บท
ตั้งค่า

บทที่ 14 หน้าที่ของเสวี่ยหยา

“พ่อบ้านเฉินวันนี้ท่านคงไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไปหรอกนะ ดูสิ...ไหนจะทหารไหนจะนักโทษต้องโทษประหารใส่โซ่ตรวนยืนเป็นลูกมือท่านน่ะไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือตะขิดตัวขวางใจบ้างหรือ ข้าเป็นห่วงท่านจริงๆอย่าให้นางได้จับมีดทำครัวเข้าหล่ะ ข้ากลัวว่าหากนางจะทำร้ายท่านเข้ามันจะแย่เอาได้ กบฏก็คือกบฏไม่มีทางเป็นอื่นพ่อบ้านเฉินอย่าได้วางใจ ซูลี่ผู้นี้เป็นกังวลจริงๆ” นางกำนัลสาวหน้าตาคุ้นเคยเจ้าของนามซูลี่ พ่นถ้อยคำจิกกัดออกมาอย่างไม่ขัดเขินประหนึ่งว่าถ้อยคำพวกนี้นางเอ่ยอยู่เป็นอาจิณจนติดปาก ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่แสร้งจริงใจ

“ใช่ๆ เห็นทีพ่อบ้านเฉินต้องระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้แล้วล่ะ” เสียงแหลมใสของผู้ที่เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ยสมทบเห็นด้วยอย่างออกรสออกชาติ จนทำให้เสวี่ยหยาที่กำลังยืนเช็ดถ้อยชามหันไปมองต้นเสียงของวาจาร้ายกาจไม่รู้ว่าคนพวกนี้เข้าใจนางผิดไปถึงไหนกันก่อนจะเปิดปากเอ่ยอธิบายออกไป

“ครอบครัวจางซุนของข้ามิใช่กบฏ พวกเจ้าล้วนแต่เข้าใจผิด อีกอย่างข้าจางซุนเสวี่ยหยา...มิเคยต้องการทำร้ายใคร”

“หึ...งั้นหรือ แล้วเหตุใดเจ้าจึงโดนจับกุมตัวเล่า ดูเหมือนว่าโซ่ตรวนที่ข้ามิช่วยให้เจ้าสำนึกรู้ตัวเลยหรืออย่างไร” ซูลี่ทิ้งน้ำเสียงเหน็บแนมฉายแววไม่เชื่อในคำพูดของเสวี่ยหยาเพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้ามันช่างขัดแย้ง สายตาหยามเหยียดดูหมิ่นไล่ตามโซ่เส้นใหญ่ที่พันอยู่ที่ข้อเท้าลากโยงไปคล้องไว้กับเสาไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง ก่อนจะแสยะยิ้มด้วยความขบขัน มิหนำยังมีทหารยามคอยเฝ้าดูแลป้องกันนางหลบหนี ไม่รู้ว่าตนทำกรรมอะไรไว้กันแน่ถึงได้มาใช้ชีวิตกับกบฏต้องโทษตายผู้นี้

ทันใดนั้นซูลี่และนางกำนัลที่กำลังทำท่าทีที่ไม่สำรวมอยู่นั้นถึงกับถอยหลังกรู พร้อมกับก้มหน้าก้มตามองต่ำขนอ่อนทั่วร่างลุกชันคล้ายหวาดกลัว เมื่อนางกำนัลผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจ

“พ่อบ้านเฉินสำรับสำหรับองค์ชายสิบสามพร้อมแล้วหรือยัง” ปิงฉางหัวหน้านางกำนัลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มือเรียวบางถือตะเกียบเงินแตะลงไปบนอาหารแต่ละชามตรวจสอบ ไม่เพียงแต่ใช้ตะเกียบเงินเท่านั้นปิงฉางยังใช้ตะเกียบอีกอันคีบอาหารเข้าปากของตนเพื่อให้มั่นใจอีกครั้งว่าไม่มีพิษร้ายก่อนจะยกสำรับเหล่านี้ไปให้องค์ชายของตนด้วยตัวเอง

“เรียบร้อยแล้วขอรับ” พ่อบ้านเฉินภายมือไปโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลพร้อมกับเดินไปเปิดที่ครอบไม้ไผ่ขึ้น หลังจากที่พ่อบ้านเฉินเปิดสำรับก็ปรากฏอาหารเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นหากเทียบกับเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ สำรับนี้ประกอบด้วยข้าวหนึ่งถ้อย กับข้าวสองอย่างจานหนึ่งเป็นผัดและอีกจานต้องเป็นน้ำแกง ของหวานห้าชิ้นและตามด้วยผลไม้ที่ไม่มีรสเปรี้ยว เมื่อตรวจสอบจนละเอียดครบถ้วนแล้วก็พยักหน้าเบาๆเพียงหนึ่งครั้งนางกำนัลที่คอยติดสอยห้อยตามอยู่ไม่ไกลก็รีบเดินเข้าถือสำรับอาหารไปอย่างรู้หน้าที่

หลังจากที่สำรับขององค์ชายสิบสามถูกยกไปเหล่าคนงาน และบ่าวไพร่ที่ทำงานในครัวก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นจึงพากันทยอยไปกินมื้อเช้า การทำงานกับพ่อบ้านเฉินทำให้รู้ว่าทุกคนจะได้ทานอาหารสามมื้อโดยสามารถแยกย้ายกันไปทานได้ก็ต่อเมื่อสำหรับขององค์ชายสิบสามถูกยกไปแล้วเท่านั้น และหน้าที่ของนางคือช่วยพ่อบ้านเฉินตั้งแต่เช้าตรู่จนไปถึงยามอู่ หลังจากนั้นนางก็มีหน้าที่ขัดถูดูแลความสะอาดเรือนเหมันต์ที่เป็นพี่พักผ่อนของเหล่านางกำนัล สลับกับมีหน้าที่เก็บกวาดศาลาหกเหลี่ยมทางทิศเหนือที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนสะท้อนจันทราของนาง และเป็นจุดที่ใกล้กับทางเข้าเรือนไผ่เขียวขององค์ชายสิบสาม

ในตอนกลางวันเสวี่ยหยาเลือกมาหลบมุมนั่งกินใต้ต้นผิงกั่ว ต้นใหญ่เปลือกไม้ขรุขระของมันสีน้ำตาลเข้มออกไปทางดำที่ กิ่งก้านแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณหากทำนายจากความสูงและความใหญ่มันคงจะอยู่ที่นี่มานานกว่าอายุขององค์ชายสิบสามเสียอีก หากมองย้อนกลับไปที่แห่งนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากเรือนตะวันตกมากนักและในเวลาอีกไม่นานผลผิงกั่วสีเขียวนี้จะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงน่ารับประทานเมื่อมันสุกงอมได้ที่ ข้างกายนางยังคงมีทหารสองนายที่คอยเฝ้ามองอยู่ห่างๆมิให้คลาดสายตา

เสวี่ยวางชามใบกะทัดรัดลงข้างๆก่อนจะหยิบปิ่นเงินประดับหยกที่แตกละเอียด พร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างห้ามความวิตกกังวลไม่ได้ นางมิรู้ว่าจะทำเช่นไรจึงจะซ่อมแซมปิ่นนี้ได้ในเมื่อยังถูกพันธนาการไว้เช่นนี้เมื่อคิดแล้วก็ถอนหายใจออกมาอีกรอบ จากนั้นจึงรีบเก็บมันไว้ในสาบเสื้อของตนเช่นเคยแล้วจึงรีบเดินกึงวิ่งไปที่เรือนเหมันต์ที่เป็นที่พักของเหล่านางกำนัลเพื่อทำความสะอาดดังที่อาเจียเคยบอกไว้

จางซุนเสวี่ยหยาพ่นลมหายใจออกทางปากด้วยความเหน็ดเหนื่อยมือเล็กแดงก่ำวางถังน้ำลงพร้อมกับบิดผ้าที่เปียกชุ่มน้ำให้พอหมาด หน้าผากมนที่มีเหงื่อซึมก็ถูกเช็ดออกอย่างลวกๆ เสวี่ยหยาวางผ้าขี้ริ้วลงกับพื้นจากนั้นจึงย่อตัวให้อยู่ในท่าทางคล้ายนั่งยองๆแล้วออกแรงขาให้วิ่งออกไปในขณะที่มือยังคงจับผ้าขี้ริ้วผืนบางให้แนบพื้น จางซุนเสวี่ยหยาออกแรงทำวนเวียนไปเช่นนี้อยู่หลายรอบจบริเวรหน้าเรือนสะอาดสะอ้านดีแล้วจึงย้ายไปทำความสะอาดส่วนอื่นต่อ

“นี่ข้าได้ยินว่าเจ้าต้องการหาเงินมิใช่หรือ” เจ้าของเสียงแหลมใสปนหยามเหยียดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบราวกับเบื่อหน่ายยืนพิงเสาไม้ขนาดใหญ่หน้าเรือนตรงทางเดินที่เสวี่ยหยากำลังก้มหน้าก้มตาถู ริมฝีปากพ่นเปลือกเม็ดทานตะวันอบแห้งออกมาจนหน้าเรือนที่เคยสะอาดสะอ้านดูสกปรกขึ้นทันตา

แม้ว่าตนจะไม่อยากได้ยินเรื่องราวของกบฏสาวผู้นี้นักแต่นางจะทำเยี่ยงไรได้ ไม่ว่าจะก้าวเดินไปที่แห่งใดในตำหนักหลันไฉ่เหอก็ล้วนไม่มีผู้ใดไม่กล่าวถึงนาง แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่านางต้องการเงินไปทำสิ่งใดเล่าต่อกันมาเพียงว่ามีความจำเป็นก็เท่านั้น

หึ หากมีคนต้องการคนต้องการความช่วยเหลือมีหรือที่ซูลี่ผู้นี้จะไม่ช่วยเหลือสงเคราะห์

“ใช่...เจ้ารู้วิธีหรือ” เสวี่ยหยายิ้มออกมาด้วยความดีใจจนแทบหุบยิ้มไว้ไม่อยู่ นางกำลังคิดไม่ตกอยู่แล้วเชียวว่าจะหาเงินได้อย่างไรดีในเมื่อตนยังคงถูกพันธนาการไว้เช่นนี้

“แน่นอน แต่ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะเต็มใจหรือไม่ก็เท่านั้น” ซูลี่พยักหน้ารับก่อนจะสาวเท้าเข้ามาใกล้ๆ

“เจ้าพูดมาเถอะไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนข้าล้วนยินดีทำ” ร่างเล็กที่เนื้อตัวมอมแมมเอ่ยขึ้นด้วยความสัตย์จริง พร้อมกับหัวใจที่เต้นลิงโลดเมื่อรู้ว่าของแทนใจชิ้นนี้จะถูกซ่อมแซมจนสวยงามอีกครั้ง เป็นคนอย่างอื่นอาจรั้งรอได้แต่นี้มันเป็นของแทนใจวันแต่งงานที่นางตั้งใจที่จะมอบให้ผู้เป็นสามีจึงมิอาจรั้งรอ

“เมื่อหลายวันก่อนคนเก็บกวาดคอกม้าได้เกิดเจ็บป่วยป่านนี้ยังหาคนทำแทนไม่ได้ ไม่สู้เจ้าไป...”

“ยินดี ข้ายินดีทำ เริ่มทำวันนี้เลยหรือไม่”

“เช่นนั้นข้าจะนำทางเจ้าไป” ซูลี่เอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินนำ นางไม่รู้ว่าสตรีตรงหน้าคิดสิ่งใดอยู่กันแน่งานเช่นนี้แม้แต่ชายอกสามศอกยังขอเกี่ยงไม่อาสาทำ อยากจะรู้จริงๆว่าเสวี่ยหยาจะทนได้สักกี่น้ำ ว่ากันว่าม้าศึกขององค์ชายสิบสามนิสัยใจคอเย่อหยิ่งมิยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้แม้แต่องครักษ์อย่างสือซีและอี้เซ่อที่ใกล้ชิดและคุ้นเคยมันยังไม่สบอารมณ์ มิแน่ว่าหากเสวี่ยหยาเข้าไปพรุ่งนี้นางอาจได้กลับบ้านเก่าไปพบกับบิดามารดาที่เฝ้ารออยู่ที่ปรโลกก็เป็นได้

นางกำนัลซูลี่ได้แต่เหยียดยิ้มอยู่ในใจโดยไม่แสดงออกความอาฆาตมาดร้ายออกมา มีเพียงใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีที่ได้ช่วยเหลือฉาบเคลือบเอาไว้เท่านั้น

หลังจากเดินมาได้ไม่นานนักทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่หน้าเรือนตะวันออกที่อยู่ไม่ไกลจากประตูหน้าของตำหนักหลันไฉ่เหอเลยแม้แต่น้อย ตัวเรือนทางปีกซ้ายคล้ายเป็นที่พักอาศัยส่วนอีกฝั่งเป็นคอกม้าที่ถูกแบ่งเป็นช่องขนาดพอดีตัวพร้อมกับรางหญ้าสดที่ถูกวางจนเต็ม หากมองให้ดีก็จะพบว่าตัวคอกม้าหาใช่เล็กๆอย่างที่คิดไม่เพราะพื้นคอกม้าตรงนี้เชื่อมไปถึงลานกว้างที่เปิดโล่งอยู่ด้านหลัง

เสวี่ยหยาสอดสายตาลอบมองจนทั่วแต่ก็ยังไม่เข้าใจว่ามีตรงส่วนไหนบ้างที่ตนพอจะช่วยได้จึงเอ่ยถามออกไป

“คือว่าข้ารักษาม้าไม่เป็นหรอกนะ”

“ใครบอกกันเล่าว่าจะให้เจ้ามารักษาม้า นู้นต่างหาก” ซูลี่บอกบัดก่อนจะมองนำสายตาของเสวี่ยหยาไปพร้อมกับทำคางยื่นคางยาวชี้ไปยังไม้กวาดทางมะพร้าวอันใหญ่ ไม้ด้ามยาวที่ปลายอีกด้านถูกทำเป็นที่ตักมูลสัตว์และถังไม้ว่างเปล่าอีกสองสามถังวางเคียงข้าง

“มาแล้วหรือ” ในขณะที่เสวี่ยหยากำลังทำความเข้าใจร่างกำยำของทหารนายหนึ่งก็เดินเข้ามาทักทายก่อนจะเอ่ยพูดคุยกับซูลี่อยู่สองสามประโยคจากนั้นนางจึงขอตัวไปภารกิจของตน ทิ้งไว้เพียงเสวี่ยหยากับทหารหนุ่มอายุไม่ห่างจากนางมากนักที่ยืนจ้องมองนางอย่างพิจารณาอย่างไม่เข้าใจในการกระทำแต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อคอกม้าก็เต็มไปด้วยมูลสัตว์ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งแม้จะเสนอเงินหลายตำลึงให้เหล่าทหารในตำหนักมากมายแค่ไหนก็ไม่มีใครอาสา จะมีก็เพียงแต่ท่านลุงสวี่ที่บัดนี้เจ็บป่วยแก่เฒ่าไม่รู้จะฟื้นคืนได้เมื่อไหร่หากยังรั้งรออยู่ที่แห่งนี้คงเต็มไปด้วยมูลสัตว์จนท่วมล้นเป็นแน่ อีกอย่างนางก็เป็นเพียงนักโทษเจ้าไม่ต้องรู้สึกผิดไป ทหารหนุ่มพูดปลอบใจตัวเองเพื่อไม่ให้รู้สึกผิด

“เจ้าจะต้องมาทำทุกวันเข้าใจหรือไม่ เมื่อเข้ามาเก็บกวาดเรียบร้อยแล้วก็ล้างลานให้สะอาดแล้วจึงเดินมาหยิบเงินที่โต๊ะสี่เหลี่ยมในห้องพักของลุงสวี่ ข้าจะเป็นคนนำถุงเงินมาวางไว้ให้เจ้าทุกวัน ค่าแรงของเจ้าตกวันละห้าตำลึงตกลงหรือไม่”

“เจ้าค่ะ” เสวี่ยหยาเอ่ยด้วยน้ำแสงที่หนักแน่นและมุ่งมั่นจนบุรุษตรงหน้าประหลาดใจ สองสามเดือนที่ผ่านมานี้เขาเปลี่ยนคนงานไปแล้วถึงห้าคนล้วนเป็นบุรุษร่างโตในวัยฉกรรจ์ ต่างพากันส่ายหน้าปฏิเสธบอกว่างานหนักจนเกินไปการที่สตรีร่างเล็กบอบบางเอ่ยขึ้นเช่นนี้เขารู้สึกอับอายยิ่งนัก

“เช่นนั้นข้าจะปล่อยให้เจ้าได้ทำงาน หากมีสิ่งใดสงสัยก็อย่าได้รีรอเอ่ยถามข้าได้ทุกเมื่อเข้าใจหรือไม่”

“เจ้าค่ะใต้เท้า” ร่างเล็กยิ้มแย้มด้วยความเบิกบานใจพร้อมกับเอ่ยตอบบุรุษตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่ ก่อนจะเดินไปหยิบหญ้ามาเทให้เต็มรางไม้ด้านหน้าเพื่อล่อให้ม้าศึกมากินหญ้าที่สดใหม่หอมหวาน อีกทั้งจัดการผู้ม้าตามวิธีที่นายทหารที่เชี่ยวชาญผู้นี้สั่งสอนแล้วจึงเดินถือไม้กวาดและที่ตักมูลสัตว์ไปอย่างกล้าหาญ

ใช้เวลาเพียงราวหนึ่งชั่วยามเสวี่ยหยาก็จัดการเก็บกวาดคอกม้าจนสะอาดสะอ้าน จากนั้นจึงเดินเข้าไปเก็บไม้กวาดไว้ดังเดิมก่อนจะสังเกตเห็นม้าศึกตัวสีขาวและดำที่งดงามยืนคลอเคลียกันประหนึ่งคู่รักที่มิอาจแยกจาก เสวี่ยหยาสาวเท้าเข้าไปใกล้เพื่อที่จะได้มองความสง่างามของพวกมันให้ชัดเจนขึ้น แต่แล้วก็ต้องล้มก้นจ้ำเบ้าเมื่อม้าศึกตัวสีดำกระทึบเท้าเสียงดังจนนางสะดุ้งตกใจพร้อมกับพ่นเศษหญ้าใส่นางจนเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว

“นี่เจ้าโดนเฮ่ยเซ่อแกล้งงั้นหรือ” ชิงหงหัวเราะลั่นเมื่ออยู่ดีๆก็หันมาเจอร่างเล็กที่กำลังเดินเข้าไปใกล้เฮ่ยเซ่อและไป๋เซ่อที่งดงามขององค์ชายสิบสาม

“หากท่านรู้ก็ควรจะตักเตือนข้าก่อนมิใช่หรือ” เสียงหัวเราะดังมาจากทางด้านหลังทำให้เสวี่ยหยาลุกขึ้นยืนอย่างหัวเสีย มือเล็กทั้งสองข้างปัดตามเสื้อผ้าของตนพร้อมกับเอ่ยตำหนิผู้เป็นนายของตนด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะติดกรุ่นโกรธเล็กน้อย

“ม้าศึกตัวสีดำชื่อเฮ่ยเซ่อเป็นตัวผู้มันไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเจ้าหรอกเพียงแต่มันกลัวว่าเจ้าจะทำร้ายภรรยาของมันกับลูกในครรภ์ของไป๋เซ่อต่างหาก องค์ชายสิบสามสนิทสนมกับเฮ่ยเซ่อมากจะมีภารกิจอะไรก็ทรงเดินทางไปกับมันตลอด เพียงองค์ชายเท่านั้นที่เฮ่ยเซ่อไม่ทำกิริยาเช่นนี้ แต่พอรู้ว่าไป๋เซ่อตั้งท้องจึงองค์ชายจึงไม่ได้พามันไปด้วยอีกเห็นที่ภารกิจที่กวนเป่ยมันก็เดินทางไปกับองค์ชายแม้จะอยู่ในที่แสนอันตรายมันก็พาองค์ชายกลับมาอย่างปลอดภัยเสมอ” เจ้าของเรือนร่างกำยำที่หัวเราะนางจนสุดเสียงเมื่อครู่เอ่ยอธิบายทำให้นางได้รู้ว่าองค์ชายสิบสามผูกพันกับเฮ่ยเซ่อมากแค่ไหน อีกทั้งยังคงมีเมตตาให้มันทั้งคู่ได้อยู่เคียงข้างกันจะว่าไปแล้วสามีของนางก็เป็นคนดีคนหนึ่งเลยมิใช่หรือ

“ข้าขอโทษนะเฮ่ยเซ่อ ข้ามิได้มีเจตนาทำร้ายไป๋เซ่อกับลูกในครรภ์ของนางเลยแม้แต่น้อย เจ้าอภัยให้ข้าได้หรือไม่” เสวี่ยหยาเอ่ยขอโทษเฮ่ยเซ่อม้าคู่ใจขององค์ชายสิบสามด้วยความรู้สึกผิด มือเล็กยื่นไปแตะที่ศีรษะของมันอย่างช้าๆเพื่อแสดงความรู้สึกที่จริงใจของตนให้มันได้รับรู้ จนชิงหงก็ตกใจที่เฮ่ยเซ่อที่ทำกิริยาแข็งกร้าวเมื่อครู่ที่แม้แต่ไม่ยอมให้ใครจับนอกจากองค์ชายกลับยอมให้นางลูบศีรษะไปมาอยู่หลายครั้ง เหมือนกับว่ามันเข้าใจทุกอย่างที่สตรีตรงหน้าพูด

จางซุนเสวี่ยหยานั่งลงกับพื้นข้างเตียงนุ่ม สูดลมหายใจเข้าปอดอยู่หลายครั้ง เหงื่อเม็ดเล็กผุดตามขมัยสวยและกรอบหน้า ในปากกัดผ้าสีขาวไว้แน่นสกัดกั้นความเจ็บปวด มือเล็กใช้ผ้าสีขาวต้มในน้ำร้อนก่อนจะพักให้เย็นลงชั่วครู่นำมาเช็ดบาดแผลรอบข้อเท้าที่ดูเหมือนจะบวมแดงมากขึ้นจนไม่เหลือช่องว่างรอบข้อเท้าของตน

อาจเป็นเพราะว่าวันนี้นางเดินบ่อยจึงทำให้โซ่เหล็กเส้นหนาถูกับข้อเท้าจนเกิดแผลบาดลึกซ้ำกับรอยเดิมที่หกล้มเมื่อวันก่อน อีกทั้งยังต้องเปียกชื้นอยู่ทั้งวันไม่ว่าจะขัดถูที่เรือนเหมันต์ ล้างและเก็บมูลของม้าศึกนางจึงเลี่ยงไม่ได้

แต่แล้วเสวี่ยหยาก็ต้องเก็บเท้าเข้าไปใต้ชายกระโปรงของตนอีกครั้งพร้อมกับใช้หลังมือซับเหงื่อที่ขมับสวยของตนอย่างขอไปที่เมื่อบุรุษที่นางเฝ้าคิดถึงเปิดประตูเข้ามาโดยที่นางไม่ได้ตั้งตัว

“เสวี่ยหยาคารวะสามี อะ...องค์ชายสิบสามเพคะ” จางซุนเสวี่ยหยาลุกขึ้นยืนทำความเคารพผู้เป็นสามีที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ พร้อมกับกัดฟันกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ยามลงน้ำหนักที่เท้าข้างซ้ายของตน แต่แล้วเสวี่ยหยาก็มิอาจอดกลั้นความเจ็บปวดของตนเองไว้ได้จึงล้มลงกับพื้นอย่างรุนแรงจนร่างสูงถึงกับตกใจ

“มะ...หม่อมฉันสบายดีเพคะ” เสวี่ยหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มน่าฟังก่อนจะพยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แต่ก็โดนร่างสูงห้ามเอาไว้

“นั่งลง”

“แต่ว่า” ร่างเล็กฝืนนั่งลงตามแรงของมือแกร่งที่กดลงบนบ่าพร้อมกับเอ่ยร้องทัดทานร่างสูงที่โน้มมาคร่อมร่างของนาง เสวี่ยหยาเกร็งร่างกายไม่ยอมทำตามอยู่สักพัก ก่อนที่ร่างกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อจะส่งสายตาดุดันกรุ่นโกรธมาหานางอย่างห้ามไม่ได้

“ข้าบอกให้นั่งลงไปแล้วก็ถลกชายกระโปรงขึ้นไป”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel