บทที่ 5 ปู่ซูกงออกโรงปกป้อง
ซูหนิงก้าวเท้าเข้ามาในโถงกว้างของคฤหาสน์ตระกูลซูอย่างสง่าผ่าเผย รองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังก้องกังวาน ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจและอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาจนเหล่าคนรับใช้ที่ยืนอยู่รอบบริเวณต้องก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีใครกล้าปริปากเอ่ยสิ่งใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เด็กสาวที่เคยถูกกลั่นแกล้งรังแกจนต้องก้มหน้าหนีน้ำตาเช็ดหัวเข่าในอดีตได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น
ทางด้านหลัง ซูเตียน จื่อเย่ ซูต้า ซูเจียง และซูเหลียน เดินตามเข้ามาด้วยใบหน้าที่ถมึงทึงและสับสน บรรยากาศภายในบ้านอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ซูเหลียนพยายามบีบน้ำตาและสะอื้นเบาๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ
ทว่าครั้งนี้พี่ชายทั้งสองกลับไม่ได้พุ่งเข้ามาปลอบประโลมเธอเหมือนอย่างเคย พวกเขายังคงตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดระแวงจากเสียงในใจที่ได้ยินเมื่อครู่
"พี่หนิงหนิงคะ" ซูเหลียนตัดสินใจเอ่ยปากพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แสร้งทำเป็นหวาดกลัวจนตัวสั่น
"ถ้าพี่โกรธเกลียดเหลียนเหลียน พี่ตบตีเหลียนเหลียนได้เลยนะคะ แต่อย่าทำร้ายคุณพ่อคุณแม่และพี่ๆ เลย พวกท่านไม่เกี่ยวอะไรด้วย"
ซูหนิงหยุดชะงัก หันกลับมามองนังดอกบัวขาวที่กำลังแสดงละครฉากใหญ่ มุมปากของเธอเหยียดยิ้มเย็นชา
"ตบตีเธองั้นหรือ สกปรกมือเปล่าๆ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันมาเพื่อพบปู่ซูกง ไม่ได้มาเพื่อเล่นละครปาหี่กับพวกเธอ"
"แกก้าวร้าวเกินไปแล้วนะนังลูกทรพี" ซูเตียนทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาชี้หน้าด่าทอซูหนิงด้วยความโมโห
"แกคิดว่าเอาชื่อคุณพ่อมาอ้างแล้วฉันจะกลัวแกอย่างนั้นหรือ ที่นี่คือบ้านของฉัน ฉันเป็นคนหาเงินมาเลี้ยงดูทุกคน แกมันก็แค่ตัวซวยที่ถูกไล่ออกไปแล้ว ออกไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ฉันจะให้คนมาลากคอแกออกไป"
จื่อเย่รีบเสริม "ใช่ แกมันหน้าด้านที่สุด กล้าดียังไงมาเหยียบย่ำหัวใจของเหลียนเหลียน แกไม่เห็นหรือไงว่าน้องร้องไห้จนตาบวมหมดแล้ว คนไร้หัวใจอย่างแกไม่สมควรเกิดมาเป็นลูกฉันเลยจริงๆ"
ซูหนิงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาของเธอฉายแววสมเพชเวทนาบุพการีทั้งสองอย่างปิดไม่มิด "ลูกงั้นหรือ พวกคุณเคยเห็นฉันเป็นลูกด้วยหรือไง ตั้งแต่เกิดมา พวกคุณก็เอาแต่เชื่อคำทำนายจอมปลอมของนักพรตสิบแปดมงกุฎ ทิ้งขว้างเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองแล้วไปคว้าเอาลูกนกกระจอกที่ไหนก็ไม่รู้มาชุบเลี้ยง หลงลืมแม้กระทั่งความถูกต้องและมโนธรรม"
"หุบปากเดี๋ยวนี้" ซูต้าตวาดลั่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด
"แกไม่มีสิทธิ์มาดูถูกเหลียนเหลียน เธอดีกว่าแกเป็นร้อยเท่าพันเท่า"
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจของซูต้ากลับสั่นคลอนอย่างรุนแรง เสียงด่าทอหยาบคายที่ดังขึ้นในหัวเมื่อครู่ยังคงดังก้องกังวานจนเขาสับสนไปหมด ซูเจียงเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน เขาเม้มริมฝีปากแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าซูเหลียนด้วยซ้ำ
"เอาล่ะ ในเมื่อพวกแกไม่ยอมออกไปดีๆ ฉันก็จะให้ยามมาลากตัวแกออกไปเอง" ซูเตียนหมดความอดทน เขาหันไปตะโกนสั่งคนรับใช้เสียงกร้าว "ไปเรียกยามหน้าประตูเข้ามา จับนังเด็กนี่โยนออกไปให้พ้นเขตคฤหาสน์ของฉัน ใครกล้าขัดคำสั่ง ฉันจะไล่ออกให้หมด"
เหล่าคนรับใช้มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าขยับตัว
พวกเขารู้ดีว่าซูหนิงถือจดหมายของย่าซูมาด้วย และนั่นหมายถึงคำสั่งของปู่ซูกงผู้เป็นดั่งประมุขสูงสุดของตระกูล
"มัวยืนบื้ออะไรกันอยู่ ฉันสั่งให้ไปเรียกยามไง" ซูเตียนคำรามลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด
"ใครหน้าไหนมันกล้าไล่หลานสาวของฉันออกจากบ้าน"
เสียงตวาดทรงอำนาจดังขึ้นจากทางประตูหน้า ทำเอาทุกคนในห้องโถงสะดุ้งสุดตัว ซูเตียนและจื่อเย่หน้าซีดเผือดลงทันตา หันขวับไปมองยังต้นเสียงด้วยความหวาดกลัว
ชายชราผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลา ทว่าดวงตากลับคมกริบดุจพญาเหยี่ยว ก้าวเท้าเข้ามาในคฤหาสน์ด้วยท่วงท่าสง่างามและน่าเกรงขาม ร่างกายที่เคยแข็งแรงแม้จะทรุดโทรมลงไปบ้าง แต่รังสีอำนาจที่แผ่ออกมากลับไม่ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ด้านหลังของเขามีผู้ติดตามและบอดี้การ์ดชุดดำเดินตามมาอย่างใกล้ชิด
ปู่ซูกงกลับมาแล้ว
"คุณพ่อ" ซูเตียนรีบวิ่งเข้าไปหาผู้เป็นพ่อด้วยท่าทีประจบประแจง
"คุณพ่อกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ทำไมไม่ส่งข่าวมาบอกก่อน ผมจะได้ให้คนไปรับ"
ปู่ซูกงตวัดสายตามองลูกชายคนโตด้วยความผิดหวังและโกรธเกรี้ยว "ถ้าฉันไม่กลับมาวันนี้ ฉันคงไม่ได้เห็นว่าแกกำลังจะสั่งให้คนมาลากคอหลานสาวแท้ๆ ของฉันออกไปจากบ้าน แกมันใช้ไม่ได้จริงๆ ซูเตียน เลี้ยงลูกจอมปลอมจนลืมลูกสาวของตัวเอง"
นังดอกบัวขาวหน้าชาหนึบ ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธแค้นและอับอาย ทว่าเธอกลับไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ได้แต่ก้มหน้าซ่อนแววตาอาฆาตมาดร้ายเอาไว้
ซูหนิงเดินเข้าไปหาชายชราอย่างช้าๆ เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบซองจดหมายสีน้ำตาลที่ย่าซูฝากฝังไว้ออกมายื่นให้ตรงหน้า
"คุณปู่คะ นี่คือจดหมายสั่งเสียฉบับสุดท้ายของคุณย่าค่ะ ท่านฝากให้หนูนำมามอบให้คุณปู่ด้วยตัวเอง" น้ำเสียงของซูหนิงอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่เคยมองคนตระกูลซูด้วยความเย็นชากลับแปรเปลี่ยนเป็นความเคารพรัก
ปู่ซูกงรับจดหมายมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ชายชราจ้องมองลายมือที่คุ้นเคยบนซองกระดาษด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรวดร้าวและรู้สึกผิด เขาค่อยๆ เปิดผนึกจดหมายออกอ่านอย่างตั้งใจ ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัดของทุกคนในห้องโถง
ยิ่งอ่าน เนื้อหาในจดหมายก็ยิ่งทำให้ใบหน้าของชายชราเคร่งเครียดและแดงก่ำด้วยความโกรธจัด มือหนาที่เหี่ยวย่นกำกระดาษแน่นจนสั่นระริก ดวงตาคมกริบตวัดมองซูเตียนและจื่อเย่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"พวกแกมันเดรัจฉาน" ปู่ซูกงตวาดลั่นเสียงดังกึกก้องไปทั่วคฤหาสน์
"จื่อเย่ ซูเตียน พวกแกทำกับเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองแบบนี้ได้อย่างไร พวกแกปล่อยให้ลูกสาวแท้ๆ ต้องไปตกระกำลำบากอยู่ที่เป่ยเจียง"
ซูเตียนและจื่อเย่ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว
"คุณพ่อครับ คุณพ่อใจเย็นๆ ก่อนนะครับ เรื่องนี้มันมีเหตุผลของมัน นักพรตหลงเหิงบอกว่า"
"หุบปาก" ปู่ซูกงตวาดสวนทันควัน
"อย่าเอาชื่อไอ้นักพรตจอมปลอมนั่นมาอ้างกับฉัน ย่าซูเขียนความจริงทุกอย่างเอาไว้ในจดหมายฉบับนี้หมดแล้ว พวกแกมันหูเบา โง่เขลาเบาปัญญา ถูกคนอื่นหลอกใช้แล้วยังไม่รู้ตัวอีก"
ชายชราหันกลับมามองซูหนิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและรักใคร่ เขายกมือขึ้นลูบศีรษะหลานสาวอย่างแผ่วเบา
"หนิงหนิง หลานปู่ ปู่ขอโทษที่ปล่อยให้หลานต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายพวกนี้เพียงลำพัง ปู่ผิดเองที่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับย่าของหลานไม่ได้ ปู่ขอโทษจริงๆ"
ซูหนิงส่ายหน้าไปมา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "คุณปู่ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ แค่คุณปู่ยอมรับหนู และทำตามคำขอสุดท้ายของคุณย่า แค่นี้หนูก็ดีใจมากแล้วค่ะ"
ปู่ซูกงพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น ชายชราหันกลับไปเผชิญหน้ากับทุกคนในโถงกว้างอีกครั้ง ประกาศิตอันทรงอำนาจดังก้องกังวาน สะท้อนไปทั่วทุกซอกทุกมุมของคฤหาสน์
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซูหนิงคือทายาท เพียงคนเดียวของตระกูลซู เธอจะต้องได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดประดุจเจ้าหญิง ใครที่กล้าขัดคำสั่ง หรือแสดงกิริยาก้าวร้าวต่อซูหนิง ฉันจะไล่มันออกจากบ้านและตัดออกจากกองมรดกทันที รวมไปถึงพวกแกด้วย ซูเตียน จื่อเย่ ซูต้า ซูเจียง และ ซูเหลียน"
ชื่อสุดท้ายที่ถูกเอ่ยออกมาทำเอาซูเหลียนสะดุ้งสุดตัว นัยน์ตาของนังดอกบัวขาวเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและหวาดหวั่น อำนาจที่เธอเคยมีในบ้านหลังนี้กำลังจะพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
"และที่สำคัญที่สุด" ปู่ซูกงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"ทรัพย์สมบัติทุกชิ้นของตระกูลซู ธุรกิจทุกอย่าง จะต้องถูกรวบรวมและเตรียมส่งมอบให้กับซูหนิงเมื่อถึงเวลาอันสมควร ไม่มีใครมีสิทธิ์แตะต้องสมบัติของตระกูลซูนอกจากทายาทแท้ๆ เท่านั้น"
ซูเตียนและจื่อเย่นิ่งอึ้งไปราวกับถูกสาป ซูต้าและซูเจียงก้มหน้าหลบสายตาด้วยความสับสน ส่วนซูเหลียนนั้นถึงกับทรุดตัวลงกองกับพื้น ใบหน้าจิ้มลิ้มซีดเผือดไร้สีเลือด แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและเคียดแค้น
