บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 รอยแผลในอดีต

ตอนที่ 3 รอยแผลในอดีต

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ความอร่อยของอาหารปะทะกับความหวาดระแวงในใจ เหว่ยเฉียงมองดูภรรยาที่เขานึกรังเกียจมาตลอดสองปีด้วยสายตาพิจารณา เขาจำได้แม่นยำว่าทำไมเขาถึงต้องลงเอยกับผู้หญิงคนนี้ และทำไมครอบครัวของเขาถึงได้ตกต่ำจนแทบไม่มีข้าวกินเช่นนี้

ในอดีตซูเนี่ยนคนเดิมไม่ใช่แค่หญิงสาวเอาแต่ใจธรรมดา แต่เธอคือลูกสาวคนรองที่ไม่เอาถ่านที่สุดในบ้านตระกูลซู ในขณะที่พี่สาวของเธอสอบติดมหาวิทยาลัยและน้องชายเป็นหัวแก้วหัวแหวนก็เป็นเด็กที่ฉลาดหลักแหลมเรียนเก่ง แต่ซูเนี่ยนกลับไม่ตั้งใจเรียนใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและเธอก็สร้างเรื่องอื้อฉาวที่เกินกว่าคนในตระกูลซูจะให้อภัย

เรื่องอื้อฉาวที่ทำให้ชื่อของซูเนี่ยนกลายเป็นที่รังเกียจ คือเหตุการณ์ที่เธอวางแผนรวบหัวรวบหางคุณชายใหญ่ตระกูลฟู่ ทายาทเจ้าของโรงงานทอผ้าที่ร่ำรวยที่สุดในมณฑล

ในงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของผู้นำตระกูลฟู่ ซูเนี่ยนแอบผสมยาบางอย่างลงในแก้วเหล้าของคุณชายฟู่ เพื่อสร้างสถานการณ์ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก เพราะเธอหวังจะยกระดับตัวเองขึ้นเป็นสะใภ้เศรษฐีและเสวยสุขบนกองเงินกองทอง

แต่แผนการตื้นๆ ของเธอกลับพังไม่เป็นท่า เมื่อ คุณนายฟู่ ผู้ล่วงรู้ทุกความเคลื่อนไหวของเธอมาโดยตลอด เข้าไปพังประตูขัดขวางได้ทันท่วงที ท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อระดับสูงมากมายที่ยืนดูอยู่หน้าห้อง

"นังสารเลว! หน้าไม่อาย!"

คุณนายฟู่ไม่เพียงแต่ไล่ตะเพิดเธอออกมา แต่ยังตามไปด่ากราดถึงหน้าบ้านตระกูลซูต่อหน้าเพื่อนบ้านนับสิบ

"สั่งสอนลูกสาวพวกแกให้รู้จักเจียมกะลาหัวบ้าง! ตระกูลฟู่ของฉันไม่มีวันรับผู้หญิงชั้นต่ำที่จ้องจะจับผู้ชายด้วยวิธีสกปรกแบบนี้มาเป็นลูกสะใภ้เด็ดขาด แค่ให้เป็นคนใช้ในบ้าน เธอยังไม่มีค่าพอเลย!"

เหตุการณ์นั้นทำให้ตระกูลซูอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี แม่ของซูเนี่ยนถึงขั้นตรอมใจจนล้มป่วย ส่วนพ่อของซูเนี่ยนต้องการตัดหางปล่อยวัดลูกสาวคนนี้ ประจวบเหมาะกับที่เขาได้รู้จักกับเหว่ยเฉียงพอดี ตอนนั้นเหว่ยเฉียงเป็นทหารมีอนาคตไกลในกองทัพ แต่แล้วเหว่ยเฉียงก็ได้ลาออกจากราชการทหารอย่างกะทันหัน

เหตุผลที่เหว่ยเฉียงต้องลาออก ไม่ใช่เพราะเขาทำความผิด แต่เป็นเพราะความกตัญญูที่กลายเป็นภาระ พี่ชายและพี่สะใภ้ของเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ทิ้งลูกน้อยสองคนไว้ให้พ่อแม่ของเหว่ยเฉียงดูแลต่อ และพวกท่านก็ชราภาพมากแล้วเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากละทิ้งความฝัน กลับมาดูแลครอบครัว

ในตอนนั้น พ่อของซูเนี่ยนได้ยื่นข้อเสนอให้เหว่ยเฉียง โดยอ้างว่าซูเนี่ยนมีพื้นฐานการศึกษาและอาจจะช่วยดูแลเด็กๆ ได้ดี ซึ่งเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ พ่อของซูเนี่ยนเรียกค่าสินสอดถึง 500 หยวน ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมากในยุค 80 สำหรับคนชนบท

เหว่ยเฉียงในขณะนั้นมืดแปดด้าน เขาต้องการคนมาดูแลลูกๆ เพื่อที่เขาจะได้ไปรับจ้างทำงานหนักในเหมืองหรือขึ้นเขาหาของป่ามาขาย และหน้าตาของซูเนี่ยนก็ถูกใจเขาไม่น้อย เขายอมรับว่าเห็นเธอครั้งแรกหัวใจของเขาสั่นไหว เขาจึงยอมนำเงินบำเหน็จก้อนสุดท้ายจากการเป็นทหาร และกู้หนี้ยืมสิน จนครบ 500 หยวน ไปสู่ขอซูเนี่ยน

แต่ความจริงกลับโหดร้าย ทันทีที่ซูเนี่ยนย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ที่เป็นบ้านดินหลังเก่า อาหารที่มีแต่ธัญพืชหยาบๆ และเด็กมอมแมมสองคน ทำให้เธออาละวาดแทบบ้า

ความยากจนของเหว่ยเฉียงจึงไม่ได้มาจากความขี้เกียจ แต่มาจากหนี้สินจากการแต่งงานและภาระเลี้ยงดูคนป่วยและเด็กที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

เหว่ยเฉียงวางแผ่นแป้งที่เหลือครึ่งแผ่นลงในจาน แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับสั่นไหวด้วยความขมขื่นเมื่อมองไปที่กำแพงบ้านดินที่ทรุดโทรม ภาพความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตเริ่มไหลย้อนกลับมาเหมือนแผลเก่าที่ถูกสะกิด

เมื่อเจ็ดเดือนก่อนซูเนี่ยนแผลงฤทธิ์อาละวาดเพราะไม่พอใจเสียงไอพ่อของเขาที่ป่วยเรื้อรังจากโรคปอด และอาการของท่านก็ทรุดหนักลงอย่างกะทันหัน เหว่ยเฉียงจำได้ดีว่าคืนนั้นฝนตกหนักเพียงใด เขาแบกพ่อขึ้นหลัง วิ่งฝ่าโคลนตมไปหาหมอในตัวตำบลด้วยเท้าเปล่า แต่เพราะไม่มีเงินเหลือติดตัวแม้แต่หยวนเดียว หมอจึงปฏิเสธที่จะจ่ายยารักษาโรคที่ราคาแพงให้ เขาได้แต่แบกร่างที่ซูบผอมของพ่อกลับมาบ้าน และมองดูพ่อจากไปในวันต่อมา

ไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากนั้น แม่ของเขาที่หัวใจสลายจากการจากไปของพ่อ และยังต้องเลี้ยงจินเป่ากับหยวนเป่าในขณะที่ซูเนี่ยนเอาแต่นอน ก็ล้มฟุบลงกลางลานบ้านดิน แล้วจากไปอย่างสงบ

เหว่ยเฉียงขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความเจ็บปวดที่สุดไม่ได้อยู่ที่การสูญเสีย แต่อยู่ที่ความยากจนที่ทำให้เขาไม่สามารถกตัญญูต่อพ่อแม่ได้เป็นครั้งสุดท้าย ในวันที่พ่อแม่เสียชีวิต เขาไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อโลงไม้คุณภาพต่ำที่สุดให้พวกท่าน งานศพถูกจัดขึ้นอย่างอนาถในสายตาคนทั้งหมู่บ้าน เขาทำได้เพียงหาแผ่นไม้เก่าๆ ที่เก็บสะสมไว้หลังบ้านมาตอกเป็นโลงหยาบๆ น้ำตาของลูกผู้ชายไหลรินอย่างไม่อายใคร

เขาโทษตัวเองเสมอมา...โทษที่ตัวเองไร้ความสามารถ โทษที่เอาเงินก้อนสุดท้ายไปแลกกับผู้หญิงใจร้ายที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ ผู้หญิงที่แม้แต่ในวันฝังศพพ่อแม่ของเขา เธอก็ยังไม่ยอมสวมชุดไว้ทุกข์ แต่กลับแต่งหน้าจัดจ้านและบ่นว่ากลิ่นธูปทำให้เธอเวียนหัว

ซูเนี่ยนสังเกตเห็นแววตาที่จมดิ่งลงในความทุกข์ระทมของเหว่ยเฉียง เธอสัมผัสได้ถึงรังสีความเศร้าที่แผ่ออกมา ความทรงจำของร่างเดิมค่อยๆ ฉายภาพงานศพที่แสนรันทดนั้นขึ้นมาในหัว มันเป็นภาพที่ชายหนุ่มร่างใหญ่ต้องก้มหัวขอขมาศพพ่อแม่ซ้ำๆ เพราะไม่มีแม้แต่ผ้าขาวดีๆ มาห่อร่างท่าน

เธอกุมมือตัวเองแน่น รู้สึกละอายใจแทนเจ้าของร่างเดิมอย่างบอกไม่ถูก "พี่เฉียง... ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันทำในอดีตมันเกินกว่าจะให้อภัย"

เหว่ยเฉียงเงยหน้าขึ้น แววตาเย็นชาจ้องมองเธอ "เธอจะมารู้อะไรซูเนี่ยน? เธอไม่เคยรู้หรอกว่าการที่ต้องเห็นพ่อแม่ตายไปโดยที่ลูกอย่างฉันไม่มีปัญญาซื้อโลงศพดีๆ ให้ท่านมันรู้สึกยังไง ในขณะที่พวกท่านอดมื้อกินมื้อเพื่อให้เธอกินอิ่ม เธอเคยละอายใจบ้างไหม?"

บรรยากาศในห้องเงียบกริบ จินเป่ากอดน้องชายแน่น เด็กน้อยทั้งสองไม่เข้าใจเรื่องเงินทอง แต่พวกเขาจำวันที่พ่อร้องไห้โฮต่อหน้าหลุมศพได้ดี

ซูเนี่ยนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยุดข้างๆ เหว่ยเฉียง เธอไม่ได้แตะต้องตัวเขา เพราะรู้ดีว่าตอนนี้เขาคงรังเกียจสัมผัสจากเธอ

"ฉันเปลี่ยนอดีตไม่ได้ พี่เฉียง... ฉันรู้ว่าความผิดของฉันมันหนักหนาเกินกว่าจะให้อภัย แต่สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนี้คือเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ จากนี้ไปฉันจะไม่เป็นตัวถ่วงพี่อีก ฉันจะทำให้บ้านนี้กลับมาเป็นบ้านจริงๆ จะทำให้เด็กๆ ไม่ต้องคอยหลบสายตาคนในหมู่บ้านว่ามีแม่ใจร้าย และฉันจะช่วยพี่ปลดหนี้เอง"

เหว่ยเฉียงชะงักไป เขาไม่คิดว่าคำพูดนี้จะหลุดออกมาจากปากผู้หญิงที่เคยตะโกนใส่หน้าเขาว่า ‘ชีวิตเขาไม่มีค่าเท่ากับรองเท้าของเธอข้างหนึ่ง’

“ถ้ารู้แล้วก็ดี ต่อไปนี้ถ้าไม่มีอะไรทำ ก็อยู่เฉยๆ อย่าสร้างเรื่องให้ฉันต้องปวดหัวเพิ่ม ลู่ลู่เขาเป็นคนดี เขามีน้ำใจคอยช่วยดูแลเด็กๆ ตอนฉันไม่อยู่ เธอไม่ควรไปว่าเขาแบบนั้น” เหว่ยเฉียงกล่าวพลางลุกขึ้นยืน เตรียมจะกลับไปทำงานต่อ

คำพูดของเหว่ยเฉียงทำเอาซูเนี่ยนถึงกับอ้าปากค้างพูดไม่ออก ผู้หญิงแบบนั้นนะหรือที่เป็นคนดี เธอหันไปมองจินเป่าที่รีบก้มหน้าหลบสายตา ใช่...สำหรับคนในบ้านนี้ เธอคือคนเลวไปแล้ว

“เอาเถอะ ฉันจะไม่แก้ตัวด้วยคำพูด” ซูเนี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึก “แต่จากนี้ไป ฉันจะทำให้พี่เห็นเองว่าฉันเปลี่ยนไปแล้ว พี่ไปทำงานเถอะ เดี๋ยวถ้วยชามพวกนี้ฉันจัดการเอง”

เหว่ยเฉียงมองเธอด้วยสายตาเย็นชาครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกไปจากลานบ้าน ทิ้งให้ซูเนี่ยนอยู่กับเด็กน้อยสองคนที่นั่งนิ่งราวกับตุ๊กตาไม้

ซูเนี่ยนหันมาหาเด็กๆ พยายามทำเสียงให้ใจดีที่สุด “จินเป่า หยวนเป่า อิ่มหรือยังลูก?”

หยวนเป่าพยักหน้าเบาๆ แต่จินเป่ายังคงนิ่งเงียบ เด็กหญิงตัวน้อยลุกขึ้นเก็บชามอย่างคล่องแคล่วเกินวัย “หนูทำเองค่ะ แม่ไปพักเถอะ”

“ไม่ต้องหรอก แม่ล้างเอง” ซูเนี่ยนพยายามจะเข้าไปช่วย แต่จินเป่ารีบคว้าชามหนี “หนูทำได้ค่ะ! อย่าตีหนูเลยนะคะ หนูจะล้างให้สะอาดที่สุด!”

น้ำเสียงที่เต็มด้วยความหวาดกลัวของเด็กหญิงทำให้ซูเนี่ยนหยุดชะงัก เธอเข้าใจว่าบาดแผลในใจเด็กๆ นั้นลึกเกินกว่าจะรักษาด้วยอาหารมื้อเดียว

ซูเนี่ยนถอยออกมาหนึ่งก้าว “ตกลง...ถ้าจินเป่าอยากล้าง แม่ก็จะไม่ห้าม ถ้าล้างเสร็จแล้ว เข้ามาพักในห้องนะลูก”

เธอมองตามหลังเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ถือตะกร้าใส่ชามเดินออกไปหลังบ้าน โดยมีน้องชายดินตามไปไม่ห่าง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel