บท
ตั้งค่า

บทที่ 13 หลันไฉ่เหอ

เสวี่ยหยาที่กำลังหลับใหลด้วยความสุขยิ้มมุมปากพร้อมกับกลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงคอ เมื่อได้กลิ่นอาหารหอมหวนเข้ามาในความฝัน ดวงตาปิดสนิทค่อยเบิกกว้างขึ้นเมื่อปลายเท้าของตนสัมผัสเข้ากับสิ่งของนุ่มนิ่มขนฟูที่คลอเคลียอยู่ที่ปลายเท้า เสวี่ยหยาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะยืดตัวลุกขึ้นนั่งพลางใช้มือลูบหัวแมวน้อยที่แสนจะเย่อหยิ่ง ไม่ว่านางจะทำท่าเว้าวอนมันแค่ไหนหางเล็กที่เต็มไปด้วยพวงขนสีขาวก็ได้แต่สะบัดส่ายอยู่เช่นนั้นเมื่อมันได้แต่นอนนิ่งนางจึงละความสนใจ

ครั้นตะวันทอแสงจางซุนเสวี่ยหยาจึงได้มองเห็นความงามของสระบัวทรงกลมขนาดใหญ่โดยมีทางเดินหินยกสูงราวครึ่งหน้าแข้งเหนือพื้นดินซึ่งสามารถเดินรอบสระบัวได้รอบด้าน ที่ไม่สามารถมองเห็นความงามที่ชัดเจนเช่นนี้ได้ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ของสระมีศาลาหลังคาทรงหกเหลี่ยมที่ดูใหญ่โตโอ่อ่าเชื่อมต่อกับแนวทางเดินหิน อีกทั้งยังมีสะพานเล็กๆ ยื่นทอดออกไป ในศาลามีการทำรั้วรอบขอบชิดและตรงกลางยังมีโต๊ะหินขนาดใหญ่และโคมไฟหินสูงเทียมเอวสองอันตั้งอยู่ขนาบข้างบันไดขั้นเล็กที่ใช้เป็นทางขึ้นลง

เสวี่ยหยาอ้าปากค้างอย่างไม่รู้ตัวเมื่อภาพตรงหน้าช่างงดงามราวกับสวนสวรรค์ของเทพเซียนบนสวรรค์ชั้นฟ้า หากลองสังเกตด้านหลังของศาลาหกเหลี่ยมทางด้านเหนือก็ปรากฏกำแพงหินสีขาวลากยาวจากออกไปจรดทิศตะวันตก มีเพียงซุ้มประตูโค้งสีขาวอันใหญ่ที่คล้ายจะเป็นทางเข้าออกเดียวของสถานที่แห่งนั้น

ร่างเล็กก้มลงมองปลายเท้าพร้อมกับทำหน้ามุ่ยคล้ายคนผิดหวังมุมปากกลั้นยิ้มขำขัน เมื่อแมวตัวเล็กใช้ลำตัวของมันถูไถขาของนางราวกับต้องการแสดงความเป็นเจ้าของอยู่กลายๆ

“สนใจข้าแล้วหรือ หึ มาเถอะ ข้าจะเช็ดตัวแล้วให้องค์ชายสิบสามตามหาเจ้าของให้เจ้าเอง อย่าได้กลัวไปเลย” จางซุนเสวี่ยหยาหัวเราะให้กับท่าทางออดอ้อนของมัน ในขณะที่เสวี่ยหยาพยายามจะอุ้มแมวที่ขนนุ่มฟูเปียกปอนของมันเข้าบ้าน ก็ปรากฏร่างของนางกำนัลสองคนเดินเคียงข้างกับสตรีวัยที่ใกล้เคียงกับนางที่สวมใส่ชุดสีสันสดใสพร้อมด้วยเครื่องประดับราคาแพงมากมาย ทันทีที่เจ้าขนนุ่มฟูได้ยินเสียงของผู้เป็นนายมันก็กระโดดออกจากอ้อมแขนของนางวิ่งตรงไปยังต้นเสียงทันที

“เสี่ยวปิงเจ้าอยู่ที่ไหน”

“เสี่ยวปิง เมี้ยวๆๆ” เสียงร้องเรียกเหมียวๆ ของพวกนางเห็นทีจะได้ผลเมื่อ เจ้าแมวตัวเล็กสีขาววิ่งออกมาจากเรือนจันทราที่ว่ากันว่าใช้เป็นที่คุมขังนักโทษกบฏผู้นั้น นางกำนัลลอบมองหน้ากันอย่างรู้ทันก่อนที่จะหยุดขาของตนแล้วเอ่ยเรียกเสี่ยวปิงที่นั่งนิ่งไม่สนใจสิ่งใดอยู่ตรงนั้น

“พระชายาเสี่ยวปิงอยู่นี่เพคะ” หนึ่งในนางกำนัลสาวเอ่ยขึ้นบอกผู้เป็นนายของตนด้วยใบหน้าที่ไม่สู้ดีนัก หากจะบอกว่าเรือนตรงนี้เป็นที่คุมขังนักโทษก็กลัวว่าพระชายาของตนจะตกใจจนแทบสิ้นสติ

“อย่าเข้ามาเพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันจะอุ้มเสี่ยวปิงออกไปเองพระชายาได้โปรดรอหม่อมฉันอยู่ตรงนั้นเพคะ” ทันทีที่พูดเสร็จเสี่ยวปิงหาได้อยู่นิ่งไม่ มันวิ่งกลับเข้าไปยังลานกระถางหินหน้าเรือนจันทราที่ที่เป็นสถานที่คุมขังนักโทษ นางกำนัลสาวไม่รู้จะทำเช่นไรได้แต่ทำใจกล้าพร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปด้วยความหวาดหวั่น ในใจภาวนาให้ตนเองเป็นลมล่มพับไปเสียเดี๋ยวนี้

“เป็นเจ้าของเจ้าก้อนหิมะหรือ” จางซุนเสวี่ยหยาอุ้มเสี่ยวปิงไว้แนบอกก่อนจะยื่นมันให้สาวใช้ที่หน้าตาตื่นกลัวคล้ายกับเห็นผี

“ไม่ๆ อย่าทำร้ายข้าไม่” ยังไม่ทันที่เสวี่ยหยาจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อไปนางกำนัลผู้นี้ก็ล้มหมดสติไปเสียแล้ว

เมื่อคนเป็นนายได้ยินเสียงกรีดร้องคล้ายหวาดกลัวก็รีบเร่งฝีเท้าเข้ามาทันที ก็พบกับร่างไร้สตินอนอยู่ที่พื้นหญ้าไม่ไกลจากลานกระถางหินของเรือนจันทรา

“นี่เจ้าขโมยเสี่ยวปิงแล้วยังทำร้ายนางกำนัลของข้าอีกงั้นหรือ” เจ้าของร่างงดงามที่สวมใส่อาภรณ์สีชมพูกลีบบัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานติดเอาแต่ใจ เมื่อเจ้าก้อนน้ำแข็งสหายรักของคนอยู่ในอ้อมแขนของคนแปลกหน้าอีกทั้งยังคงทำท่าทางสบายจนแทบเคลิ้มประหนึ่งว่าเตียงนอนนุ่มของนางไม่เป็นที่โปรดปรานของมันอีกแล้ว

เมื่อครู่นางและนางกำนัลคู่ใจกำลังเล่นลูกบอลอยู่กับเสี่ยวปิงที่สวนกลางหลวงไม่ไกลจากตำหนัก แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีทหารหลายสิบควบม้าศึกวิ่งออกไปอย่างกะทันหัน ทำให้เสี่ยวปิงตกใจแล้ววิ่งหายไปนางจึงออกตามหาเพียงแต่ไม่คิดว่ามันจะหนีมาซ่อนตัวถึงตำหนักหลันไฉ่เหอขององค์ชายสิบสาม เสี่ยวปิงไม่เพียงเป็นสหายรักแต่มันเป็นเพียงความสุขเดียวที่นางหาได้จากวังหลวงที่เยียบเย็นและเต็มไปด้วยอันตราย

“ข้ากำลังจะมอบเสี่ยวปิงให้นางอุ้มแต่ไม่รู้ว่าทำไม นางจึงได้ล้มหมดสติไปเช่นนั้น” เสวี่ยหยาอธิบายให้คนตรงหน้าฟังด้วยความสัตย์จริง

“ข้าเชื่อเจ้า เช่นนั้นมอบมันให้ข้าเถอะ” พระชายาองค์รัชทายาททำหน้าคล้ายเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่ถือนัก เท้าเล็กค่อยๆ บรรจงก้าวเท้าเข้าไปใกล้ให้มากขึ้นเพื่อจะได้อุ้มเสี่ยวปิงของตนได้ถนัดมือ

เสวี่ยหยามองตามสายตาของผู้ที่ถูกเรียกว่าพระชายาก่อนจะรีบซ่อนขาข้างซ้ายของตนที่ถูกพันธนาการด้วยเส้นเหล็กหนาเข้าใต้ชายกระโปรงของตนด้วยความหวาดหวั่นไม่จากสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าที่ยื่นมามาหานางอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่แพ้กัน แต่แล้วเสียงทุ้มต่ำคุ้นหูก็ดังแทรกขึ้นจนหญิงสาวทั้งสองตกใจไปพร้อมกัน

“เกิดอะไรขึ้น” เจ้าของเสียงที่ว่าก็คือองค์ชายสามสามีของตนที่เดินมากับบุรุษร่างสูงอีกคนที่รูปร่างใกล้เคียงกัน ต่างกันที่ผู้หนึ่งใบหน้าดูเปื้อนยิ้มและดูอ่อนโยนมากกว่าในขณะที่องค์ชายสามมีความเย็นชาและใบหน้าที่คมเข้ม

“อิงถง คารวะองค์รัชทายาท”

“อิงถง คารวะองค์ชายสิบสาม” อิงถงเอ่ยขึ้นพร้อมกับย่อตัวทำความเคารพบุรุษทั้งสองที่ยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มก้มต่ำมิกล้าสบตาผู้มาใหม่โดยเฉพาะองค์รัชทายาทที่ทรงมอบสายตาเย็นชาแข็งกร้าวมาให้นางเสมอ มือทั้งสองข้างกอดเสี่ยวปิงแน่นจนเสื้อตัวสวยของตนเปื้อนคราบน้ำและดินโคลนเป็นย่อม

“อะ...อิงถงขอตัวเพคะองค์รัชทายาท ขอตัวก่อนเพคะองค์ชายสาม” ร่างงดงามเอ่ยขอตัวเพราะไม่อาจทนสายตาชิงชังที่มองมาทางนางได้ ตลอดมานางได้รับแต่ความเกลียดชังจากเขาทุกครั้ง เดิมทีนางเป็นเพียงลูกสาวของกษัตริย์พระองค์ก่อนกับหญิงสาวชาวบ้านที่ถูกแต่งตั้งเป็นสนมในภายหลัง พอท่านแม่แม่ตายฮองเฮาองค์ปัจจุบันก็ได้รับนางและน้องสาวเข้ามาอยู่ในวัง พร้อมกับให้การอบรมสั่งสอนให้กับนางและน้องสาวเป็นอย่างดี เพราะความผูกพันทางสายเลือดฮ่องเต้ไท่จงถึงพระราชทานตำแหน่งองค์หญิงให้นางกับน้องสาว อิงถงรู้ดีว่าองค์รัชทายาทมีใจให้จื่อถงผู้เป็นน้องสาวและนางไม่เคยคิดที่จะแย่งชิงหรือขัดขวางความรักของทั้งคู่เลยแม้แต่น้อย

ตั้งแต่เล็กจนโตองค์รัชทายาทมักจะแสดงความรู้สึกเกลียดชังออกมาอย่างชัดเจนเสมอ แม้ตนจะเอ่ยหลายครั้งแล้วก็ตามว่าไม่ได้พูดจายุยงหลอกลวงฮองเฮาหรือกีดกันความรักที่จื่อถง นางเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าราชโองการที่ฝ่าบาทมอบให้จะออกมาเป็นเช่นนี้

“เจ้าคิดว่ามาก่อเรื่องที่นี่แล้วจะหนีไปง่ายๆ งั้นหรือองค์หญิงอิงถง” องค์รัชทายาทเอ่ยกับชายาของตนด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาไม่แพ้กับผู้เป็นน้องชาย ทำเอาผู้ที่ได้ยินได้แต่ยืนค้างแข็งหนาวเหน็บตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า สตรีผู้นี้เขาชิงชังนางยิ่งนักรู้ทั้งรู้ว่าเขามีสตรีที่หมายปองอยู่แล้วกลับยัดเยียดตัวเองให้เขาจนได้...ทั้งที่รู้ดีว่าเขาชมชอบในตัวน้องสาวของนาง

จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรตนไม่มีทางที่จะยอมรับนางเป็นพระชายาอย่างแน่นอน และนางต้องเจ็บปวดเจียนตายอย่างมากที่สุดที่บังอาจใช้เล่ห์เหลี่ยมและมารยาหญิงพูดจาหว่านล้อมจนมารดาของตนถึงกับสนับสนุนนางด้วยการไปร้องขอราชโองการนี้เองกับมือ...เขาเกลียดที่สุดสตรีที่ร้ายกาจเช่นนี้

ร่างเล็กที่หันหลังออกไปเนื้อตัวสั่นเทาคล้ายกับคนร้องไห้อย่างหนัก ดวงตาแดงก่ำกลั้นหยดน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจออกมาอย่างเปิดเผย มือเล็กกระชับกอดเสี่ยวปิงแนบอกด้วยความเสียใจ ก่อนจะหันหน้ามายิ้มให้พร้อมกับเอ่ยยอมรับทั้งน้ำตา

“อะ...อิงถงผิดไปแล้ว องค์รัชทายาทโปรดให้อภัย” องค์หญิงอิงถงคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับเอ่ยขอโทษรับผิดอย่างยอมจำนนด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าขาดห้วง หากนางทำให้เขาไม่พอใจหรือเจ็บแค้นคงหาทางเคี่ยวกรำร่างกายของนางด้วยความรุนแรงจนถึงรุ่งสางเหมือนเช่นเคยเป็นแน่ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดเขาก็ยังคงเกลียดนางอยู่เสมอ

“เอ่อ...หาไม่เพคะองค์รัชทายาท เป็นเสวี่ยหยาที่ผิด เดิมทีหม่อมฉันต้องการคืนเสี่ยวปิงให้กับนางกำนัลแต่ไม่คิดว่านางจะตกใจกลัวหม่อมฉันจนเป็นลมล้มหมดสติไปเพคะ” เสวี่ยหยารีบคุกเข่าลงกับพื้นหินพร้อมกับเอ่ยขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพราะบุรุษทั้งสองตรงหน้าเริ่มเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว พระชายานางมิได้ทำสิ่งใดผิดเสียหน่อย เสวี่ยหยายืนอยู่ตรงนี้ยังสัมผัสได้ว่าองค์รัชทายาทเกลียดชายาของตนมากแค่ไหน เสวี่ยหยาหลบสายตาแกร่งเย็นชาที่มองมายังนางแม้เพียงชั่วครู่แต่ก็รู้สึกได้ถึงความไม่พอใจ เสวี่ยหยาจิกเล็กสวยบนหลังมือตัวเองจนแดงช้ำเมื่อรับรู้ถึงสายตาเย็นชานั่นด้วยหัวใจที่เจ็บปวดไม่ต่างจากพระชายาองค์รัชทายาทเลยแม้แต่น้อย นางอยากถามเหลือเกินว่าเมื่อคืนนางทำสิ่งใดผิดไปงั้นหรือเขาจึงได้ลุกออกไปเช่นนั้น

ในขณะที่ทุกคนอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่นั้นสือซีกับอี้เซ่อก็เดินเข้ามาเอ่ยรายงานลับที่ตนเพิ่งได้ล่วงรู้ ให้องค์ชายสิบสามกับองค์รัชทายาทฟังอยู่หลายประโยคก่อนที่บุรุษสูงศักดิ์ทั้งสองจะตัดสินใจเดินจากไป

“อืม หากเป็นเช่นนั้นก็ดี” องค์รัชทายาทกระแอมไอแก้เขินเล็กน้อยเมื่อตนเข้าใจร่างบอบบางเจ้าน้ำตาผิดไปก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแล้วสาวเท้าก้าวเดินออกไปกับองค์ชายสิบสามราวสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น หลังจากที่รัชทายาทและองค์ชายสิบสามเดินจากไปพระชายาก็ทิ้งตัวปล่อยเสียงร้องไห้ออกมาบนพื้นหญ้าด้วยความเจ็บปวดที่นางเองไม่อาจจินตนาการ

หลังจากที่เสวี่ยหยาได้พูดคุยปลอบใจอยู่กับพระชายาเพียงเล็กน้อยจึงได้รู้ว่าองค์รัชทายาทหาได้ชอบพอในชายาของตนหรือการแต่งงานในครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งพระชายาทรงตั้งครรภ์แล้วแต่ไม่รู้ว่าจะเอ่ยบอกสวามีของตนเยี่ยงไรดี นางจึงได้แต่รับฟังพร้อมกับรับปากพระชายาว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้นางจะเก็บงำเป็นความลับไม่เอ่ยบอกบอกใคร

“แม่นางเสวี่ยหยา เจ้าฟังข้าอยู่หรือไม่” อาเจียเอ่ยเสียงดังเรียกสติเมื่อเห็นว่าร่างของนักโทษสาวแน่นิ่งไปคล้ายไม่สนใจก่อนจะเอ่ยอธิบายต่อไป เมื่อเสวี่ยหยาพยักหน้ารับบอกว่าตนฟังอยู่

เสวี่ยหยาได้แต่ตำหนิตัวเองในใจที่ในหัวเอาแต่คิดเรื่องอื่นอยู่ร่ำไป นางไม่รู้จะบอกคนที่นี่ได้อย่างไรว่านางมิอาจจำสิ่งอาเจียเอ่ยมาทั้งหมดนี้ได้เลยแม้แต่น้อย เพียงได้ยินคำพูดยืดยาวเรียงร้อยต่อกันตนก็รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนเสียแล้ว

“นี่คือเรือนตะวันตก ใช้เป็นห้องครัวขนาดใหญ่อาหารคาวหวานทุกสำรับในตำหนักหลันไฉ่จะถูกทำขึ้นที่นี่ไม่เว้นแม้แต่เครื่องเสวยขององค์ชายสิบสาม ถัดมาเป็นลานซักล้างและห้องพักสำหรับพ่อครัว”

“เรือนเหมันต์เป็นที่พักของเหล่านางกำนัล ส่วนเรือนตะวันออกเป็นเรือนรับรองแขกสำคัญขององค์ชายสิบสาม และเรือนจันทราที่เจ้าพำนักอยู่ เรือนทั้งสี่หลังนี้ถูกแยกจากที่พักส่วนพระองค์อย่างสิ้นเชิง คนที่จะไปเรือนไผ่เขียวขององค์ชายได้ต้องได้รับคำสั่งหรือได้รับอนุญาตเท่านั้นถือได้ว่าเป็นส่วนที่เข้มงวดที่สุดของตำหนัก”

“เรือนจันทรา คือเรือนสะท้อนจันทราของข้างั้นหรือ ส่วนเรือนไผ่เขียวถ้าไม่มีรับสั่งห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยว...ข้าเข้าใจแล้ว” เสวี่ยหยาเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจด้วยไม่คิดว่าชื่อที่นางตั้งจะใกล้เคียงกับชื่อเรือนจริงๆ มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้นางไม่สามารถยิ้มได้เต็มปากนักนั่นก็คือ ความคำนึงหาที่นางมีต่อสามีที่คล้ายกับว่าเขาไม่ต้องการนางเลยแม้แต่น้อย

“ใช่ หากเจ้าพอใจที่จะเรียกมันเช่นนั้น”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel