ตอนที่ 5 ตลาดในตำบล
ตอนที่ 5 ตลาดในตำบล
ซูเนี่ยนแอบมองเข้าไปในครัว เห็นแผ่นหลังกว้างของเเหว่ยเฉียงสะท้อนกับแสงไฟจากเตาดูโดดเดี่ยวและหนักแน่นในเวลาเดียวกัน เธอหันมาหาเด็กๆ ที่นั่งมองเธออยู่ด้วยความรู้สึกที่อยากจะอธิบาย
ไม่นานนัก เหว่ยเฉียงก็ยกชามซุปปลาถ้วยใหญ่ออกมาวางกลางโต๊ะ พร้อมกับแป้งนาบกระทะที่เหลือจากตอนกลางวันและข้าวธัญพืชหยาบๆ อีกนิดหน่อย ซุปปลาของเขาไม่มีอะไรพิเศษมากนัก เพียงแค่ต้มปลากับน้ำเปล่า ใส่ขิงและเกลือลงไปเท่านั้น มีกลิ่นคาวปลาโชยมาเล็กน้อย แต่สำหรับครอบครัวที่อดมื้อกินมื้อมานาน กลิ่นนี้ก็เปรียบเสมือนอาหารเลิศรส
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย ซูเนี่ยนคอยสังเกตท่าทางของทุกคน เธอเห็นเหว่ยเฉียงที่ปกติจะตักเพียงน้ำแกง วันนี้เขากลับตักเนื้อปลาชิ้นเล็กๆ เข้าปากและกินแป้งนาบกระทะที่เธอทำไว้คำโต ท่าทางเขาดูหิวจัด
“หยวนเป่า กินนี่สิลูก เนื้อปลาตรงพุงนุ่มๆ ไม่มีก้าง” ซูเนี่ยนใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาส่วนที่กินง่ายที่สุดให้เด็กชายตัวน้อย
หยวนเป่ามองหน้าพ่อครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าพ่อไม่ว่าอะไร เขาจึงอ้าปากรับเนื้อปลานั้น “อื้อ...หวานจังเลยครับแม่”
จินเป่าเองก็เริ่มกล้าที่จะตักซุปกินเอง เธอเห็นแม่เลี้ยงไม่ได้มีท่าทีเกรี้ยวกราดเหมือนแต่ก่อน แถมยังคอยคัดก้างปลาออกจากชามให้เธอเงียบๆ เด็กหญิงจึงค่อยๆ ผ่อนคลายหัวไหล่ที่เคยเกร็งแน่นลง
“พี่เฉียง...” ซูเนี่ยนเอ่ยทำลายความเงียบ “พรุ่งนี้เป็นวันตลาดนัดใหญ่ในตำบลใช่ไหม?”
มือของเหว่ยเฉียงที่กำลังจะคีบเนื้อปลาเข้าปากชะงักลงทันที เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอด้วยแววตาเย็นเยียบ “ใช่ มีอะไร”
“ฉันอยากลองเอากระเป๋าที่ปักไปขายดู”
เหว่ยเฉียงวางตะเกียบลงบนโต๊ะไม้ เขาจ้องหน้าซูเนี่ยน แววตาที่ลุ่มลึกนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายเต็มทน
“ของแบบนั้นใครจะซื้อ? ชาวบ้านอย่างเราแค่มีข้าวกินก็เก่งแล้ว ใครจะมีอารมณ์สุนทรีย์มาซื้อกระเป๋าผ้าปักลายดอกไม้ไร้สาระของเธอ” น้ำเสียงของเขาห้วนสั้นและเต็มไปด้วยการประชดประชัน
“คนในหมู่บ้านอาจจะไม่ซื้ออย่างที่พี่ว่า…แต่ในตัวตำบลมีทั้งโรงงานทอผ้า โรงงานน้ำตาล และสถานีรถไฟ พวกคนเหล่านี้มีเงินเดือนประจำและพวกเขาก็เป็นวัยรุ่น อาจจะอยากได้ของสวยๆงามๆไม่ต่างจากคนในเมืองหรอกค่ะ พี่เชื่อใจฉันเถอะนะ...ฉันอยากจะช่วยพี่ปลดหนี้จริงๆ”
คำว่าเชื่อใจฉันเถอะนะ ทำให้หัวใจของเหว่ยเฉียงกระตุก เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวตรงหน้า แววตาที่เคยมีแต่ความเย่อหยิ่งและดูแคลนคนอื่น บัดนี้มันกลับสว่างไสวด้วยความมุ่งมั่นและจริงใจจนเขาเริ่มหวั่นไหว
“หนี้ 500 หยวน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ต่อให้เธอขายกระเป๋าพวกนี้จนหมด เธอก็ได้แค่ไม่กี่หยวนหรืออาจจะไม่ถึงหนึ่งหยวนเลยด้วยซ้ำ”
“เริ่มจากน้อยไปหามากดีกว่าไม่เริ่มเลยไม่ใช่เหรอคะ?” ซูเนี่ยนยิ้มบางๆ แม้ว่าคำพูดของเขาจะทำให้เธอใจแป้วก็ตาม
เหว่ยเฉียงนิ่งเงียบไปนานจนเด็กๆ เริ่มลุ้นตาม สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจออกมา “ตามใจเธอ ถ้าขายไม่ได้แม้แต่ใบเดียว ก็อย่ามานั่งร้องไห้ฟูมฟายให้ฉันเห็นก็แล้วกัน”
เช้าวันรุ่งขึ้น ซูเนี่ยนตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เธอรู้สึกปวดเมื่อยตามเนื้อตัวเพราะไม่ชินกับเตียงไม้ที่แข็งกระด้าง แต่ความมุ่งมั่นและความหวังที่มีอยู่ครึ่งหนึ่ง ก็ทำให้เธอดีดตัวลุกขึ้นมาได้ เธอจัดการหุงหาอาหารเช้าง่ายๆ ไว้ให้เด็กๆ และเหว่ยเฉียง ก่อนจะสะพายย่ามที่ใส่ผลงานเย็บปักตลอดทั้งคืนเอาไว้
ทางเดินไปตัวตำบลนั้นเป็นทางลูกรังขรุขระ สองข้างทางเป็นทุ่งนาสีเขียวขจีที่เริ่มมีรวงข้าวน้ำนมส่งกลิ่นหอม ซูเนี่ยนเดินไปพลางวางแผนในหัวไปพลาง เธอรู้ดีว่าในยุค 80 นี้ การค้าขายเริ่มเสรีขึ้นก็จริง แต่ผู้คนยังติดอยู่กับความประหยัด สินค้าของเธอต้องสวยงามและราคาต้องให้คนธรรมดาเอื้อมถึงได้
เมื่อถึงตลาดตำบล บรรยากาศช่างคึกคักผิดกับในหมู่บ้านที่เธออยู่ เสียงเจี๊ยวจ๊าวของการต่อรองราคา กลิ่นหมั่นโถวนึ่งร้อนๆ และเสียงกระดิ่งจักรยานดังระงม ซูเนี่ยนเดินหาทำเลที่เหมาะสม เธอไม่ได้ไปเบียดเสียดกับแผงขายผักหรือเนื้อสัตว์ แต่เธอเลือกไปยืนอยู่ใกล้ๆ กับทางเข้าโรงงานทอผ้า ซึ่งเป็นจุดที่สาวโรงงานมักจะเดินผ่านเพื่อซื้อของกินรองท้องก่อนเข้ากะ
ซูเนี่ยนปูผ้าสะอาดลงบนพื้นดิน จัดวางกระเป๋าผ้าปักลายดอกไม้ 5 ใบ และผ้าเช็ดหน้าปักขอบอีก 10 ผืนอย่างประณีต
“กระเป๋าผ้าสวยๆ ค่ะ งานปักมือ ลายไม่ซ้ำใคร เชิญดูก่อนได้นะคะ” ซูเนี่ยนเริ่มส่งเสียงเรียกลูกค้าด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ฉะฉาน
ไม่นานนัก กลุ่มสาวโรงงานในชุดยูนิฟอร์มสีฟ้าสะอาดตาก็เดินผ่านมา หนึ่งในนั้นหยุดชะงักเมื่อเห็นสีสันของดอกเหมยบนผ้าสีชมพู
“ว้าว... งานปักนี่สวยจังเลย เธอปักเองเหรอ?” หญิงสาวคนหนึ่งหยิบกระเป๋าใบเล็กขึ้นมาดู “ฝีเข็มละเอียดมาก”
“ใช่ค่ะ ฉันปักเองกับมือ ผ้าพวกนี้เป็นเนื้อดี ทนทาน แถมซักแล้วสีไม่ตกด้วยนะคะ เหมาะสำหรับใส่เหรียญหรือของจุกจิกเวลาไปทำงานมากค่ะ” ซูเนี่ยนรีบเสนอขายสินค้า
“เท่าไหร่ล่ะ?”
“กระเป๋าใบละ 70 เฟิน ส่วนผ้าเช็ดหน้าผืนละ 40 เฟินค่ะ”
“แพงไปหน่อยนะ ลดหน่อยไม่ได้เหรอ?”
ซูเนี่ยนยิ้มอย่างใจเย็น “พี่สาวคะ ดูฝีเข็มตรงนี้สิคะ ฉันใช้ด้ายเส้นเล็กที่สุดเพื่อให้ลายมันเนียนละเอียด ถ้าพี่สาวรับกระเป๋าไปหนึ่งใบ ฉันแถมผ้าเช็ดหน้าให้ผืนหนึ่งเลยค่ะ ถือว่าเป็นลูกค้าคนแรกของฉันวันนี้”
การเจรจาประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพียงแค่ชั่วโมงเดียว กระเป๋าทั้งหมดและผ้าเช็ดหน้าเกือบทุกผืนก็ถูกขายออกไปจนหมด ซูเนี่ยนกำเงินในกระเป๋าไว้แน่น หัวใจพองโต เธอได้เงินมาทั้งหมด 6 หยวน 70 เฟิน! สำหรับคนเมืองที่มาจากโลกอนาคต เงินจำนวนนี้อาจซื้อกาแฟไม่ได้สักแก้ว แต่ในยุคนี้ซื้อของได้หลายอย่าง
ก่อนกลับบ้าน ซูเนี่ยนตัดสินใจซื้อน้ำมันพืชเพิ่ม ไข่ไก่ น้ำตาลทรายแดงเพื่อเอาไปทำขนมหวานให้เด็กๆ และข้าวสารหนึ่งถุง นอกจากนี้เธอยังแวะร้านขายอุปกรณ์ทำเกษตรซื้อเมล็ดพันธุ์ผักอีกหลายห่อ มีทั้งผักกาดขาว มะเขือเทศ กวางตุ้ง ผักบุ้ง พริก และผักคะน้า
