4
ศรุตเขียนจดหมายตอบกลับทุกฉบับ เล่าเรื่องตำราอาหารของมารดา เล่าเรื่องการลงทุนที่กำลังศึกษา เล่าเรื่องความฝันในอนาคต และทุกฉบับขึ้นต้นด้วยคำเรียกเพียงคนเดียวเท่านั้น
ถึงน้องอัญ คนสำคัญของพี่
จดหมายเหล่านั้นค่อย ๆ หล่อหลอมความผูกพันในวัยเยาว์ให้กลายเป็นความรักที่มั่นคง ไม่ใช่เพียงสัญญาหมั้นหมายของผู้ใหญ่ แต่เป็นหัวใจสองดวงที่เลือกกันและกันมาตั้งแต่วันที่ชีวิตของเด็กชายคนหนึ่งมืดมนที่สุด
หลายปีผ่านไป…
กาลเวลาพัดพาความสูญเสียให้จางลงในสายตาของผู้คน แต่ไม่เคยลบเลือนออกไปจากหัวใจของหม่อมราชวงศ์ศรุต รังสิโยภาส
คฤหาสน์รังสิโยภาสยังคงตั้งตระหง่านสง่างามเช่นเดิม ทว่าภายในกลับเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
รสสุคนธ์กลายเป็นผู้หญิงที่มีอำนาจมากที่สุดในบ้าน รังสรรค์กลายเป็นลูกชายคนโตที่ทุกคนต่างประคบประหงม ส่วนชื่อของหม่อมหลวงศรีกานดาถูกผลักให้เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คนทีละน้อย
ยกเว้นเพียงคนเดียว หม่อมราชวงศ์ศรุต ชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดปีผู้ยังคงจดจำทุกอย่างได้อย่างชัดเจน
เขาเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มรูปงาม ร่างสูงสง่า ใบหน้าคมคายและดวงตาลึกซึ้งราวกับซ่อนเรื่องราวเอาไว้นับพัน แต่ในสายตาของคนในบ้าน โดยเฉพาะหม่อมเจ้าภานุพงศ์ ศรุตคือความล้มเหลว คือความน่าผิดหวัง คือบุตรชายที่ไม่มีอนาคต
"แกมันก็ดีแต่ผลาญเงิน!" เสียงตวาดดังสนั่นไปทั่วห้องโถงใหญ่
ภานุพงศ์ขว้างเอกสารชุดหนึ่งลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า
"เรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังแท้ ๆ ยังเรียนไม่จบ แกเคยทำอะไรให้ฉันภูมิใจบ้างไหม"
ศรุตยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ใบหน้าสงบจนดูคล้ายคนหมดอาลัยตายอยาก
"ดูตาสรรค์ไว้บ้าง" ภานุพงศ์ชี้ไปทางรังสรรค์
"เรียนจบจากต่างประเทศ กลับมาช่วยบริหารธุรกิจของครอบครัว ขยายร้านศรีกานดาไปตั้งกี่สาขาแล้ว"
รังสรรค์ยืนกอดอกอยู่ข้างมารดา ใบหน้าหล่อเหลาตามวัยแต้มรอยยิ้มเยาะหยัน ราวกับกำลังดูตัวตลกแสดงอยู่ตรงหน้า รสสุคนธ์รีบเดินเข้ามาลูบแขนสามี
"ใจเย็น ๆ เถอะค่ะท่านชาย หม่อมฉันเองก็พยายามเตือนคุณชายรุตหลายครั้งแล้ว แต่เด็กสมัยนี้รักอิสระ จะไปบังคับมากก็คงไม่ได้"
หล่อนหันมายิ้มให้ศรุต เป็นรอยยิ้มที่ซ่อนความสะใจเอาไว้จนมิด
"อย่างน้อยเราก็ยังมีตาสรรค์เป็นความภาคภูมิใจของตระกูลนะคะ" คำพูดนั้นเหมือนตอกย้ำสถานะของศรุตให้ต่ำลงอีกขั้น
แต่ชายหนุ่มกลับไม่โต้เถียง เขาเพียงก้มหน้าลงเล็กน้อย ทำตัวเหมือนคนหมดหนทาง
"ครับ ท่านพ่อก็รวยอยู่แล้ว ผมไม่ต้องเรียน ไม่ต้องทำงานก็มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต ผมจะดิ้นรนไปทำไมกันครับ" เสียงตอบรับเรียบเฉย
“ไอ้ลูกเวร” อีกฝ่ายเขวี้ยงหนังสือที่ถืออยู่ใส่หน้าลูกชายคนเล็ก มุมหนังสือโดนหางคิ้วจนแตก เลือดไหลซิป ศรุตเพียงยกมือขึ้นแตะเบาๆ ก่อนจะแค่นยิ้ม
“ท่านพ่อพูดจบใช่ไหมครับ คนไม่เอาไหนคนนี้ง่วงนอน เมื่อคืนเล่นเกมจนดึก ง่วงมากๆ เลยตอนนี้” เขาหาวหวอด ๆ ความไม่เอาไหนเช่นนี้ทำให้คนเป็นพ่อโมโห แต่ผู้เป็นแม่เลี้ยงกลับชอบใจ เหมือนกำจัดเสี้ยนหนามไปให้พ้นทางลูกชายของตนได้สำเร็จ
ภานุพงศ์ยิ่งมองหน้าลูกชายคนเล็กก็ยิ่งหงุดหงิด
"แก แก!” อีกฝ่ายชี้นิ้วสั่นระริก
ศรุตถอนหายใจยาว
"งั้นผมขอตัวออกไปข้างนอกนะครับ"
"ไปเลย แกจะไสหัวไปไหนก็ไปเลย"
ภานุพงศ์สะบัดมือ
“เงินผมหมดแล้ว พ่อโอนให้ด้วยนะครับ ตอนนี้เงินไม่พอใช้”
“ไอ้ลูกชั่ว แกจะไปทำอะไรที่ไหนก็ไป ฉันละเอือมระอาแกเต็มที"
รังสรรค์กับรสสุคนธ์สบตากัน รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏขึ้นบนใบหน้าทั้งคู่
หลายปีที่ผ่านมา พวกเขาค่อย ๆ ทำให้ทุกคนเชื่อว่าศรุตเป็นคนไร้อนาคต และดูเหมือนจะไม่มีใครสงสัยอีกแล้ว แม้แต่บิดาของเขาเอง
ศรุตหมุนตัวเดินออกจากคฤหาสน์เงียบ ๆ ท่ามกลางสายตาดูแคลนของทุกคน แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูรั้วเหล็กบานใหญ่
ภาพของชายหนุ่มผู้หมดอาลัยตายอยากก็หายไป แผ่นหลังที่เคยงองุ้มเหยียดตรง แววตาที่เคยเลื่อนลอยกลับเฉียบคมดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ ราวกับคนละคน หน้ากากคนเหลวไหลถูกถอดออกในพริบตา เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าที่มีลายปักงดงามซับเลือดเบาๆ ผ้าเช็ดหน้าสีเข้มที่คู่หมั้นวัยเด็กปักให้เขา แต่ตอนนี้เธอกลายเป็นคู่หมั้นพี่ชายของเขาไปเสียแล้ว
แท็กซี่คันหนึ่งแล่นมาจอดข้างทางศรุตเปิดประตูขึ้นไปนั่งอย่างเงียบงัน
หนึ่งชั่วโมงต่อมา รถจอดหน้าคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงเทพมหานคร
อาคารสูงระฟ้าที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาแห่งนี้ ไม่มีใครในตระกูลรังสิโยภาสรู้ว่าเป็นทรัพย์สินของเขา
ศรุตใช้คีย์การ์ดส่วนตัวผ่านประตู ก่อนขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบนสุด ห้องเพนต์เฮาส์ขนาดใหญ่ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรู แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือห้องทำงานด้านใน ผนังทั้งด้านถูกติดตั้งจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่หลายจอ ตัวเลขสีแดงและสีเขียวเคลื่อนไหวตลอดเวลา
ข้อมูลจากตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นยุโรป รวมถึงตลาดการลงทุนทั่วโลก ทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันอย่างสมบูรณ์
ศรุตปลดกระดุมคอเสื้อสองเม็ด ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ บนโต๊ะทำงานมีเอกสารสำคัญวางเรียงราย
หนึ่งในนั้นคือปริญญาบัตรเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเปิด หลักฐานที่ไม่มีใครในบ้านเคยรู้
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าเขาเรียนไม่จบ เขากลับสำเร็จการศึกษาด้วยผลการเรียนยอดเยี่ยม
ศรุตเปิดคอมพิวเตอร์ ข้อมูลพอร์ตการลงทุนลับปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
ตัวเลขมูลค่าสินทรัพย์รวมแสดงอยู่ด้านบนสุด
1,204,876,531 บาท
ศรุตมองตัวเลขนั้นอย่างสงบนิ่ง ไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีความหลงระเริง เพราะสำหรับเขา เงินไม่ใช่เป้าหมาย มันเป็นเพียงอาวุธ อาวุธสำหรับทวงคืนทุกอย่างที่ถูกแย่งชิงไป ในวงการตลาดทุน มีนักลงทุนปริศนาคนหนึ่งที่หลายคนพยายามตามหาตัว
ไม่มีใครรู้ชื่อจริง ไม่มีใครรู้หน้าตา รู้เพียงว่าเขามักมองเห็นโอกาสก่อนคนอื่นเสมอ และทำกำไรได้อย่างน่าทึ่ง คนคนนั้นคือศรุต
การที่เขาขอเงินพ่อมาผลาญในสายตาคนอื่น จริงๆ เขาก็แค่ขอมาลงทุน เงินนั่นควรเป็นของเขาอยู่แล้ว เขาไม่หน้าโง่พอที่จะให้สองแม่ลูกนั่นกอบโกยเข้ากระเป๋าของตัวเองฝ่ายเดียว
ชายหนุ่มที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนเหลวไหลจากครอบครัวของตัวเอง
"พวกแกยังประเมินฉันต่ำเกินไป"
ศรุตพึมพำเบา ๆ ก่อนเปิดลิ้นชักโต๊ะ ภายในมีสมุดบันทึกปกหนังเก่าเล่มหนึ่ง เขาหยิบมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ตำราอาหารของหม่อมหลวงศรีกานดา สิ่งเดียวที่มีค่ามากกว่าเงินพันล้านในสายตาของเขา ปลายนิ้วลูบผ่านลายมือของมารดาที่เขียนเอาไว้ทีละหน้า ความทรงจำในห้องเครื่องเมื่อสิบกว่าปีก่อนย้อนกลับมาอีกครั้ง
