บทที่ 11 ผ้าคลุมสีแดงและของแทนใจ
จางซุนเสวี่ยหยานั่งอยู่บนเตียงจวนพระอาทิตย์จะตกดินก็ยังคงไร้วี่แววองค์ชายสิบสาม แสงอาทิตย์เริ่มอ่อนโรยแรงจนเกือบจะเข้าสู่ช่วงกลางคืน เสวี่ยหยาเดินไปใกล้กับหน้าต่างบานใหญ่เมื่อเปิดออกไปก็จะพบกับสระบัวขนาดใหญ่พร้อมกับลานพักผ่อนที่เชื่อมต่อกับห้องของนาง สวนหินสีขาวขนาดเล็กปรากฏชั้นไม้ความสูงเพียงเอวอยู่สี่ห้าอันพร้อมกับกระถางดินเผาและกระถางกระเบื้องเคลือบลายครามหายากถูกนำมาจัดวางสวยงามจนนางมิอาจละสายตา จากพรรณไม้สีสันสวยงามแลรูปร่างประหลาดชวนขำขันเรียกรอยยิ้มจากริมฝีปากสวยเต็มแต่งใบหน้า หากเดินเข้าไปลึกอีกสักหน่อยก็จะพบกับต้นไม้ใบเล็กที่ถูกดัดกิ่งก้านจนเกิดเป็นรูปทรงที่สวยงามแปลกตา ผสานเข้ากับเสียงจิ้งหรีดกรีดปีกท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายยิ่งทำให้ความงามของที่นี่ไม่ต่างจากสวรรค์ชั้นฟ้าเลยแม้แต่น้อย
เสียงเอ่ยเรียกที่หน้าประตูดังขึ้นทำให้เสวี่ยหยาที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างละสายตาจากทิวทัศน์ตรงหน้าไปจ้องมองที่หน้าประตูอย่างห้ามไม่ได้ มือเล็กถือโซ่ที่ล่ามข้อเท้าเล็กมิให้ขูดครืดกับพื้นแล้วค่อยๆ วิ่งมานั่งบนเตียงหลังใหญ่ของตนดังเดิม ด้วยไม่อยากให้ผู้ใดตำหนิว่าตนเดินไปทั่วเรือนโดยไม่ได้รับอนุญาต
“แม่นางเสวี่ยหยา ข้าเอาสำรับเย็นมาให้”
“เข้ามาเถอะ” เสวี่ยหยานอนกึ่งนั่งพร้อมกับเอนพิงหัวเตียงอย่างหมดแรง เพราะกลัวว่าจะเป็นสตรีร้ายกาจเมื่อเช้าที่โยนข้าวของมาให้ตนราวกับเป็นอาจมที่มิอาจอยู่ใกล้ จึงแกล้งทำเป็นหลับด้วยมิอยากโต้เถียงให้มากความ
“งั้นข้าจะวางไว้ตรงนี้ แล้วพรุ่งนี้เช้าข้าจะเป็นคนบอกกับเจ้าเองว่าต้องทำตัวอย่างไรบ้าง” ทันทีที่พูดเสร็จแขกผู้มาเยือนก็หันหลังหมายเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่แล้วกลับเอ่ยเสวี่ยหยากลับรั้งนางไว้อย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อคนที่เข้ามามิใช่นางกำนัลปากร้ายผู้นั้น
“เดี๋ยวก่อน”
“ข้าชื่ออาเจีย เรียกข้าว่าอาเจีย” เจ้าของชื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยคล้ายไม่ยินดียินร้าย
“ได้ อาเจียไม่ได้อยากเอ่ยถามสิ่งใดให้มากความ ข้าเพียงแค่อยากรู้ว่าองค์ชายสิบสามจะเสด็จมาหาข้าที่เรือนเวลาใดกัน ขะ...ข้ามิอยากให้ล่วงเลย เอ่อ...ฤกษ์ยามดื่มเหล้ามงคล” เสวี่ยหยาใบหน้าแดงเขินอายเมื่อพูดถึงผู้เป็นสามีแม้ว่าจะไม่ได้รู้จักกันมาก่อนแต่หัวใจของนางดูเหมือนว่าจะชอบพอองค์ชายสิบสามผู้นี้เข้าให้เสียแล้ว
“ข้ามิทราบในเรื่องนี้ องค์ชายสิบสามอาจมาหรือไม่ก็ได้เจ้าอย่าได้รั้งรอ...” อาเจียมองหญิงสาวหน้าตามอมแมมเบื้องหน้าพลางแสยะยิ้มน้อยๆ เมื่อคิดว่าจางซุนเสวี่ยหยาผู้นี้ต้องเข้าใจความหมายของราชโองการผิดเป็นแน่ ไม่รู้ว่าอยู่ที่กวนเป่ยได้ร่ำเรียนอ่านเขียนหรือไม่จึงได้ดูโง่เขลาเช่นนี้
“อีกอย่างข้าว่าเจ้าควรจะอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวเสียหน่อย ตอนนี้กลิ่นของเจ้าไม่ต่างจากสุนัขเข้างถนนเลยล่ะ” เจ้าของคำพูดเรียบเฉยแต่ดูเสียดแทงเอ่ยขึ้นอย่างมากมารยาทจนเสวี่ยหยาเองก็ปั้นหน้าไม่ถูก
“จริงด้วย” เสวี่ยหยาก้มลงสูดดมเสื้อผ้าซ้ายทีขวาทีก็รู้ทันทีว่าที่นางพูดมิได้เกินไป
หลังจากที่อาบน้ำชำระร่างกายแล้วเสร็จ จางซุนเสวี่ยหยาก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ไม้หน้าบ้านกระจกสะท้อนเงาบานกะทัดรัด มือข้างหนึ่งหยิบหวีไม้มาสางผมยาวสลวยของตน แล้วจึงเกล้ามวยขึ้นตามด้วยตะเกียบไม้อันงามเสียบไว้ให้อยู่ทรงและสมทบด้วยดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมที่ตนไปเก็บมาจากด้านนอก ก่อนจะหยิบอาภรณ์ที่เขียวมะกอกอ่อนละมุนพร้อมกับเดินไปหยิบเอาผ้าคลุมโต๊ะสีส้มเหลือบแดงฉลุลายลูกไม้โดยรอบมาคลุมศีรษะให้คล้ายกับผ้าคลุมใบหน้าของเจ้าสาวยามเข้าพิธี แล้วนั่งหลังเหยียดตรงบนเตียงไม้ขนาดใหญ่ พร้อมกับสายตาและหัวใจที่จับจ้องไปที่ประตูบานใหญ่อย่างไม่วางตา
แม้เวลาผันผ่านไปจนดึกดื่นเที่ยงคืนก็ยังคงไร้วี่แววของผู้เป็นสามี แต่ภายในใจของจางซุนเสวี่ยหยากับเต็มไปด้วยความหวัง ตลอดทั้งชีวิตที่เติบโตางหวังเพียงว่าตนจะเป็นคนสำคัญของใครสักคน เสวี่ยหยารู้สึกว่าตนอยู่ในผ้าคลุมนานจนเกินไปจึงได้รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ในหัวอกจึงเปิดผ้าแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไป
แต่แล้วบานประตูไม้ที่นางเฝ้าจับจ้องก็คล้ายถูกเปิดออก สายตาสวยมองลอดผ้าที่มีช่องว่างพอให้ได้เห็นเงาเพียงแค่เลือนราง เสียงฝีเท้าหนักแน่นค่อยๆ เก้าเดินเข้ามาใกล้ๆ จนเสวี่ยหยารู้สึกถึงความอุ่นร้อนที่เป่ารดข้างแก้มของตน น้ำหนักกายกดลงบนเตียงแกร่งข้างๆ จนเสวี่ยหยารับรู้ได้
“หึ” ร่างสูงแค่นหัวเราะเมื่อเปิดประตูเข้ามาก็พบกับความตลกขบขันของสาวใช้อุ่นเตียงของตน พร้อมกับค่อยๆ เปิดชายผ้าคลุมที่นางสวมใส่อย่างเชื่องช้าและเบามือ
เสียงพ่นลมหายใจลอดไรฟันทำให้จางซุนเสวี่ยหยาเริ่มหวาดกลัวพร้อมกับรู้สึกถึงแรงขยับของผ้าคลุมที่ปกปิดใบหน้าของตน ร่างเล็กที่สั่นเทาหลับตาแน่น นิ้วมือเรียวเล็กกำชายกระโปรงของตนอย่างหาทางระบายความรู้สึกที่อัดแน่น
ทันทีที่ผ้าคลุมสีแดงมงคลถูกเปิดออกก็เผยให้เห็นบุรุษในชุดสีขาวพร้อมกับสายคาดเอวสีดำสนิทเดินเข้ามา ร่างกายสูงใหญ่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ จมูกโด่งคมเป็นสันได้รูปรับกับโครงหน้าดูแล้วงดงามราวกับไม่มีอยู่จริง เสวี่ยหยาเอื้อมมือไปแตะที่แก้มสากระคายของคนตรงหน้าด้วยความลืมตัวก่อนจะถูกปัดมือออกอย่างไม่เบามือนัก
“มะ...หม่อมฉันขออภัยเพคะ” เสวี่ยหยารีบลุกจากเตียงกว้างที่นั่งเคียงคู่แล้วย่อตัวคุกเข่าทันทีเมื่อรู้ว่าตนเองบังอาจไปล่วงเกิน อีกทั้งก้มหน้าก้มตาไม่เอ่ยคำพูดคำจาอื่นใด ภายในใจได้แต่เอ่ยโทษตนเองอย่างไม่ขาดปากว่าเกือบจะทำให้เสียเรื่องเสียแล้ว
“นี่เจ้าแสร้งเล่นละครอันใดกัน” ความเงียบงันระหว่างคนทั้งคู่ถูกตัดขาดเมื่อองค์ชายสิบสามเอ่ยตำหนิสาวใช้ของตนด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและเย็นชา สายตาเย็นชากดลงต่ำมองคนที่ทรุดตัวลงขอโทษเขาอย่างจริงใจ
“หะ...หาใช่ละครไม่เพคะองค์ชายสิบสาม ในเมื่อวันนี้เป็นวันตะ...แต่งงานของพวกเรา เสวี่ยหยาได้แต่ทำตามประเพณีเท่านั้นเพคะ” จางซุนเสวี่ยหยารีบเอ่ยอธิบายด้วยกลัวว่าสามีของตนจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้
“แต่งงาน เจ้ากับข้าแต่งงานกันงั้นหรือ หึ” ไม่รู้ว่าสตรีผู้นี้สติของนางยังคงครบถ้วนดีหรือไม่ นางกล้าดีอย่างไรเอ่ยคำว่าแต่งงานออกมาทั้งที่ตนเป็นเพียงกบฏที่ต้องโทษตาย เห็นทีว่าสิบสามผู้นี้จะต้องระมัดระวังให้มากขึ้นเพราะมารยาและเล่ห์เหลี่ยมที่ดูแปลกพิกลของสตรีกวนเป่ย
“เพคะ ก็ตามราชโองการบอกไว้เช่นนั้น”
“อีกอย่างหม่อมฉันนำของขวัญแทนใจมามอบให้องค์ชายด้วยเพคะ”
“ของแทนใจ” โจวซั่วเหยียนขมวดคิ้วมุ่นกับทุกถ้อยคำที่สตรีร่างบางที่พร่ำบอกว่าเขาและนางแต่งงานกันอย่างหน้าไม่อาย ไม่รู้ว่านางต้องการอะไรถึงได้เอ่ยย้ำถึงความสัมพันธ์ของตนกับเขา ดูๆ แล้วสตรีผู้นี้ดูเหมือนจะเก็บงำความลับไว้มากมาย
“เพคะ ตามธรรมเนียมของกวนเป่ยคู่แต่งงานใหม่จะมอบของแทนใจให้กันและกัน ร่วมดื่มสุรามงคล ละ...และใช้ค่ำคืนแรกมอบความสุขให้กันและกัน” จางซุนเสวี่ยหยาก้มมองต่ำไม่กล้าสบสายตาคมที่จ้องมองนางอย่างคาดโทษ
ภายในห้องมีแต่ความเงียบงันระหว่างคนทั้งคู่ไม่มีสิ่งใดเคียงข้างมีเพียงแต่ความเงียบที่แทรกกลาง เสวี่ยหยาพยายามปรับลมหายใจของตนให้สม่ำเสมอด้วยเกรงกลัวว่าร่างสูงด้านบนจะได้ยินถึงการเต้นของหัวใจที่เต้นระรัวของนาง ร่างกายของเสวี่ยหยาแข็งเกร็งจนแทบทนไม่ไหว ไม่กล้าขยับตัวกลัวว่าจะทำให้ร่างสูงไม่พอใจแล้วกรุ่นโกรธ
“ให้หม่อมฉันไปหยิบของขวัญมาให้องค์ชายสิบสามดีกว่าเพคะ” จางซุนเสวี่ยหยาตัดสินใจลุกขึ้นแล้วเร่งฝีเท้าก้าวเดินไปยังโต๊ะทรงกลมที่อยู่ริมหน้าต่าง จนมิได้ล่วงรู้ว่าโซ่เส้นหนาที่พันรอบข้อเท้าบางไปกอดเกี่ยวรอบขาเตียงทำให้ระยะของมันสั้นลงฉุดรั้งร่างบางของตนให้ล้มกระแทกพื้นรุนแรง
“ว้าย” ร่างเล็กสั่นเทาเมื่อแรงฉุดข้อเท้าแรงจนนางสัมผัสได้ถึงความชื้นแฉะที่ข้อเท้าสวย ความจุกเจ็บวิ่งพล่านไปทั่วร่างกายจนมิอาจพยุงตัวให้ลุกขึ้น
ฝ่ายองค์ชายสิบสามเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงรีบรุดเข้าไปอุ้มจางซุนเสวี่ยหยาที่ทำหน้านิ่วเพราะความเจ็บปวด อ้อมแขนแกร่งอบอุ่นที่โอบกอดนางเอาไปเสมือนว่านางเป็นของมีค่าที่เขาอาจทำมันหายไปหากปล่อยให้คลาดสายตา ใบหน้าแอบซุกแนบอิงแอบอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแต่พองาม
แขนเล็กโอบรอบต้นคอหนา ทุกการขยับก้าวเดินทำให้ร่างกายของคนทั้งสองแนบชิดกันจนเกิดความอุ่นร้อนไล่เลียไปทั่วร่าง กลิ่นหอมจากคนร่างบางในอ้อมกอดทำให้ร่างกายของชายชาติทหารอย่างองค์ชายสิบสามเครียดเกร็งแทบอดกลั้นไม่ไหว ร่างสูงกลั้นลมหายใจของตนแล้วเร่งฝีเท้าไปที่เตียงแกร่งก่อนจะวางนางลงแล้วจะได้ออกไปจากห้องนี้เสีย
“สะ...เสวี่ยหยาขอบคุณองค์ชายสิบสาม” คนเจ็บตัวเอ่ยขอบคุณบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีในขณะที่องค์ชายสิบสามวางนางลงบนเตียงอย่างไม่เบามือนัก ครานี้นางตั้งใจว่าจะไม่แสดงความโง่เขลาออกมาเพราะกลัวว่าองค์ชายสิบสามอาจเกียจชังตนเอาได้...แต่มันจะเป็นไปได้หรือ
“เจ้า...เจ้าทำอะไรกับร่างกายของข้ากันแน่จางซุนเสวี่ยหยา” ร่างสูงที่ใกล้หมดสติสัมปชัญญะเค้นคำพูดเสียงดัง ตั้งแต่ที่ก้าวเท้าเข้าห้องนี้มาก็รับรู้ได้ว่านางต้องคิดวางแผนเอาไว้แล้วเป็นแน่ ไม่คิดว่าจะพลาดท่าเสียรู้ให้นางเอาเสียง่ายๆ
ร่างสูงใช้มือเท้ายันกับโต๊ะเล็กทรงสี่เหลี่ยมใกล้กับปลายเตียงที่วางจอกชาและจอกแล้วมงคลที่ถูกเทไว้จนเต็ม ก่อนจะเสียหลักล้มลงกับพื้นในขณะที่พยายามพยุงตัวให้ยืนตรง ร่างสวยในชุดสีอ่อนเมื่อยามต้องเปลวเทียนสลัวทำให้เห็นรูปร่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้จนแทบจะไม่ปกปิด กลิ่นหอมคล้ายดอกเหมยกุ้ยคละเคล้าหยาดน้ำค้างในยามเช้า นะ...นี่หรือว่านาง ดวงตาเหยี่ยวเบิกโพลงเมื่อเห็นดอกเหมยกุ้ยโลหิตประดับอยู่ที่ศีรษะทุยสวย
ดอกเหมยกุ้ยโลหิตเดิมทีแล้วเป็นดอกไม้ที่สวยงามเปราะบางและไร้พิษสง แต่หากเมื่อใดมันต้องโลหิตมันจะกลายเป็นดอกไม้ที่มีพิษรุนแรง ทำให้สติพร่าเลือน มอมเมาจิตใจอีกทั้งกระตุ้นความต้องการร่วมเพศของชายหญิง หึ ที่แท้นางมีความคิดที่แยบยลถึงเพียงนี้
“หม่อมฉันเปล่านะเพคะ” จางซุนเสวี่ยหยางโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวันก่อนจะกรีดร้องสุดเสียง ยามที่องค์ชายสิบสามไม่รอช้าดึงร่างบอบบางที่สั่นเทาของนาง พร้อมกับดวงตาที่เอ่อคลอหยาดน้ำตาจวนเจียนจะไหลให้ล้มลงมาบนตักแกร่งของเขา ก่อนจะพลิกผลัดเปลี่ยนให้นางอยู่ใต้ร่างแข็งแกร่งเครียดเกร็งของตนเพื่อรองรับสิ่งที่ดุดดันหน้าขอของตนอยู่เบื้องล่าง
“ในเมื่อเจ้าเป็นคนก่อ ก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบที่ทำร่างกายของข้าเจ็บปวดถึงเพียงนี้”
