บท
ตั้งค่า

5

แป้งหอมรีบก้มลงช่วยเก็บ พลางเหลือบมองหญิงสาวตรงหน้าที่แต่งหน้าสวยเป๊ะตั้งแต่คิ้วจรดริมฝีปาก หุ่นบางร่างเพรียว ผิวขาวอมชมพู และมีกลิ่นน้ำหอมจากเคาน์เตอร์แบรนด์ดังหอมออกมาจากตัว

นี่เองสินะ พนักงานใหม่ที่คนในร้านพูดถึง สวยจริง สวยจนเธอมองตะลึงตาค้าง

แป้งหอมก้มเก็บของต่อ ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นบัตรประชาชนใบหนึ่งตกอยู่ข้างรองเท้าส้นสูงของอีกฝ่าย

เธอหยิบขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมกวาดอ่านข้อความบนบัตร

‘นายณภัทร’

แป้งหอมชะงัก จากนั้นค่อย ๆ เบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน

เธอก้มมองรูปบนบัตร สลับกับมองหน้าคนสวยตรงหน้าซ้ำไปซ้ำมา

อีกฝ่ายยิ้มหวาน ก่อนรีบเอื้อมมือมารับบัตรคืน

“ขอบคุณนะคะชะนี เอ๊ย! ขอบคุณนะคะน้องสาว พี่ซุ่มซ่ามเองจ้ะ” เสียงที่ดัดหวานในตอนแรกเผลอหลุดทุ้มออกมานิดหนึ่ง ก่อนเจ้าตัวจะกระแอมแล้วรีบเก็บบัตรประชาชนลงในกระเป๋า

จากนั้นก็ยกมือเสยผม เดินนวยนาดจากไปอย่างสง่างามราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แป้งหอมยังยืนอ้าปากค้างอยู่ที่เดิม

นาย… นายงั้นเหรอ

กะเทยเหรอเนี่ย

สวยกว่าเธออีก

จังหวะนั้นเอง จ้อยที่วิ่งกระหืดกระหอบตามมาทันก็เห็นเหตุการณ์พอดี เขารีบถลันเข้ามาเกาะแขนแฟนสาว

“เห็นหรือยังแป้ง นี่แหละที่พี่จะอธิบาย แต่แป้งไม่ยอมอ่านไลน์พี่” แป้งหอมค่อย ๆ หันมามองเขา สีหน้ายังช็อกไม่หาย

จ้อยรีบละล่ำละลักอธิบายต่อ

“เขาชื่อพี่นัท เป็นสาวสอง ลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนพี่พัด เขามาช่วยงานชั่วคราว ไม่ใช่ผู้หญิงแท้ ๆ ซะหน่อย แต่ถึงจะแท้หรือไม่แท้ ทั้งใจไอ้จ้อยคนนี้ก็มีแต่แป้งหอมคนเดียวนะจ๊ะ”

แป้งหอมมองตามหลังพี่นัทที่เดินหายเข้าไปในร้าน ก่อนหันกลับมามองคนตรงหน้า แก้มเริ่มแดงระเรื่อด้วยความอายที่เมื่อครู่หึงไปเสียใหญ่โต

“อืม ๆ รู้แล้ว คราวหลังก็รีบบอกสิยะ ปล่อยให้แป้งเสียพลังงานกระทืบจูบพี่ทำไมเล่า”

“พี่ส่งไลน์ไปตั้งห้าข้อความ”

“แป้งยังไม่ได้เปิดอ่าน”

“แล้วก็ลงโทษพี่ไปก่อนแล้ว”

“ก็ใครใช้ให้พี่มาสาย”

“งั้นแปลว่าถ้าพี่มาตรงเวลา จูบพี่ก็ยังอยู่ดีใช่ไหม”

แป้งหอมปรายตามอง

“อยากโดนกระทืบซ้ำหรือเปล่า”

“ไม่ครับ”

จ้อยรีบหุบยิ้มทันที แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้ปรับความเข้าใจกันต่อ เสียงเอะอะโวยวายจากบริเวณลานหน้าร้านก็ดังขึ้นเสียก่อน

ตามมาด้วยเสียงแก้วแตกดังสนั่น

เพล้ง!

แป้งหอมกับจ้อยหันมองหน้ากัน แล้วเสียงตะโกนหยาบคายก็ดังลั่นไปทั่วบริเวณ

“เฮ้ย! ใครเป็นเจ้าของร้านสองร้านนี้วะ ออกมาคุยกันหน่อยสิเว้ย”

ทั้งสองรีบวิ่งออกไปด้านหน้า ภาพที่เห็นคือชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สามคนในเสื้อกั๊กหนัง กำลังยืนข่มขู่ผู้คนอยู่บริเวณหน้าร้านรพัด เก้าอี้สองสามตัวถูกเตะล้มระเนระนาด ลูกค้าบางโต๊ะรีบถอยหนีเข้าไปด้านใน ส่วนหัวโจกยืนควงท่อนไม้ไปมาอย่างท้าทาย

ประตูครัวร้านรพัดถูกผลักเปิดออกแทบจะทันที

รพัดเดินพรวดออกมา มือขวาถือกระทะเหล็กใบเขื่องขนาดสิบสี่นิ้ว ใบหน้าหวานที่ปกติพร้อมเถียงกับภาคย์ได้ทุกเมื่อ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นเย็นจัดจนพนักงานในร้านยังไม่กล้าเข้าใกล้

“พวกแกเป็นใคร มาพังโต๊ะร้านฉันทำไม”

หัวโจกหันไปมอง ก่อนแสยะยิ้มแล้วเดินย่างสามขุมเข้าไปหา

“กูเป็นเจ้าถิ่นคุมซอยนี้โว้ย ร้านเปิดใหม่แถมขายดีทั้งสองร้าน แต่ไม่ยอมจ่ายค่าคุ้มครองให้พวกกู มันจะหยามกันเกินไปแล้วมั้งน้องสาว”

“ค่าคุ้มครองอะไรของแก”

“ก็เงินที่ต้องจ่าย ถ้าอยากขายของในซอยนี้แบบไม่มีปัญหา”

“ฟังเหมือนพวกแกนี่แหละที่เป็นปัญหา” รพัดยกคิ้ว

“ปากดีนักนะมึง” สีหน้าหัวโจกเปลี่ยนทันที มันยื่นมือทำท่าจะคว้าแขนเธอ รพัดถอยหลบพร้อมตวาดกลับ

“ใครน้องแก ฉันเป็นลูกคนเดียว” เธอไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัว เหวี่ยงกระทะเหล็กเข้าใส่ท่อนไม้ที่อีกฝ่ายยกขึ้นข่มขู่

เสียงโลหะปะทะไม้ดังสนั่น แรงกระแทกทำให้ท่อนไม้กระเด็นหลุดจากมือหัวโจกไปตกไกลหลายเมตร

“เฮ้ย!”

คนร้ายอีกสองคนเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาล้อม หนึ่งในนั้นชักมีดพับออกมา จนจ้อยหน้าซีดเผือด

“ลูกพี่ ระวัง!”

รพัดยกกระทะขึ้นตั้งรับแน่น

“เล่นหมาหมู่นี่หว่า”

ทันใดนั้น ประตูร้านรสเสน่ห์ก็เปิดออก

ภาคย์ก้าวออกมาอย่างรวดเร็ว ในมือของเขามีหม้อต้มยำโป๊ะแตกที่เพิ่งยกลงจากเตา กลิ่นพริกขี้หนูสวนบุบ พริกแห้งคั่ว ตะไคร้ ใบมะกรูด และเครื่องต้มยำลอยฉุนแตะจมูกไปทั่วบริเวณ

ชายหนุ่มวางหม้อลงบนโต๊ะใกล้ตัว ก่อนมองกลุ่มคนร้ายด้วยสีหน้าสงบนิ่งผิดกับสถานการณ์

“ถ้าอยากได้ค่าคุ้มครอง แวะมาชิมต้มยำร้านผมก่อนไหมครับ” น้ำเสียงสุภาพเหมือนเชิญลูกค้า แต่สายตาคมกลับเย็นเยียบจนคนฟังรู้ได้ทันทีว่าไม่ได้กำลังต้อนรับจริง ๆ

หัวโจกหันไปมอง

“มึงเป็นใครอีกวะ”

“เจ้าของร้านฝั่งนี้ครับ”

“ดี จะได้คุยกันทีเดียว ไม่ต้องเสียเวลา”

ภาคย์ไม่ตอบ เขาเพียงสบตารพัดชั่วครู่

เพียงเสี้ยววินาทีนั้น รพัดก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร

หญิงสาวขยับฉับพลัน ใช้กระทะเหล็กปัดสกัดคนร้ายที่กำลังพุ่งเข้ามาจนเสียหลักล้มตึง

อีกคนกำลังจะเข้าประชิด ภาคย์จึงคว้ากระบวยขนาดใหญ่ ตักน้ำต้มยำเพียงเล็กน้อยแล้วสะบัดใส่ช่วงรองเท้าและปลายขากางเกงของมันจนเจ้าตัวร้องลั่นเพราะทั้งร้อนและแสบจากเครื่องพริก

“โอ๊ย! ร้อน แสบโว้ย”

ภาคย์ยกคิ้วนิด ๆ

“ระวังนะครับ ของร้านผมรสจัด”

“เล่นกูเหรอ” คนร้ายอีกคนพุ่งจะเข้าหาภาคย์ แต่รพัดก้าวเข้ามาขวางเอาไว้เสียก่อน

“เฮ้! จะไปไหน คู่ต่อสู้อยู่ทางนี้” เธอใช้ก้นกระทะกระแทกเข้าที่สะโพกหัวโจกอย่างแรงพอให้มันเสียหลัก

ผลัวะ!

ชายร่างใหญ่สะดุ้งโหยง กุมก้นแล้วกระโดดหนีไปสองก้าว

“แสบใช่ไหม งั้นเอาของหวานล้างปากหน่อยเป็นไง” รพัดหัวเราะ

“นังนี่”

ลูกน้องอีกสองคนที่ถูกไอพริกจากต้มยำรมจนแสบตาเริ่มน้ำตาไหล จังหวะนั้นจ้อยกับพนักงานชายจากทั้งสองร้านก็กรูกันออกมายืนรวมกันมากขึ้น

เห็นว่าฝั่งตัวเองเสียเปรียบ หัวโจกจึงรีบถอย

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง”

“ไม่รับฝากค่ะ ร้านฉันรับแต่ลูกค้า”

รพัดสวนกลับทันที พวกมันสบถเสียงดัง ก่อนประคองกันวิ่งหนีออกไปทางปากซอยอย่างทุลักทุเล

บรรยากาศหน้าร้านค่อย ๆ กลับคืนสู่ความสงบ

รพัดยืนหอบเล็กน้อย พลางหมุนกระทะในมือเล่นหนึ่งรอบอย่างคนยังมีแรงเหลือ ก่อนหันไปมองภาคย์ที่กำลังยกหม้อต้มยำไปวางบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง

“เข้าขากันดีนี่ นึกว่าจะดีแต่ยืนเก๊กในครัวซะอีก” น้ำเสียงยังคงกวนตามนิสัย แต่แววตากลับมีความประทับใจซ่อนอยู่ชัดเจน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel