าต่างหากที่ทำให้เจ้าสูญเสียทุกสิ่งไปเสวี่หยา”
“พวกท่านเป็นอะไรกันไปหมด ท่านพ่อเป็นห่วงเป็นใยท่านเสมอ ส่วนท่าน...อาเฟิ่ง ท่านก็ไปส่งเหล้าที่บ้านของข้าเสียทุกอาทิตย์จนพวกข้านับถือท่านไม่ต่างจากผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัวคนหนึ่ง แต่กลับไม่พูดแก้ต่างให้พ่อข้าแม้แต่น้อยดูเหมือนว่าพวกท่านจะพอใจที่มันลงเอยอย่างนี้เสียมากกว่า” จางซุนเสวี่ยหยาพูดออกไปโดยไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่พูดเมื่อครู่อาจนำพาความลำบากมาสู่ตน
ดวงตาที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ดีร้ายหลายสิบปีจ้องมองหญิงสาวที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกสาวของจางซุนเล่ออดีตผู้นำของกวนเป่ยอย่างไม่สามารถคาดเดาในอารมณ์ มือหยาบกร้านกำแน่นจนชามใบใหญ่ที่อยู่ในมือแตกละเอียดเมื่อหญิงสาวที่ใครๆ ก็ว่านางเป็นคนโง่เขลาวันๆ เอาแต่เล่นสนุกกับพวกเด็กกำพร้าในหมู่บ้านเอ่ยออกมาอย่างไม่รักตัวกลัวตาย
จางซุนเสวี่ยหยาตื่นขึ้นกลางดึกที่เงียบสงัด ดวงตาสวยคมกะพริบตาขับไล่ความง่วงงุนอยู่ชั่วครู่ มือเล็กปาดน้ำตาออกจากหางตาอย่างไม่เบามือนักก่อนจะสอดสายตาไปรอบๆ ทำให้รู้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้หาใช่ความฝันไม่ ร่างเล็กกดเสียงสะอื้นให้อยู่ในลำคอพร้อมกับปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาบนแก้มใสอย่างไม่ขาดสาย
เสียงกุกกักที่หน้าประตูดังขึ้นเรียกให้เสวี่ยหยาที่ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำมูกและน้ำตาหันไปมองร่างสูงใหญ่กำยำภายใต้ชุดสีดำสนิทอย่างไม่เขินอาย
“บะ..บุรุษชุดดำงั้นหรือ” หลังจากสบสายตาคมเสวี่ยหยาก็แกล้งหลับคล้ายกับเด็กน้อยยามพ่อแม่จับได้ว่าแอบเล่นซนเวลานอน ดวงตาและใบหน้าสวยขมวดคิ้วมุ่นจนใบหน้าเหยเกไม่ได้รูป หากตรงหน้าไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่เย็นชาที่สุดในแคว้นโจวคงจะหลุดขำเสียมารยาทต่อหน้าหญิงสาวไปแล้ว
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของคนสามคนก้าวเดินเข้ามาใกล้ขึ้นก่อนจะหยุดมองหญิงสาวที่นอนในท่าทางที่ประหลาด เสวี่ยหยาเกร็งใบหน้ามากขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาคมทั้งสามคู่ที่จับจ้อง ในใจได้แต่ภาวนาไม่ให้เขาเดินมาถึงตรงนี้แต่เหมือนว่าคำขอของนางคงไปไม่ถึง
“นางสติไม่ดีงั้นหรือขอรับคุณชาย” เสียงของสือซีเอ่ยขึ้นอย่างหน้าตายไปต่างจากคนเป็นนายที่ยืนจ้องมองสตรีตรงหน้าราวกับเป็นของที่อาจเป็นประโยชน์
เมื่อได้ยินชายชุดดำเอ่ยขึ้นเช่นนั้น เส้นเลือดบนใบหน้าของจางซุนเสวียหยาเดือดปุดๆ จนไม่อาจกักเก็บความรู้สึกของตนได้อีกต่อไป เสวี่ยหยาดีดตัวขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยตำหนิบุรุษชุดดำที่มีร่างกายใหญ่โตกำยาอย่างไม่เกรงกลัวความตาย
“นี่!!! พวกท่านช่างเป็นบุรุษที่เลวร้ายเสียจริงหรือว่าจิตใจของพวกท่านมันหยาบกระด้างไปเสียหมด นอกจะเอ่ยถ้อยคำดูถูกสตรีแล้วพวกท่านยังฆ่าคนบริสุทธิ์อย่างเลือดเย็นเสมือนชีวิตของคนเป็นผักเป็นปลา คนไร้หัวใจ...” จางซุนเสวี่ยหยาเอ่ยขึ้นอย่างไม่หวาดกลัวในขณะที่บุคคลทั้งสามกำลังหันหลังเดินจากไป
ยังไม่ทันที่เสวี่ยหยาจะพูดได้จบประโยคดีเสียด้วยซ้ำ บุรุษที่ตัวสูงใหญ่แฝงแววโหดเหี้ยมกว่าใครก็เคลื่อนตัวเข้ามาประชิดนางเพียงชั่วตวัดกระบี่กลางอากาศ มือใหญ่บีบคอนางผ่านช่องว่างของเหล็กกล้าที่ขวางกั้นนางและเขาเอาไว้
“ปะ ปล่อย” ดวงตาของเสวี่ยหยาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อคนไร้หัวใจที่นางกล่าวหาเพิ่มแรงที่มือแกร่งก่อนจะยกตัวนางขึ้นกลางอากาศ ขาเล็กยื่นปลายเท้าไปแตะเหล็กท่อนหนาพยายามดิ้นรนเพื่อหาทางรอด มือน้อยๆ ไร้เรี่ยวแรงพยายามแกะและทุบตีมือหนาที่กอบกุบลำคอขอนางจนปวดร้าวไปทั่วบริเวณแต่ก็ไม่เป็นผล เมื่ออากาศน้อยลงลมหายใจเริ่มติดขัดและแสบร้อนไปทั่วทรวงอก จางซุนเสวี่ยหยาคิดในใจว่าวันนี้นางคงได้ไปพบกับครอบครัวนางเป็นแน่ใบหน้าสวยเหยเกจึงยิ้มรับทั้งน้ำตาเม็ดใสที่ไหลอาบแก้ม
“นี่เป็นครั้งที่สองที่ข้าเลือกที่จะปล่อยเจ้าไป เช่นนี้จะบอกว่าข้าไร้หัวใจก็คงไม่ถูกต้องนัก เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่...จางซุนเสวี่ยหยา”
ราวกับถูกผลักตกจากที่สูงเสวี่ยหยารีบหายใจเข้าอย่างรุนแรงจนลำคอแสบร้อน เมื่อคนตรงหน้าปล่อยนางให้เป็นอิสระ ร่างเล็กตัวสั่นเทาล้มฟุบกับพื้นแข็งอย่างอ่อนแรงพลางมองร่างกำยำของคนที่ถูกเรียกว่า ‘นายน้อย’ ผ่านม่านน้ำตา
“ทำไม ทำไมท่านจึงไว้ชีวิตข้า”
