บทที่ 12 กลั่นแกล้ง
ทันทีที่องค์ชายสิบสามพูดจบร่างเล็กของจางซุนเสวี่ยหยาก็ลอยหวือลงมาทาบทับบนตักแกร่ง เสวี่ยหยาได้แต่ตื่นตะลึงกับพละกำลังและการกระทำที่คาดเดาไม่ได้ของร่างกำยำของคนตรงหน้า กว่าจะรู้ตัวก็พบว่าแผ่นหลังของตนแนบชิดกับพื้นไม้เย็นเฉียบเรียบร้อยแล้ว
“อะ...องค์ชายสิบสาม” เสวี่ยหยาเอ่ยเรียกผู้ที่ตนถือว่าเป็นสามีด้วยน้ำเสียงที่ขาดห้วง สองมือดันหน้าอกแกร่งออกด้วยจิตใจที่สับสนระคนอยากรู้อยากรอง เดิมทีนางเป็นเพียงเสวี่ยหยาที่ไม่รู้รักใคร่และไม่เคยเป็นคนสำคัญของใคร นางมักจะถูกทำให้รู้สึกย่ำแย่และเดียวดายอยู่เสมอ สิ่งที่นางชื่นชอบมีเพียงแค่การนั่งมองท้องฟ้าอยู่เพียงคนเดียวใต้ท้องฟ้าอันยิ่งใหญ่ที่แสนจะมืดมิด ทำให้นางไม่รู้จริงๆ ว่าการที่มีใครสักคนเคียงข้างมันจะรู้สึกเช่นไร ความรู้สึกที่ไม่ดีพอแทบเอ่อล้นออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่หางตา
นางกลัวเหลือเกินว่าสักวันหนึ่งองค์ชายสิบสามจะทิ้งให้นางอยู่ตัวคนเดียวในตำหนักหลันไฉ่เห่อที่กว้างใหญ่ ตอนนี้รอบกายนางไม่เหลือใครแล้วบิดามารดาพี่น้องร่วมสายเลือดล้วนล้มหายตายจาก เหลือเพียงบุรุษตรงหน้าที่คล้ายจะเป็นคนแปลกหน้าที่นางต้องใช้ชีวิตที่เหลือด้วย
“อึก” บุคคลที่อยู่ด้านบนลอบกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอด้วยความยากลำบาก เมื่อความต้องการของตนเพิ่มสูงขึ้น ความแข็งขืนใต้ร่มผ้าเริ่มชูชันอย่างควบคุมไม่ได้ ทั้งที่คิดไว้แล้วแท้ๆ ว่าจะไม่หลงกลมารยาหญิงของนางเป็นอันขาด จางซุนเสวี่ยหยาผู้นี้ต้องยินดีทำทุกอย่างปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจะทำให้นางได้ดั่งใจมิได้
“ออกไป เจ้าออกไปก่อน”
“ได้อย่างไรกันเพคะ มะ...หม่อมฉันแต่งเป็นภรรยาของพระองค์หน้าที่เยี่ยงนี้หม่อมฉันเป็นฝ่ายที่ต้องมีส่วนร่วม” เมื่อพูดเสร็จจางซุนเสวี่ยหยาเป็นฝ่ายพลิกตัวขึ้นมานั่งคร่อมกายแกร่งเสียเอง มือเล็กปลดสายคาดเอวสีดำสนิทแล้วจึงค่อยๆ เลื่อนมือไปแหวกสาบเสื้อสีขาวท่อนบนออกอย่างไม่คล่องแคล่วนัก
‘คะ...คืนแต่งงานต้องทำให้สามีพึงพอใจหรือเจ้าคะ’
‘ใช่แล้ว คืนแต่งงานเป็นวันแรกที่สตรีอย่างเราจะได้ทำความรู้จักกับสามีที่จะอยู่เคียงข้างกันไปตลอดชีวิต หลานต้องปล่อยให้ความรู้สึกมันนำทางไป’ คำพูดของท่านย่าก็หลั่งไหลเข้ามา นางยังจำบทเรียนสอนหญิงเหล่านั้นได้ดีเพียงแต่ไม่คิดว่ามันจะรู้สึกวาบหวามจนแทบสิ้นสติถึงเพียงนี้
เลือดลมในร่างกายคล้ายติดขัดเมื่อเห็นแผงอกที่เต็มไปด้วยไรขน จางซุนเสวี่ยหยาไล่มองตามไรขนสีเข้มไปเรื่อยๆ ก่อนที่มันจะค่อยๆ หายลับเข้าไปภายใต้กางเกงสีขาวที่นางกำลังใช้ปลายนิ้วไล้วนอย่างมิได้สติ ร่างเล็กกัดริมฝีปากของตนเพื่อสกัดกั้นเสียงครวญคราง พลางเหลือบมองใบหน้าที่เหยเกด้วยความเจ็บปวดของสามีที่นอนนิ่งอยู่ใต้ร่างของตน
กรามแกร่งกัดกรอดเมื่อสตรีหน้าไม่อายบดเบียดความสาวของตนเข้าหาเขาอย่างยัดเยียด ความเป็นชายเต็มวัยเริ่มบดเบียดเรียวขาเล็กอบอุ่นของนางเพื่อหาทางออก โจซั่วเหยียนได้แต่หักห้ามตนไม่ให้เผลอไผลไปกับมารยาหญิงที่นางแสดง ไม่รู้ว่านางมาไม้ไหนถึงไม่ยอมทำเรื่องราวพรรค์นี้ แต่ร่างกายเจ้ากรรมกลับไม่ยอมทำตามคำสั่งมันกลับคอยไถลไปหาความชื้นแฉะเบื้องล่างของสตรีผู้นี้อยู่ร่ำไป
ร่างเล็กถอยมานั่งตรงกลางระหว่างขาทั้งสองข้างของชายหนุ่มเพื่อที่จะได้สัมผัสตัวตนของเขาอย่างถนัดถนี่ เสวี่ยหยาทำตามบทเรียนสอนหญิงทุกขั้นตอนและระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาด โดยเริ่มจากนำมือของตนไปสัมผัสแผ่วเบาที่สิ่งนั้นอย่างกล้าๆ กลัว ครั้นหายตื่นตระหนกแล้วจึงสมทบมือน้อยอีกข้างเข้าไป จากนั้นจึงขยับข้อมือของตนขึ้นลงเบาๆ
ดวงตาเป็นประกายมันวาวจับจ้องความเป็นชายที่ใหญ่โตขององค์ชายสิบสามพร้อมกับคิดฉงนในใจว่ามันใหญ่โตกว่ารูปภาพที่ประกอบในบทเรียนของนางเสียอีก หรือว่าในรั้วในวังอาหารการกินล้วนไม่ขาดตกบกพร่องร่างกายขององค์ชายสิบสามจึงไม่ได้ขาดสิ่งใดไป...มันเกินไปเสียด้วยซ้ำ
เสวี่ยหยาไม่รู้ว่าตนทำถูกต้องหรือไม่ เหตุใดองค์ชายสิบสามจึงทำสีหน้าคล้ายกับว่าทรมานมากกว่าปกติ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ทำจากผ้าไหมเนื้อละเอียดถูกเปิดคลี่ออกเผยให้เห็นเนื้อตัวที่แดงก่ำประหนึ่งจับไข้ ร่างกายของหนึ่งในทายาทมังกรผุดเหงื่อชื้นพร่างพรายไปถึงอกแกร่ง
“เจ้า...ผู้หญิงมารยา” หลังจากที่เสวี่ยหยาเพิ่มแรงที่ข้อมือบางของตนอย่างไม่ลดละ ร่างสูงที่นอนแผ่หลาให้นางกลั่นแกล้งก็เอ่ยสบถพร้อมกับฉีดพ่นความสุขที่นิ้วมือนิ้วๆ มอบให้จนกระจายไปทั่วบริเวณ ไม่เว้นแม้แต่ใบหน้างดงามของนาง
องค์ชายสิบสามเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความกรุ่นโกรธพร้อมกับพลิกตัวขึ้นมาอยู่ด้านบนแล้วกดร่างเล็กให้อยู่ใต้ร่างกำยำทันที เกิดมาจนอายุยี่สิบเจ็ดชันษาโจวซั่วเหยียนผู้นี้มิเคยพลาดท่ากับสตรีใด เห็นทีสตรีตัวน้อยที่ดูไร้เดียงสาคนนี้คงมีมารยามิน้อยจึงบังอาจล่อลวงเขาได้ถึงขนาดนี้ หากใครรู้เข้าต้องอับอายไปทั้งชาตินี้และชาติหน้าเป็นแน่ที่ชายชาติทหารเช่นตนตกอยู่ในกำมือน้อยๆ ของนางเพียงชั่วครู่ก็สิ้นท่าเสือร้ายเสียแล้ว
“มะ...หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ ไม่คิดว่าทำตามบทเรียนในตำราสอนหญิงแล้วจะยังผิดพลาดอีก เสวี่ยหยาโง่เขลาองค์ชายสิบสามได้โปรดอย่าถือโทษหม่อมฉันเลยนะเพคะ” เสวี่ยหยาหลับตาแน่นด้วยความหวาดกลัวเมื่อใบหน้าและท่าทางกรุ่นโกรธที่องค์ชายสิบสามแสดงออก
“เจ้าหยามข้าเกินไปแล้ว” องค์ชายสิบสามตรึงแขนทั้งสองข้างของคนที่มากมารยาไว้เหนือศีรษะ พร้อมกับใช้มือแกร่งอีกข้างบีบคางสวยบังคับให้นางมองเขาอย่างเต็มตา เสวี่ยหยาได้นอนนิ่งยอมรับชะตากรรมเมื่อมือแกร่งบีบคางของนางจบปวดร้าวไปทั่วบริเวณ อุตส่าห์ทำตามตำราเขียนบอกไว้แล้วแท้ๆ ว่าหากทำเช่นนี้บุรุษจะพึงพอใจเพราะนางได้นำสวรรค์น้อยๆ มาให้ไม่คิดว่าจะทำผิดพลาดจนเขาโกรธแค้นถึงเพียงนี้
“ลืมตาขึ้นมา สตรีที่มากมารยาเมื่อครู่ไปไหนเสียแล้วล่ะ ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าสิบสามผู้นี้มิยอมให้สตรีใดรังแกได้ง่ายๆ” เมื่อพูดเสร็จเจ้าของร่างกำยำก็ไปรอช้า กระตุกปมอารมณ์เนื้อบางเบาแทบไม่ปกปิดสิ่งงดงามใต้นั้นเลยแม้แต่น้อย องค์สิบสามพ่นน้ำเสียงไม่พึงพอใจอยู่ในลำคอเมื่อรู้ว่านางเตรียมการไว้ก่อนหน้าแล้ว
ทันทีที่มือหนาคลี่สาบเสื้อตัวบางของสตรีใต้ร่างออกก็เผยให้เห็นความงดงามที่นูนเด่นตั้งประจันหน้า ความแข็งขืนที่หว่างขาของตนที่คล้ายจะสงบนิ่งก็แข็งขืนขึ้นมาอีกครา โจวซั่วเหยียนสะบัดหน้าขับไล่ความคิดเมื่อสำนึกถูกผิดผุดขึ้นมาได้ทันเวลาพร้อมกับคลายมือแกร่งและลุกขึ้นถอยห่างจากร่างกายของจางซุนเสวี่ยหยาทันที เดินทีเข้าก้าวเข้ามาในห้องนี้เพื่อที่จะมาเค้นความจริงจากนางเท่านั้นไม่คิดว่าจะถูกล่อลวงด้วยมารยาหญิงจนหมดสภาพ
นางเป็นเพียงนักโทษที่ต้องโทษประหารเขาต้องการสืบสวนนางเพื่อหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ถ้อยคำนี้โจวซั่วเหยียนเอ่ยซ้ำๆ กับตนเองภายในใจก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้ร่างบางที่นอนอยู่บนพื้นมึนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้าไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สามีของตนจึงได้พรวดพราดออกไปราวกับไม่พอใจและชิงชังนางมากถึงเพียงนั้น
เสวี่ยหยาใช้มือยันพื้นไม้พร้อมกับค่อยๆ พยุงร่างของตนให้ลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงหลังใหญ่ที่นางจัดเตรียมไว้สำหรับพิธีแต่งงานของตน ไม่ว่าจะเป็นจอกสุราที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้นรวมถึงปิ่นเงินประดับหยกที่นอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลกัน เสวี่ยหยาหยิบปิ่นหยกที่ท่านย่าเป็นคนมอบให้นางตอนพิธีปักปิ่นมาถือไว้ในมือก่อนจะใช้หลังมือของตนปาดน้ำตาอ่อนแอออกจากพวงแก้ม
“แตกแล้วงั้นหรือ” เสวี่ยหยาเอ่ยกับตนเองขณะที่มองปิ่นเงินประดับหยกรูปทรงเรียบง่ายตรงกึ่งกลางมีหยกมีขาวเหลือบเขียวเม็ดโตอยู่ล้อมรอบด้วยหยกเม็ดเล็กอีกหลายอันประดับตามกิ่งเหมย ดูคล้ายกับดวงจันทร์ท่ากลางดงดอกเหมยดูระยิบระยับน่ามองแต่บัดนี้มันแตกไปแล้วถึงเสี้ยวหนึ่ง นางไม่ได้เสียดายที่จะมอบให้เขาเพียงแต่นึกตำหนิตัวเองที่มิอาจรักษาสิ่งที่มีค่าชิ้นสุดท้ายเอาไว้ได้
“เฮ้อ...แล้วจะมอบให้องค์ชายสิบสามได้อย่างไรกัน” จางซุนเสวี่ยหยาถอนให้ใจไปพลางคิดหาทางนำปิ่นหยกไปซ่อมแซม ว่ากันในเมืองหลวงมีช่างอัญมณีฝีมือดีหลายคน ไม่แน่ว่าหากนำไปที่นั่นปิ่นเงินประดับหยกนี้อาจสวยเหมือนใหม่ก็เป็นได้ เสวี่ยหยาทาบมือที่หัวใจของตนนางกลัวเหลือเกิน...กลัวว่านอกจากครอบครัวจะไม่ต้องการนางแล้ว เสวี่ยหยาก็กลัวว่าสามีเองเขาก็ไม่ต้องการนางเช่นกัน เพียงแค่คิดว่าองค์ชายสิบสามทรงรังเกียจและไม่ต้องการตนหัวใจของเสวี่ยหยาก็เจ็บปวดและหายใจไม่ออกราวกับถูกหมอนปิดปากและจมูกเอาไว้
“ไม่นะ...ไม่”
“ท่านพ่อ ท่านแม่”
จู่ๆ เสวี่ยหยาที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงนุ่มก็สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เหงื่อเม็ดใสผุดพรายข้างขมับสวยพร้อมกับหอบหายใจรุนแรงเมื่อค่ำคืนอันโหดร้ายในกวนเป่ยยังตามหลอกหลอนนางอยู่ทุกค่ำคืน ร่างไร้วิญญาณของบิดามารดาและพี่น้องของนางความร้อนที่แผดเผาตามร่างกาย ในตอนนั้นนางยังจดจำมันได้ดีเสมือนว่ามันยังคงเผาไหม้อยู่ใต้ผิวหนังของนางไม่มีทางจากหาย
“ฝันอีกแล้วงั้นหรือ” มือเล็กนุ่มนิ่มปาดเหงื่อและคราบน้ำตาออกไป ก่อนจะเดินไปยังหน้าต่างบานใหญ่เดิมก่อนจะใช้มือผลักออกไป เสวี่ยหยาสูดลมหายใจลึกเมื่อสายลมเย็นสบายพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง เหม่อมองพระจันทร์เสี้ยวที่สะท้อนกับผิวน้ำของสระบัวขนาดใหญ่ด้านนอก รอยยิ้มสวยถูกนำมาประดับริมฝีปากสวยอย่างห้ามไม่ได้เมื่อความสวยงามของทิวทัศน์ที่แปลกตาสวยงามเบื้องหน้าปรากฏแก่สายตา
แสงไฟตามเสาหินถูกจุดขึ้นโดยรอบของขอบสระเมื่อสะท้อนกับผืนน้ำก็เปล่งประกายระยิบระยับราวกับหิ่งห้อยตัวใหญ่ที่บินร่อนอยู่ใต้ผิวน้ำที่พลิ้วไหว เสวี่ยหยาเดินออกไปยังลานด้านนอกที่เชื่อมต่อกับตัวเรือนเพื่อมองความสวยงามของตำหนักหลันไฉ่เหอให้ชัดเจนขึ้น หากเดินผ่านชั้นไม้และฐานหินน้อยใหญ่ก็จะพบกับลานกว้างที่เต็มไปด้วยผืนหญ้า เสวี่ยหยากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจไม่คิดว่าตำหนักหลันไฉ่เหอจะมีสถานที่ที่คล้ายคลึงกับเนินเขาลู่ติงในกวนเป่ยซ่อนอยู่เช่นนี้ แต่ด้วยความยาวที่จำกัดของโซ่ตรวนทำให้นางมิอาจเดินไปได้ไกลมากกว่านี้
เสวี่ยหยาจึงตัดสินใจนอนราบบนพื้นหญ้าแหงนหน้าขึ้นไปมองดวงดาวบนท้องฟ้าที่นางชื่นชอบด้วยหัวใจที่โหยหา มือเล็กเอื้อมไปกลางอากาศเบื้องหน้าพร้อมกับทำท่าทางจะคว้าเอาดาวบนฟ้า พลันน้ำตาที่แห้งเหือดก็ไหลลงมาอีกครั้ง นางไม่รู้ว่าตัวเองจะมีลมหายใจหรือมีชีวิตไปอีกนานแค่ไหนในเมื่อข้อครหาว่าเป็นกบฏคิดร้ายต่ออาณาจักรยังคงตราหน้า ที่แห่งนี้เป็นบ้านหลังใหม่ของนางรอบกายมีแต่คนแปลกหน้าไม่รู้ว่าชีวิตต่อจากนี้จะดีร้ายอย่างไรบ้าง องค์ชายสิบสามหรือสามีของนางที่เป็นทั้งคนแปลกหน้าและคนในครอบครัวก็ดูจะเกลียดชังนางเข้าเสียแล้ว
“ท่านพ่อ ท่านแม่ เสวี่ยหยาแต่งให้กับองค์ชายสิบสามแล้วนะเจ้าค่ะ ข้าหาใช่เด็กสาวที่เอาแต่เล่นสนุกไปวันๆ อีกแล้ว” น้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟังเอ่ยผ่านสายลมด้วยหวังว่าครอบครัวที่จากไปของนางจะได้รับมัน
