6
“แล้วเธอต้องการอะไรกันแน่” หญิงชราถามตรง ๆ
รสสุคนธ์รีบยิ้ม
“ดิฉันปรึกษากับท่านชายพงศ์แล้วค่ะ” หล่อนหันไปสะกิดลูกชาย
“เราอยากเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวกันให้ชัดเจนจริงจัง”
รังสรรค์ยืดตัวขึ้นทันที
“ผมเองก็ยินดีครับ” ชายหนุ่มส่งรอยยิ้มที่คิดว่าดูดีที่สุดให้อัญชัน
“ตอนนี้ผมเรียนจบจากต่างประเทศแล้ว กำลังช่วยบริหารร้านศรีกานดา ธุรกิจกำลังเติบโตอย่างมาก ได้วัตถุดิบจากสวนของคุณยายก็ยิ่งทำให้อาหารขายดิบขายดีมากขึ้นไปอีกครับ” ประโยคนั้นทำให้อัญชัญยกมุมปากขึ้น การส่งวัตถุดิบให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ สองแม่ลูกคือคนที่ทำร้ายคู่หมั้นของเธอจนแทบกระอัก เหยียบเสียจนจมดิน เธอก็จะส่งสองแม่ลูกขึ้นไปสู่ที่สูง แล้วเดี๋ยวจะให้ตกลงมาจนเจ็บหนัก
รังสรรค์เว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงโอหัง
“ผมเชื่อว่าผมดูแลน้องอัญได้ดีกว่าไอ้รุตแน่นอนครับ” อัญชันแทบไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่ในใจกลับรู้สึกขบขัน
ร้านศรีกานดาที่อีกฝ่ายกำลังโอ้อวดนั้น ศรุตเคยเขียนเล่าให้เธอฟังในจดหมายแล้วว่าเริ่มมีปัญหาหลายอย่างจากการบริหารผิดพลาด แต่ก็ยังประคับประคองเอาหน้าไปได้ เพราะวัตถุดิบคุณภาพดีที่เธอส่งให้ ถ้าสายป่านนี้ขาดลง เธอก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะโอ้อวดได้อีกไหม
รังสรรค์กำลังภูมิใจในสิ่งที่กำลังร้าวจากภายในโดยไม่รู้ตัว คุณยายอุ่นเรือนหันมองหลานสาว
“แม่อัญ เจ้าว่าอย่างไร”
ทุกสายตาหันมาที่อัญชันทันที หญิงสาวค่อย ๆ วางผ้าเช็ดหน้าลงบนตัก ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างสง่างาม
“เรื่องการแต่งงานเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ค่ะ”
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล แต่หนักแน่น
“อัญเคารพการตัดสินใจของคุณพ่อ คุณแม่ และคุณยายเสมอ”
รสสุคนธ์เริ่มยิ้มกว้าง คิดว่าตนเองกำลังจะประสบความสำเร็จ แต่อัญชันกล่าวต่อ
“แต่อัญเชื่อในคำสัตย์ของตระกูลรังสิโยภาส”
ดวงตาคู่สวยทอดมองออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา
“สิ่งใดเป็นของผู้ใดโดยชอบธรรม วันหนึ่งย่อมกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริง” คำพูดนั้นทำให้คุณยายอุ่นเรือนกับอัมพรสบตากัน ราวกับเข้าใจบางอย่างทันที แต่รสสุคนธ์กลับตีความไปอีกแบบ
หล่อนรีบหันไปยิ้มให้ลูกชาย
“เห็นไหมล่ะตาสรรค์ แม่อัญไม่ได้ขัดข้องอะไรเลย”
จากนั้นจึงหันกลับมาหาเจ้าของบ้าน
“เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย ท่านชายพงศ์อยากให้ตาสรรค์กับแม่อัญไปจดทะเบียนสมรสกันก่อนค่ะ อีกเดือนค่อยจัดพิธีหมั้นและงานแต่งตามประเพณี แต่สุ มาคุย ๆ ไว้ก่อน ท่านชายติดธุระไม่ได้มาด้วย คุณยายคงไม่ถือสานะคะ”
ไม่มีมารยาท อัมพรตำหนิในใจ แต่ก็ไม่อยากเสียมารยาทมากนัก อย่างไรเสียทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามแผน
อาทิตย์กับอัครพลหันมามองหน้ากัน แม้จะไม่ชอบท่าทางของรังสรรค์นัก แต่เมื่ออีกฝ่ายอ้างชื่อหม่อมเจ้าภานุพงศ์ และอัญชันก็ยังสงบนิ่ง ผู้ใหญ่ทั้งบ้านจึงยังไม่โต้แย้ง
“ถ้าท่านชายพงศ์เห็นชอบ” อาทิตย์กล่าวเรียบ ๆ
“ทางเราก็ไม่ขัด” รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของรสสุคนธ์ทันที หล่อนรีบสะกิดลูกชายให้ก้มลงกราบผู้ใหญ่ ในใจเต็มไปด้วยความลำพอง
หล่อนเชื่อว่าตนกำลังจะได้ทั้งสะใภ้ผู้เพียบพร้อม ได้ทั้งที่ดินของคุณยายอุ่นเรือน และตัดอนาคตของศรุตได้ในคราวเดียว แต่สิ่งที่รสสุคนธ์ไม่มีวันรู้ก็คือ การบิดเบือนสัญญาหมั้นในวันนี้ กำลังกลายเป็นเชือกเส้นใหญ่ที่ค่อย ๆ รัดคอตัวเอง และเมื่อถึงวันที่ความจริงเปิดเผย เชือกเส้นนั้นจะลากสองแม่ลูกดิ่งลงสู่เหวลึกที่ไม่มีวันปีนกลับขึ้นมาได้อีก
วันนัดหมายเจรจาข้อตกลงและเตรียมพิธีหมั้นมาถึงเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด
ภายในห้องรับรองของสถานที่นัดหมาย บรรยากาศถูกจัดเตรียมไว้อย่างหรูหราเกินความจำเป็น โซฟาหลุยส์ตัวยาวถูกนำมาวางไว้กลางห้อง แจกันดอกไม้ราคาแพงตั้งอยู่บนโต๊ะกระจกเงาวับ ราวกับรสสุคนธ์ตั้งใจให้ทุกคนรับรู้ว่าวันนี้มิใช่เพียงเจรจาข้อตกลงธรรมดาแต่เป็นวันประกาศชัยชนะของนางและลูกชาย
รสสุคนธ์นั่งเชิดหน้าอยู่บนโซฟา พัดในมือขยับขึ้นลงอย่างมีจริต ดวงตาเปล่งประกายลำพองใจทุกครั้งที่มองไปยังรังสรรค์
บุตรชายของนางอยู่ในชุดสูทตัดเย็บอย่างดี ใบหน้าประดับรอยยิ้มมั่นใจเกินพอดี เขานั่งไขว่ห้างราวกับตนเองคือเจ้าบ่าวผู้สูงส่งที่ทุกคนต้องแย่งชิง
หม่อมเจ้าภานุพงศ์นั่งอยู่ด้านหน้า สีหน้าเรียบเฉยติดรำคาญ ราวกับอยากให้การพูดคุยทั้งหมดจบลงโดยเร็ว
ส่วนอีกมุมหนึ่งของห้อง หม่อมราชวงศ์ศรุตยืนพิงผนังเงียบ ๆ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเรียบ ดูธรรมดาจนแทบไม่เหมาะกับงานสำคัญเช่นนี้ หางคิ้วยังมีรอยแผลจาง ๆ จากวันที่ถูกบิดาขว้างหนังสือใส่
ในสายตาของคนส่วนใหญ่ เขาเป็นเพียงลูกชายคนเล็กผู้ไร้อนาคต เป็นเงามืดที่ไม่มีใครใส่ใจ แต่ในสายตาของอัญชัน เขาไม่เคยเป็นเช่นนั้น
เมื่อครอบครัววรโชติเมธีก้าวเข้ามาในห้อง รสสุคนธ์ก็รีบลุกขึ้นต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้าง
อาทิตย์เดินนำเข้ามาก่อน ตามด้วยอัมพร อัครพล และอัญชัน
วันนี้หญิงสาวอยู่ในชุดไทยประยุกต์สีครีม งดงามละมุนราวดอกจำปีแรกแย้ม ใบหน้าของเธอนิ่งสงบ กิริยาเรียบร้อยหมดจด ทว่าดวงตาคู่สวยกลับมีความหนักแน่นซ่อนอยู่ลึก ๆ
อัญชันเหลือบมองไปทางศรุตเพียงชั่วครู่ รอยแผลที่หางคิ้วของเขาทำให้หัวใจของเธอปวดหนึบ
ศรุตสบตากลับมา แววตาคมลึกของเขาส่งถ้อยคำเงียบงันที่มีเพียงเธอเข้าใจ
พี่ไม่เป็นไร อดทนไว้ก่อนนะน้องอัญ
อัญชันเม้มริมฝีปากเบา ๆ ก่อนเบือนหน้ากลับมา
“มากันพร้อมหน้าแล้วนะคะ” รสสุคนธ์เอ่ยเสียงหวาน
“วันนี้ตาสรรค์เตรียมปากกาปลอกทองไว้เซ็นชื่อในเอกสารข้อตกลงแล้วค่ะ รับรองว่าสะใภ้คนนี้ ตระกูลรังสิโยภาสจะดูแลอย่างดีที่สุด”
ภานุพงศ์ถอนหายใจ
“รีบ ๆ จัดการให้มันจบเรื่องเถอะ ฉันอยากกลับไปพัก” แล้วสายตาของเขาก็ตวัดไปทางศรุต
“เห็นหน้าไอ้ลูกไม่รักดีแล้วขวางหูขวางตา”
ศรุตก้มหน้าลงเล็กน้อย แสร้งทำเหมือนไม่ได้ยิน
รังสรรค์ยิ้มเยาะ ก่อนเจ้าหน้าที่ทะเบียนจะเดินเข้ามาพร้อมเอกสาร
บรรยากาศในห้องเริ่มเงียบลง เจ้าหน้าที่วางเอกสารลงบนโต๊ะ
“หากพร้อมแล้ว เชิญฝ่ายชายลงชื่อในเอกสารบันทึกข้อตกลงหมั้นหมายก่อนครับ”
รังสรรค์ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ เขาคว้าปากกาปลอกทองขึ้นมา จงใจหันไปมองศรุตด้วยสายตาเยาะหยัน ก่อนจะก้มลงเตรียมจรดปลายปากกา แต่ยังไม่ทันที่หมึกจะสัมผัสกระดาษ เสียงเอะอะจากด้านนอกก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงรองเท้าส้นสูงกระแทกพื้นหินอ่อนอย่างเร่งร้อน
ประตูห้องรับรองถูกผลักเปิดออกอย่างแรง
“หยุดเดี๋ยวนี้นะคะ!” ทุกสายตาหันไปมองพร้อมกัน
หญิงสาวคนหนึ่งพุ่งเข้ามาในห้องด้วยสภาพน้ำตานองหน้า ผมเผ้ายุ่งเหยิง ริมฝีปากสั่นระริก
ราตรีคือลูกสาวแม่บ้านในคฤหาสน์รังสิโยภาส นางวิ่งตรงเข้าไปกอดแขนรังสรรค์ไว้แน่น
