บทย่อ
สิบปีที่เขายอมสวมหน้ากากเป็น ‘คุณชายคนเหลวไหล’ ไร้อนาคตในสายตาของบิดา ยอมถูกแม่เลี้ยงและพี่ชายต่างมารดาแย่งชิงมรดก และเหยียบย่ำจนจมดิน โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้ท่าทางไร้น้ำยานั้น ‘หม่อมหลวงศรุต’ คือเสือซ่อนเล็บ... เซียนหุ้นพันล้านผู้กุมหมากกระดานล้างแค้นไว้ในมือ! เมื่อสองแม่ลูกใจบาปวางแผนบิดเบือนสัญญาหมั้น หวังฮุบขุมทรัพย์ของตระกูลเศรษฐีใหญ่ โดยการเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวจากเขาไปเป็นพี่ชายคนโปรด แต่พวกมันคงลืมไปว่า... ของที่เป็นของเขาอย่างไรก็ต้องเป็นของเขา รวมถึง ‘อัญชัน’ กุลสตรีหน้านิ่งผู้เป็นยอดดวงใจที่เขาเฝ้ารอมานานนับสิบปี! ในวันที่หน้ากากคนชั่วถูกกระชากขาดวิ่นกลางที่ว่าการอำเภอ ปฏิบัติการตัดท่อน้ำเลี้ยงลากคนเลวลงนรกจึงเริ่มต้นขึ้น!
1
กลิ่นอบเชย โป๊ยกั๊ก และน้ำตาลมะพร้าวที่กำลังเคี่ยวจนข้นเหนียวลอยอวลไปทั่วห้องเครื่องกว้างขวางของคฤหาสน์รังสิโยภาส แสงแดดยามบ่ายทอดผ่านบานหน้าต่างไม้สัก ส่องกระทบเครื่องถ้วยเบญจรงค์ลวดลายวิจิตรที่จัดวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ งดงามราวภาพในวันวาน
หม่อมหลวงศรีกานดา รังสิโยภาส ในชุดลูกไม้สีขาวนวลยืนอยู่ข้างเตาไฟ ใบหน้างดงามแต้มรอยยิ้มอ่อนโยน ขณะที่มือเรียวประคองมือเล็กของบุตรชายเพียงคนเดียวอย่างทะนุถนอม
“จำไว้นะชายรุต เสน่ห์ของอาหารไทยโบราณสูตรชาววังไม่ได้อยู่ที่ความรวดเร็ว แต่อยู่ที่ความพิถีพิถัน และการให้เกียรติวัตถุดิบ” น้ำเสียงของผู้เป็นแม่อ่อนโยนราวสายลม
“อาหารทุกจานมีชีวิต มีจิตวิญญาณ ถ้าใจของคนทำไม่สงบ รสชาติของอาหารก็จะหม่นมัวตามไปด้วย เพราะฉะนั้นก่อนจะลงมือทำอาหาร เราต้องทำใจของเราให้สะอาดเสียก่อน” เด็กชายตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมองมารดา ดวงตากลมโตใสสะอาดเปล่งประกายตั้งใจฟัง
หม่อมราชวงศ์ศรุต รังสิโยภาส หรือคุณชายรุต ในวัยเพียงเจ็ดขวบรักห้องเครื่องแห่งนี้ยิ่งกว่าสถานที่ใดในโลก เขารักกลิ่นหอมของสมุนไพรไทย รักเสียงครกหินกระทบสาก และรักช่วงเวลาที่ได้อยู่เคียงข้างมารดา
“รุตจะจำไว้ครับท่านแม่” เด็กชายพยักหน้าอย่างแข็งขัน
“รุตจะทำแกงรัญจวนถ้วยนี้ให้ท่านพ่อทานตอนเย็นครับ” ศรีกานดาหัวเราะเบา ๆ ก่อนลูบศีรษะบุตรชายอย่างเอ็นดู
“เก่งมากลูก” รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้าของเธอ ทว่าในส่วนลึกของดวงตากลับมีเงาความหม่นเศร้าซ่อนอยู่ เงาที่เด็กชายตัวน้อยไม่มีวันมองเห็น
เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ ห้องอาหารใหญ่ของคฤหาสน์สว่างไสวด้วยแสงจากโคมระย้าคริสตัล สำรับอาหารไทยถูกจัดวางอย่างประณีต กลางโต๊ะมีแกงรัญจวนที่ศรุตช่วยมารดาทำตั้งแต่บ่าย
เด็กชายนั่งตัวตรงด้วยความตื่นเต้น คอยชะเง้อมองไปทางประตู
กระทั่งหม่อมเจ้าภานุพงศ์ รังสิโยภาส ก้าวเข้ามา
ชายวัยกลางคนผู้มีบุคลิกสง่างามในชุดสูทสีเข้มเดินผ่านโต๊ะอาหารด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อเห็นภรรยาและบุตรชายนั่งรออยู่ เขากลับหลบสายตาเสียอย่างนั้น
“คุณพี่คะ” ศรีกานดาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“กานดากับตารุตช่วยกันทำแกงรัญจวน คุณพี่ลองชิมสักหน่อยนะคะ” เธอเลื่อนถ้วยแกงไปตรงหน้าสามี กลิ่นหอมของสมุนไพรลอยกรุ่นขึ้นมา
ภานุพงศ์มองเพียงครู่เดียว ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ฉันทานมาจากข้างนอกแล้ว พวกเธอทานกันเถอะ ฉันมีงานต้องเคลียร์” พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินขึ้นชั้นบนทันที ไม่มีแม้แต่จะนั่งลง ไม่มีแม้แต่จะมองหน้าลูกชาย
เมื่อเสียงฝีเท้าหายลับไปบนชั้นสอง ความเงียบเย็นเยียบก็เข้าปกคลุมทั่วห้องอาหาร
ศรุตก้มมองแกงรัญจวนในถ้วย ความตื่นเต้นเมื่อครู่เลือนหายไปจนหมด
“ท่านแม่ครับ ท่านพ่อไม่ชอบแกงของรุตเหรอครับ” คำถามใสซื่อทำให้หัวใจของศรีกานดาบีบรัด
เธอรีบเบือนหน้าหนี แต่หยดน้ำตากลับไหลร่วงลงมาก่อน
เมื่อเช้านี้เอง เธอได้รับซองจดหมายปริศนา ภายในมีภาพถ่ายหลายใบ ภาพของสามีที่กำลังโอบกอดหญิงสามัญชนคนหนึ่งด้วยท่าทีอ่อนโยน
หญิงคนนั้นชื่อ รสสุคนธ์ และข้างกายของรสสุคนธ์ มีเด็กชายวัยประถมยืนอยู่ เด็กคนนั้นชื่อ รังสรรค์ ลูกชายอีกคนของสามีเธอ ลูกที่เกิดก่อนศรุตถึงหนึ่งปี ความจริงนั้นเปรียบเสมือนมีดคมที่กรีดลึกลงบนหัวใจของเธอ
ศรีกานดาหลับตาแน่น ก่อนดึงบุตรชายเข้ามากอด
“ไม่ใช่เพราะแกงของลูกหรอกจ้ะ” เสียงเธอสั่นเครือ
“ลูกอยู่ตรงนี้ก่อนนะ แม่มีเรื่องสำคัญต้องคุยกับท่านพ่อ” ไม่นานหลังจากนั้น เสียงทะเลาะรุนแรงก็ดังมาจากห้องทำงานบนชั้นสอง
ศรุตค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดด้วยความหวาดกลัว
เขาแง้มประตูออกเล็กน้อย ภาพที่เห็นทำให้หัวใจดวงน้อยสั่นสะท้าน
มารดาของเขายืนตัวสั่น น้ำตาไหลอาบแก้ม ส่วนบิดายืนกอดอกด้วยสีหน้าเย็นชา
“คุณพี่หลอกกานดา!”
ศรีกานดาตวาดทั้งน้ำตา
“คุณพี่มีผู้หญิงอีกคนก่อนแต่งงานกับกานดา มีลูกด้วยกันก่อนแต่งงานด้วยซ้ำ ที่คุณพี่ยอมแต่งงานกับกานดาเพราะหวังมรดกใช่ไหมคะ”
“พูดให้มันดี ๆ หน่อย” ภานุพงศ์ตวาดกลับ
“รสสุคนธ์เคยช่วยชีวิตฉันไว้ หล่อนเป็นเมียฉันเหมือนกัน และตาสรรค์ก็เป็นลูกชายคนโตของฉัน”
“แล้วกานดากับตารุตล่ะคะ” ศรีกานดาถามกลับทั้งน้ำตา
“พวกเราเป็นอะไรในสายตาคุณพี่” ภานุพงศ์ถอนหายใจอย่างรำคาญ
“ถ้าหล่อนรับไม่ได้ก็เรื่องของหล่อน” คำตอบนั้นราวกับค้อนหนักทุบลงกลางหัวใจ
“แต่อย่ามาใช้อารมณ์ใส่ฉันในบ้านหลังนี้”
ศรีกานดายืนนิ่ง ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความรักค่อย ๆ ว่างเปล่า เธอมองหน้าสามีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหมุนตัววิ่งออกจากห้อง
“ท่านแม่!” ศรุตร้องเรียกสุดเสียง แต่ศรีกานดาไม่ได้ยินอีกแล้ว
เธอวิ่งฝ่าความมืดออกไปยังลานจอดรถ สตาร์ทรถยนต์และขับออกจากคฤหาสน์ด้วยหัวใจที่แตกสลาย ไม่นานนัก สายฝนก็กระหน่ำลงมาราวกับฟ้ากำลังร่ำไห้
หนึ่งชั่วโมงต่อมา โทรศัพท์ภายในคฤหาสน์ก็ดังขึ้น
ภานุพงศ์เป็นผู้รับสาย เพียงไม่กี่วินาที สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
โทรศัพท์หลุดจากมือกระแทกพื้น คนรับใช้ต่างพากันแตกตื่น เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ลื่นไถลตกข้างทาง
หม่อมหลวงศรีกานดา รังสิโยภาส เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
ศรุตทรุดตัวลงนั่งอยู่มุมห้องโถง โลกทั้งใบของเด็กชายวัยเจ็ดขวบพังทลายลงในค่ำคืนเดียว
เขาร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง ร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตาให้ไหลอีก
ภาพสุดท้ายที่ยังคงชัดเจนในความทรงจำ คือรอยยิ้มอ่อนโยนของมารดาในห้องเครื่อง และอ้อมกอดอบอุ่นที่ไม่มีวันได้สัมผัสอีกแล้ว เด็กชายค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองบิดา แล้วต้องชะงัก เพราะในดวงตาของภานุพงศ์ ไม่มีน้ำตา ไม่มีความโศกเศร้า ไม่มีแม้แต่ความเสียใจ มีเพียงความเงียบงัน และลมหายใจยาวราวกับคนที่เพิ่งปลดภาระหนักอึ้งออกจากบ่า

