5
กลิ่นอบเชย กลิ่นน้ำตาลมะพร้าว เสียงหัวเราะอ่อนโยนของผู้เป็นแม่ ทุกอย่างยังชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา นอกจากสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุน ศรุตยังใช้เงินกว้านซื้อที่ดินหลายแห่งในต่างจังหวัด สร้างฟาร์มเกษตรอินทรีย์ รวบรวมพันธุ์ผักพื้นบ้าน สมุนไพรโบราณ และวัตถุดิบหายากที่กำลังจะสูญหาย ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายเดียว สืบทอดสิ่งที่แม่รัก
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก ปลายสายรับแทบจะทันที
"สวัสดีครับคุณชาย" เสียงผู้จัดการสมชายดังขึ้นด้วยความเคารพ
"ร้านรังสิยาเป็นอย่างไรบ้าง"
"ทุกอย่างเรียบร้อยครับ ตอนนี้การตกแต่งเสร็จสมบูรณ์แล้ว เชฟทุกคนทดสอบเมนูครบหมดแล้วครับ" สมชายหัวเราะเบา ๆ
"ทุกคนพูดเหมือนกันว่าอาหารของร้านเราอร่อยกว่าร้านดังหลายแห่งในกรุงเทพฯ เสียอีก"
ศรุตยิ้มบาง ๆ
"ดี"
"แล้วคุณชายจะยังไม่เปิดเผยตัวใช่ไหมครับ"
"ยัง" น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง
"ปล่อยให้รังสิยาเป็นร้านดัง แต่เจ้าของลึกลับ ไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นเจ้าของไปก่อน" สายตาคมกริบทอดมองเส้นขอบฟ้านอกกระจก
"วันหนึ่ง ร้านนี้จะทวงทุกอย่างคืนมา"
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
"ส่งคนไปสืบร้านศรีกานดาด้วย ฉันอยากรู้ความเคลื่อนไหวของพวกมันทุกฝีก้าว"
"รับทราบครับคุณชาย"
สายถูกตัดลง ศรุตเดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกบานสูง เบื้องล่างคือมหานครอันกว้างใหญ่ ผู้คนมากมายกำลังใช้ชีวิตตามปกติ แต่สำหรับเขา
เกมเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น สิบกว่าปีที่ผ่านมา เขายอมถูกเหยียบย่ำ ยอมถูกดูถูก ยอมให้ทุกคนมองว่าเป็นคนไร้ค่า เพื่อรอวันที่เหมาะสม วันที่เขาจะเปิดไพ่ทุกใบบนโต๊ะ และเมื่อวันนั้นมาถึง คนที่เคยหัวเราะเยาะเขา จะไม่มีแม้แต่โอกาสได้ตั้งตัว
สายน้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยายังคงเคลื่อนตัวอย่างเนิบช้า สะท้อนแสงแดดยามสายระยิบระยับราวเกล็ดแก้ว
บรรยากาศรอบเรือนไทยโบราณของคุณยายอุ่นเรือนยังคงสงบงามดังเช่นทุกวัน
เรือนไม้สักหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำ รายล้อมด้วยสวนดอกไม้ไทยนานาพรรณ กลิ่นร่ำ กลิ่นมะลิ และกลิ่นจำปีอ่อน ๆ ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
ใต้ศาลาริมน้ำ สาวน้อยอัญชันกำลังนั่งพับเพียบอย่างเรียบร้อยอยู่บนตั่งไม้สัก
หญิงสาวเติบโตขึ้นเป็นกุลสตรีที่งดงามสมวัย ผิวพรรณผุดผ่อง ใบหน้าหวานละมุน ดวงตาคู่สวยสงบนิ่งดุจสายน้ำยามเช้า ท่วงท่าทุกอิริยาบถเต็มไปด้วยความอ่อนช้อยและนุ่มนวล ปลายนิ้วเรียวกำลังร้อยพวงมาลัยดอกมะลิสลับดอกจำปีอย่างประณีต
ข้างกายของเธอมีผ้าเช็ดหน้าสีกรมท่าผืนหนึ่งวางอยู่ มุมผ้าถูกปักอักษรไทยตัวเดียวด้วยด้ายสีเงิน
“ศ”
อัญชันทอดสายตามองตัวอักษรนั้นอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
สิบกว่าปีที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้พบหน้ากัน แต่เธอไม่เคยลืมหม่อมราชวงศ์ศรุตเลยแม้แต่วันเดียว
จดหมายทุกฉบับยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี คำปลอบโยน คำให้กำลังใจ และความฝันในอนาคตที่เขาเขียนส่งมา ยังคงอยู่ในความทรงจำของเธอเสมอ
อัญชันรู้ดีว่าเบื้องหลังภาพลักษณ์คนเหลวไหลที่คนทั้งกรุงเทพฯ พูดถึงนั้น แท้จริงแล้วศรุตกำลังอดทนต่อสู้กับอะไรอยู่ และนั่นยิ่งทำให้เธอเชื่อมั่นในตัวเขามากขึ้นทุกวัน
เขาเรียนเก่งเธอก็รับรู้ เขาลงทุนประสบความสำเร็จเธอก็ทราบมาโดยตลอด เขาเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารเธอก็คอยช่วยสนับสนุนเขาตั้งแต่แรก เรื่องวัตถุดิบสดใหม่และปลอดสารพิษ เธอรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับศรุต เธอโดนสลับคู่หมั้นก็รับรู้มาโดยตลอด แต่เธอไม่รีบร้อน ไม่โวยวาย บิดามารดาเองก็ไม่อยากหักหน้าบิดาของศรุต จึงยังนิ่งสงบอยู่ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน ชาตินี้เธอไม่มีวันแต่งงานกับรังสรรค์แน่นอน แต่ยังปฏิเสธตรงๆ ไม่ได้ รอให้ถึงเวลาของมันทุกอย่างก็จะเรียบร้อยเอง เธอเชื่อว่าศรุตกับเธอจะฟันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน
“แม่อัญ” เสียงเรียกของอัมพรดังขึ้นจากตัวเรือน
“มีแขกมาหาจ้ะลูก” อัญชันวางเข็มร้อยมาลัยลงอย่างเรียบร้อย ก่อนลุกขึ้นยืน ไม่นานนัก อาทิตย์ ผู้เป็นบิดา และอัครพล พี่ชายคนโต ก็เดินตามลงมายังศาลาริมน้ำ
ขณะเดียวกัน คุณยายอุ่นเรือนก็ก้าวนำแขกผู้มาเยือนเข้ามา
ทันทีที่เห็นใบหน้าของคนเหล่านั้น ดวงตาของอัญชันก็เย็นลงเล็กน้อย
รสสุคนธ์และรังสรรค์ สองแม่ลูกจากคฤหาสน์รังสิโยภาส
รสสุคนธ์สวมชุดผ้าไหมสีสดจัดจนสะดุดตา เครื่องประดับทองคำพราวไปทั้งตัว ส่วนรังสรรค์อยู่ในชุดสูทราคาแพง ดูภูมิฐานภายนอก แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความทะนงตน
ทันทีที่สายตาของรังสรรค์ตกลงบนร่างของอัญชัน ชายหนุ่มก็เผลอชะงัก หญิงสาวตรงหน้างดงามยิ่งกว่าที่เขาจำได้หลายเท่า ไม่ใช่เพียงความงามภายนอก แต่เป็นความสง่างามที่เกิดจากการอบรมเลี้ยงดู ความงามที่ทำให้หญิงสาวคนอื่นดูด้อยลงไปทันที
ทว่าขณะที่รังสรรค์กำลังลอบมองด้วยความพึงพอใจ อัญชันกลับเงยหน้าขึ้นสบตา แววตาของเธอสงบนิ่ง สุภาพแต่ห่างเหิน จนรังสรรค์รู้สึกเหมือนถูกสาดน้ำเย็นใส่หน้า
“แหม... คุณพี่อัมพร” รสสุคนธ์รีบเอ่ยขึ้น
“แม่อัญยิ่งโตก็ยิ่งงามนะคะ ทั้งสวย ทั้งเรียบร้อย สมเป็นกุลสตรีจริง ๆ”
อัมพรเพียงยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ตอบรับคำประจบประแจงนั้น ส่วนคุณยายอุ่นเรือนมองแขกทั้งสองอย่างนิ่งเฉย
“มีธุระอะไรก็ว่ามาเถอะ” น้ำเสียงของหญิงชราสงบแต่ทรงอำนาจ
“คนอย่างเธอคงไม่ได้เดินทางมาถึงอยุธยาเพียงเพื่อชมหลานฉันหรอก”
รสสุคนธ์หัวเราะแห้ง ๆ ก่อนถอนหายใจยาวราวกับกำลังแบกรับความทุกข์หนัก
“ก็เรื่องสัญญาหมั้นระหว่างสองตระกูลนั่นแหละค่ะ”
อัญชันช้อนสายตาขึ้นเล็กน้อย มือเรียวกำผ้าเช็ดหน้าแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ตารุตตอนนี้แย่มากค่ะ” รสสุคนธ์เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“เรียนก็ไม่จบ วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่น ใช้เงินเก่ง ล่าสุดยังเถียงท่านชายจนถูกขว้างหนังสือใส่ หางคิ้วแตกเลือดอาบ แต่ก็ยังไม่สำนึก”
อัญชันนิ่งฟัง หัวใจกลับบีบรัดแน่นขึ้น
หางคิ้วแตก... เธอไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ในจดหมาย
หญิงสาวรู้ดีว่าศรุตไม่มีทางเป็นอย่างที่รสสุคนธ์กล่าวหา แต่ยิ่งรู้เช่นนั้น ก็ยิ่งเข้าใจว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาต้องเผชิญอะไรบ้าง
“คนแบบนั้น” รสสุคนธ์กล่าวต่อ
“ไม่เหมาะจะมาเป็นคู่ครองของแม่อัญหรอกค่ะ ก็อย่างที่คุย ๆ กันว่าสองตระกูลจะดองกัน ตาสรรค์ก็แทนตารุตได้นะคะ” ก่อนหน้านี้ก็เคยเกริ่นไปแล้ว ทุกคนรู้ดี แต่รอบนี้มาเพื่อรุก
อากาศรอบศาลาดูเย็นลงเล็กน้อย อัครพลขมวดคิ้วทันที อัมพรเองก็มีสีหน้าไม่พอใจ ส่วนคุณยายอุ่นเรือนเพียงจิบชาอย่างสงบ
