ตอนที่ 4 หนทางสร้างรายได้
ตอนที่ 4 หนทางสร้างรายได้
ซูเนี่ยนยืนนิ่งมองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กทั้งสองด้วยความรู้สึกจุกในอกแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ เธอหันกลับมาสำรวจบ้านที่เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อจากนี้อย่างละเอียดเป็นครั้งแรก
สภาพบ้านดินหลังนี้ทรุดโทรมค่อนข้างมาก ผนังดินเหนียวมีรอยแตกร้าวเป็นทางยาว บางจุดมีรูโหว่ขนาดเท่ากำปั้นที่ถูกอุดไว้ด้วยฟางแห้งและเศษผ้ากะรุ่งกะริ่ง หลังคามุงจากบางเหมือนเพิ่งจะเปลี่ยนใหม่
สายตาของเธอเลื่อนไปหยุดที่กองผ้าเก่าๆ ที่วางสุมอยู่มุมห้อง มันคือเสื้อผ้าของเด็กๆ ที่จินเป่าเพิ่งเปลี่ยนออกมา เสื้อของหยวนเป่ามีรอยเปอะเปื้อนทับซ้อนกันจนแทบไม่เหลือลายผ้าเดิม ส่วนเสื้อแขนยาวของจินเป่าแขนเสื้อก็รุ่ยจนกลายเป็นเสื้อแขนสามส่วนเส้นด้ายหลุดลุ่ย
ในโลกก่อน เธอคือดีไซเนอร์ดาวรุ่งที่หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง เสื้อผ้าที่เธอออกแบบมีราคาสูงลิ่ว เสียดายที่เธอยังไม่ได้ใช้ชีวิตให้คุ้ม ตอนนี้สิ่งที่เธอมีติดตัวคือความรู้เรื่องเนื้อผ้า การตัดเย็บ และความรู้สึกผิดที่อยากจะไถ่โทษให้เด็กๆ ทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดแต่เป็นเจ้าของร่างเดิมต่างหาก ที่ทำผิดต่อพวกเขา
ซูเนี่ยนเดินเข้าไปในห้องนอนแคบๆ ของเธอ เธอเปิดหีบไม้ใบเดียวที่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายติดตัวมาจากตระกูลซู ภายในนั้นมีเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดที่เจ้าของร่างเดิมซื้อมาด้วยเงินของที่บ้าน เสื้อผ้าเหล่านั้นทำจากผ้าไหมและผ้าฝ้ายเนื้อดี แต่มันกลับดูตลกและไร้ค่าเมื่ออยู่ในหมู่บ้านที่แร้นแค้นเช่นนี้
เธอมองเสื้อเชิ้ตสีแดงสดลายดอกไม้ใบใหญ่ที่เธอเคยใส่โอ้อวดคนในหมู่บ้าน แล้วหันไปมองเด็กๆ ที่อยู่นอกหน้าต่าง
“ของพวกนี้ใส่ไปก็มีแต่คนหมั่นไส้ สู้เอามาทำให้มันมีประโยชน์ดีกว่า”
ซูเนี่ยนตัดสินใจหยิบกรรไกรสนิมเขรอะที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งออกมา เธอเริ่มเลาะตะเข็บเสื้อผ้าของตัวเองอย่างช่ำชอง ความเป็นดีไซเนอร์ในวิญญาณทำให้มือของเธอขยับไปเองอย่างคล่องแคล่ว เธอคัดแยกเศษผ้าที่สีสันสดใสออกมา
ขณะที่เธอกำลังจดจ่ออยู่กับการตัดเย็บ จินเป่าที่ล้างจานเสร็จแล้วก็เดินเข้ามาพร้อมน้องชาย เด็กหญิงหยุดชะงักที่ประตูห้องนอนของซูเนี่ยน แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยและหวาดระแวงเมื่อเห็นว่าแม่เลี้ยงกำลังทำลายเสื้อผ้าสวยๆ ของตัวเอง
“แม่...แม่ทำอะไรคะ?” จินเป่าถามเสียงแผ่ว
ซูเนี่ยนเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มให้เด็กน้อย “แม่จะทำเสื้อผ้าใหม่ให้พวกเธอไง จินเป่ามานี่สิ ให้แม่วัดตัวหน่อย”
เด็กหญิงถอยกรูด “ไม่...ไม่เอาค่ะ เสื้อผ้าของแม่แพงมาก ถ้าหนูทำขาด แม่จะตี...”
“แม่ไม่ได้ให้ใส่เสื้อของแม่ แต่แม่จะเอามาแก้ให้เป็นขนาดของจินเป่ากับหยวนเป่า ดูนี่สิผ้าสีแดงนี่ถ้าเอามาทำเป็นเสื้อลายดอกไม้ให้จินเป่าคงจะน่ารักมาก ส่วนผ้าสีน้ำเงินผืนนี้ แม่จะทำกางเกงตัวใหม่ให้หยวนเป่า จะได้ไม่ต้องใส่ตัวที่มีรูที่ก้นอีก”
หยวนเป่าที่ยืนแอบหลังพี่สาวหูผึ่ง “กางเกงใหม่เหรอครับ?”
ซูเนี่ยนพยักหน้า “ใช่จ้ะ”
ความใจดีที่ผิดปกติของซูเนี่ยนทำให้จินเป่ายอมเดินเข้ามาหาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ซูเนี่ยนใช้เศษด้ายยาวๆ วัดขนาดตัวเด็กๆ อย่างละเอียด เธอสังเกตเห็นว่าผิวหนังของเด็กๆ แห้งกร้านและมีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด หัวใจของเธอวูบไหวด้วยความสงสาร
หลังจากวัดตัวเด็กๆ เสร็จ ซูเนี่ยนเริ่มวางแผนหาเงินในหัว ยุค 1980 ในจีนเป็นช่วงเริ่มต้นของนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ แม้ในชนบทจะยังยากจน แต่ตลาดเสรีเริ่มถูกอนุญาตให้ชาวบ้านทำการค้าได้บ้างแล้ว
เธอเดินออกไปสำรวจรอบบ้านอีกครั้ง บ้านดินของเหว่ยเฉียงตั้งอยู่ชายป่าท้ายหมู่บ้าน ด้านหลังมีลำธารสายเล็กๆ ไหลผ่าน และมีเนินเขาที่เต็มไปด้วยต้นหม่อนและไม้ป่านานาชนิด
ในยุคนี้ สินค้าอุปโภคบริโภคยังขาดแคลน หากเธอสามารถแปรรูปของจากป่า หรือใช้ฝีมือการเย็บปักถักร้อยทำของใช้ที่ดูดีกว่าของทั่วไปในตลาด เธออาจจะหาเงินได้
แต่ปัญหาใหญ่คือทุน เงิน 500 หยวนที่เหว่ยเฉียงกู้มาเป็นสินสอดของเธอนั้นมหาศาล เขาต้องทำงานหนักเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อจ่ายแค่ดอกเบี้ย เธอจะขอเงินเขาเพิ่มไม่ได้เด็ดขาด
ซูเนี่ยนกลับเข้าครัว มองหาถุงผ้าเก่าๆ เธอพบว่าใน้ไม้ไผ่มีเมล็ดผักชีอยู่กำมือหนึ่ง
“ถ้าฉันปักผ้าหรือปลูกผักขายล่ะ?” เธอนึกถึงความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ที่เคยอ่านผ่านตาในโลกก่อน แต่สิ่งที่น่าจะทำเงินได้เร็วที่สุดในตอนนี้ คืองานที่เธอถนัด
หากเธอนำเศษผ้าที่มีสีสันมาทำเป็นของชิ้นเล็กๆ อย่าง กระเป๋าใส่เหรียญ ปลอกหมอนปักลาย หรือผ้าเช็ดหน้า แล้วเอาไปขายในตลาดตำบลมันอาจจะขายได้
“ไม่ลองก็ไม่รู้”
ซูเนี่ยนใช้เวลาทั้งบ่ายขลุกอยู่กับการเย็บผ้า เธอใช้เข็มเล่มเล็กๆ ค่อยๆ ปักลายดอกเหมยเรียบง่ายลงบนเศษผ้าสีชมพูที่เหลือจากการตัดเสื้อ แม้จะไม่มีจักรเย็บผ้า แต่ฝีเข็มของเธอก็ละเอียดจนแทบมองไม่เห็นรอยต่อ
จินเป่านั่งมองแม่เลี้ยงทำงานด้วยความทึ่ง เธอไม่เคยเห็นใครขยับเข็มได้รวดเร็วและสวยงามขนาดนี้มาก่อน ความเกลียดชังในใจเด็กน้อยเริ่มถูกแทนที่ด้วยความสงสัย
หยวนเป่าที่นั่งเล่นอยู่ข้างๆ เริ่มกล้าเข้ามาใกล้ซูเนี่ยนมากขึ้น เขาเอื้อมมือเล็กๆ มอมแมมไปแตะที่เศษผ้าสีแดง
ซูเนี่ยนหยุดมือแล้วลูบหัวหยวนเป่าเบาๆ เป็นครั้งแรกที่เธอสัมผัสเขา เด็กน้อยสะดุ้งตัวโยนตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีฝ่ามือฟาดลงมา เขาก็เริ่มผ่อนคลายและยิ้มตอบ
พระอาทิตย์เริ่มตกดิน แสงสีส้มทาบทับลานบ้านดิน เหว่ยเฉียงเดินกลับมาพร้อมกับปลาสองตัว เขาชะงักเมื่อเห็นภาพตรงหน้า แทนที่จะเห็นซูเนี่ยนนั่งทำหน้าบึ้งตึงหรือตะโกนด่าลูกๆ เขากลับเห็นเธอนั่งอยู่ท่ามกลางกองเสื้อผ้าของเธอ มีจินเป่าและหยวนเป่านั่งอยู่ข้างๆ คอยช่วยส่งเศษผ้าให้ บนโต๊ะไม้ มีกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ 4-5 ใบปักลายดอกไม้สวยงามวางเรียงอยู่
‘ผู้หญิงคนนี้... กำลังเล่นละครอะไรอยู่ หรือว่าเธอกำลังจะขอเงินเพื่อกลับไปอยู่ในเมือง?’ เขาคิดในใจอย่างระแวง
ซูเนี่ยนเงยหน้าขึ้นจากกองผ้าในมือ ดวงตาของเธอเป็นประกายยามเมื่อสบตาเขา และยิ่งเป็นประกายมากขึ้นเมื่อสายตาเลื่อนไปเห็นปลาสองตัวที่ถูกร้อยด้วยเชือกฟางในมือของเขา
เธอลุกขึ้นยืนพลางส่งยิ้มกว้างอย่างที่เหว่ยเฉียงไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นรอยยิ้มที่สว่างไสวและจริงใจจนทำให้ชายหนุ่มชะงักไปชั่วครู่
“พี่เฉียง โชคดีจังได้ปลากลับมาด้วย เย็นนี้เด็กๆ จะได้กินอาหารที่บำรุงร่างกายบ้าง”
ซูเนี่ยนก้าวเข้าไปหาเขาด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่า “ส่งมาให้ฉันเถอะ เดี๋ยวฉันจะเอาไปทำน้ำแกงปลาใส่ขิงเยอะๆ ให้ทุกคนกินเอง พี่ทำงานมาเหนื่อยๆ ไปล้างหน้าล้างตาพักผ่อนเถอะค่ะ”
ทว่า ทันทีที่เธอเอื้อมมือจะไปรับปลา เหว่ยเฉียงกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับเปลี่ยนเป็นเข้มงวดและระแวดระวังขึ้นมาทันที
“ไม่ต้อง!” เขาตอบเสียงแข็ง “เธออยู่เฉยๆ ของเธอนั่นแหละดีแล้ว ฉันทำเองได้”
รอยยิ้มบนใบหน้าของซูเนี่ยนเจื่อนลงเล็กน้อย แต่เธอเข้าใจดีว่าความเชื่อใจที่พังทลายไปนานไม่ใช่เรื่องที่จะสร้างใหม่ได้ในไม่กี่ชั่วโมง เธอจึงไม่ได้ดึงดัน “ถ้าอย่างนั้น...ให้ฉันช่วยก่อไฟไหม?”
เหว่ยเฉียงไม่ตอบคำถามนั้น เขาปรายตามองกระเป๋าผ้าปักลายที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะครู่หนึ่งด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะหันหลังเดินแบกปลาเข้าครัวไปโดยไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว
ภายในห้องครัว เหว่ยเฉียงจัดการล้างปลาและขูดเกล็ดอย่างคล่องแคล่ว แม้เขาจะเป็นชายอกสามศอกที่ผ่านสมรภูมิรบมา แต่เขาก็สามารถทำงานบ้านงานครัวได้ไม่แพ้ผู้หญิง เพียงแต่รสชาตินั้น...ก็เป็นไปตามอัตภาพของเครื่องปรุงที่มีอยู่ในบ้าน
