บทที่ 4 ปะทะเสียงในใจจอมปลอม
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมบริเวณหน้าประตูเหล็กดัดของคฤหาสน์ตระกูลซูชั่วขณะ ทุกคนต่างนิ่งอึ้งไปกับท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนของเด็กสาวที่เคยเอาแต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม
ซูเตียนผู้เป็นพ่อดึงสติกลับมาได้เป็นคนแรก ใบหน้าวัยกลางคนแดงก่ำด้วยความโกรธจัด
"แกกล้าเอาชื่อคุณพ่อมาขู่พวกฉันเรอะ นังเด็กอกตัญญู แกคิดว่าแค่มีจดหมายบ้าบออะไรนั่นแล้วฉันจะยอมให้แกเหยียบเข้าบ้านอย่างนั้นหรือ"
จื่อเย่ชี้หน้าด่าทอเสริมทัพ "ต่อให้แกมีจดหมายร้อยฉบับ แกก็ยังเป็นตัวกาลกิณี ยาม มัวยืนบื้ออยู่ทำไม จับนังเด็กนี่โยนออกไปให้พ้นหน้าคฤหาสน์เดี๋ยวนี้"
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์กำลังเป็นใจ ซูเหลียนที่แสร้งทำเป็นหวาดกลัวก็ลอบยิ้มเยาะในใจ นังซูหนิงเอ๋ย แกคิดว่าการทำตัวแข็งกร้าวแล้วจะเอาชนะฉันได้งั้นหรือ โง่เง่าสิ้นดี ในบ้านหลังนี้ คำพูดของฉันคือประกาศิตต่างหาก
นังงูพิษในคราบดอกบัวขาวรีบเปิดใช้งานระบบส่งเสียงในใจของตนเองทันที หวังจะสุมไฟให้ครอบครัวตระกูลซูเกลียดชังซูหนิงจนเข้ากระดูกดำยิ่งกว่าเดิม
'พี่ใหญ่ พี่รองคะ เหลียนเหลียนกลัวเหลือเกิน พี่หนิงหนิงดูน่ากลัวมากเลยค่ะ เธอต้องโกรธแค้นที่พวกเรามีความสุขแน่ๆ เหลียนเหลียนยอมเจ็บปวดแทนทุกคนได้ ขอแค่พี่หนิงหนิงอย่าทำร้ายครอบครัวของเราเลยนะคะ'
นั่นคือข้อความที่ซูเหลียนตั้งใจจะส่งเข้าไปในโสตประสาทของซูต้าและซูเจียง เพื่อให้พี่ชายทั้งสองพุ่งเข้าไปจัดการกับซูหนิงแทนตนเอง
ทว่า...
[ ติ๊ง! ระบบดัดแปลงเสียงทำการดักจับคลื่นความถี่จากระบบฝ่ายตรงข้ามสำเร็จ ]
[ เริ่มต้นกระบวนการแทรกแซงและดัดแปลงข้อความ เสร็จสิ้น ]
ดวงตาของซูหนิงทอประกายวาบขึ้นชั่วครู่ รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปากอย่างไม่อาจปิดบัง 'กระจายเสียงที่ดัดแปลงแล้วเข้าไปในหัวของพวกมันทุกคนเดี๋ยวนี้' เธอสั่งการในใจอย่างเฉียบขาด
พริบตาเดียว เสียงที่ซูต้าและซูเจียงได้ยินในหัว กลับไม่ใช่เสียงสะอื้นไห้อันน่าสงสารของน้องสาวสุดที่รัก แต่มันกลับกลายเป็นเสียงแหลมปรี๊ดที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและดูแคลน
'ไอ้พวกพี่ชายหน้าโง่ มัวยืนบื้ออยู่ได้ทำไมเห็นไหมว่านังซูหนิงมันมายืนขวางหน้าบ้านอยู่ รีบๆ พุ่งเข้าไปตบหน้ามันแล้วลากมันออกไปสิ ฉันอุตส่าห์บีบน้ำตาแกล้งทำเป็นกลัวขนาดนี้แล้ว ทำไมพวกแกถึงไม่รีบจัดการมันเสียที เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ ไอ้พวกสุนัขรับใช้'
ซูต้าและซูเจียงสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต ชายหนุ่มทั้งสองเบิกตากว้าง หันขวับไปมองหน้าซูเหลียนที่เกาะแขนซูต้าอยู่ด้วยความตกตะลึง
เมื่อครู่นี้.พวกเขาได้ยินอะไรกัน? สุนัขรับใช้? หน้าโง่?
ซูเหลียนยังคงตีหน้าเศร้า น้ำตาคลอเบ้าช้อนสายตามองพี่ชายทั้งสอง "พี่ใหญ่ พี่รองทำไมมองเหลียนเหลียนแบบนั้นล่ะคะ?"
ซูต้านิ่งอึ้ง ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความสับสนมึนงง เขาอาจจะหูแว่วไปเอง ใช่ เขาต้องทำงานหนักจนหูแว่วไปเองแน่ๆ น้องสาวที่แสนดีและอ่อนโยนอย่างเหลียนเหลียน ไม่มีทางคิดอะไรแบบนั้นกับพวกเขาเด็ดขาด
ทางด้านซูเหลียน เมื่อเห็นว่าพี่ชายทั้งสองไม่ยอมพุ่งเข้าไปจัดการซูหนิงตามที่ตนเองคาดหวัง เธอก็เริ่มหงุดหงิด นังเด็กกำพร้าจึงตัดสินใจส่งเสียงในใจไปหาซูเตียนและจื่อเย่แทน
'คุณพ่อคุณแม่คะ ให้พี่หนิงหนิงเข้ามาเถอะค่ะ บางทีเธออาจจะแค่มาขอเงินไปใช้ชีวิตที่ชนบทก็ได้นะคะ เหลียนเหลียนสงสารเธอจังเลยค่ะ'
แน่นอนว่านี่คือภาพลักษณ์ลูกสาวผู้ประเสริฐที่เธอสร้างขึ้น แต่สิ่งที่ระบบดัดแปลงเสียงของซูหนิงจัดการส่งไปให้ซูเตียนและจื่อเย่นั้น กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
'ตาแก่ยายแก่สองคนนี้ก็เหมือนกัน โง่ดักดานเชื่อคำทำนายบ้าบอนั่น ทิ้งลูกในไส้มาประเคนสมบัติให้ฉัน ฉันล่ะอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง รีบๆ สั่งให้ยามทุบตีนังขยะนี่ให้ตายๆ ไปทีสิ จะยืนรออะไรอยู่ ฉันรำคาญลูกตาจะแย่แล้ว'
เฮือก!
จื่อเย่ที่กำลังจะอ้าปากด่าทอซูหนิงถึงกับอ้าปากค้าง ร่างอวบอิ่มในชุดผ้าไหมราคาแพงซวนเซไปด้านหลังเล็กน้อย ใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอางชั้นดีซีดเผือดลงทันตา หญิงวัยกลางคนหันไปมองลูกสาวสุดที่รักด้วยดวงตาที่เบิกกว้างราวกับไข่ห่าน
ตาแก่ยายแก่? โง่ดักดาน? นี่คือเสียงในใจของลูกสาวที่เธอเฝ้าทะนุถนอมมาตลอดอย่างนั้นหรือ?
ซูเตียนเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นจนเป็นปม หัวใจของชายวัยกลางคนเต้นระรัวด้วยความสับสนและโกรธเกรี้ยวที่ปะทุขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เขาจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มของซูเหลียนสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของซูหนิง
ความเงียบที่น่าอึดอัดโรยตัวลงมาปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของคนตระกูลซูทั้งสี่คน
ซูเหลียนเริ่มสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ ทำไมทุกคนถึงเอาแต่จ้องหน้าเธอด้วยสายตาแปลกประหลาดแบบนั้น ทำไมถึงไม่มีใครพุ่งเข้าไปด่าทอหรือทุบตีซูหนิงเหมือนทุกครั้ง
"คุณพ่อ คุณแม่ พี่ใหญ่ พี่รอง เป็นอะไรกันไปหมดคะ?" ซูเหลียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ คราวนี้เธอไม่ได้แสร้งทำ แต่เธอเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาจริงๆ นังจิ้งจอกสาวพยายามเปิดระบบส่งเสียงในใจเพื่อตรวจสอบความผิดปกติ แต่ระบบของเธอกลับเงียบกริบ ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ เนื่องจากถูกระบบขั้นเทพของซูหนิงกดทับเอาไว้
ซูหนิงยืนกอดอกมองความสับสนวุ่นวายตรงหน้าด้วยความสำราญใจ แววตาของเธอเยือกเย็นและแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน นังซูเหลียน แกเพิ่งจะได้ลิ้มรสชาติของการถูกทรยศจากระบบของตัวเองแค่เศษเสี้ยวเดียวเท่านั้น อย่าเพิ่งรีบสติแตกไปเสียก่อนล่ะ
"เอาล่ะ หมดเวลาเล่นละครครอบครัวแสนสุขแล้ว" ซูหนิงเอ่ยตัดบท ทำลายความเงียบงันที่น่าอึดอัด เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบซองจดหมายสีน้ำตาลที่ปิดผนึกอย่างแน่นหนาออกมาชูให้ทุกคนเห็น
"นี่คือจดหมายสั่งเสียของย่าซู ท่านระบุไว้ชัดเจนว่าให้ฉันเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ เพื่อรอพบปู่ซูกง หากพวกคุณกล้าขัดคำสั่งของผู้นำตระกูล ก็ลองไล่ฉันออกไปดูสิ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าตอนที่ปู่ซูกงกลับมา แล้วพบว่าพวกคุณขัดคำสั่งเสียของอดีตภรรยาที่ท่านรู้สึกผิดมาตลอดชีวิต พวกคุณจะถูกลงโทษอย่างไร"
นังเด็กสารเลวอ้างผู้นำตระกูลที่มีอำนาจเด็ดขาดที่สุด ทำเอาซูเตียนและจื่อเย่ถึงกับสะอึก พวกเขารู้ดีว่าปู่ซูกงนั้นเด็ดขาดและน่ากลัวเพียงใด หากเรื่องนี้รู้ถึงหูชายชรา พวกเขาอาจจะถูกตัดออกจากกองมรดกเลยก็เป็นได้
ซูหนิงไม่รอให้ใครหน้าไหนอนุญาต เธอเก็บจดหมายลงกระเป๋า แล้วก้าวเท้ายาวๆ เดินฝ่าวงล้อมของคนตระกูลซูและยามรักษาการณ์เข้าไปในอาณาเขตของคฤหาสน์อย่างสง่าผ่าเผย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ
ร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสแล็กสีเข้มเดินตรงเข้าไปยังตัวคฤหาสน์ ทิ้งให้ครอบครัวตระกูลซูยืนนิ่งอึ้งอยู่หน้าประตู โดยมีซูเหลียนที่กำลังหน้าซีดเผือดเพราะทำอะไรไม่ถูก และความคลางแคลงใจที่เริ่มแตกร้าวในใจของคนทั้งสี่
