4
“เป็นซอสฟิวชันที่บาลานซ์ระหว่างความเป็นไทยกับความอินเตอร์ได้เลิศที่สุดจานหนึ่งที่ผมได้ชิมในรอบปีเลยครับ”
รพัดหลับตาแล้วถอนหายใจออกยาวอย่างโล่งอก
รอดแล้ว... และครั้งนี้เธอรู้ดีว่าไม่ได้รอดด้วยฝีมือตัวเองเพียงคนเดียว
เมื่อพ้นวิกฤตและจัดการงานหน้าร้านเรียบร้อย รพัดจึงเดินตามภาคย์ออกมาบริเวณลานหลังร้าน
ชายหนุ่มกำลังยืนพิงกำแพงอยู่ไม่ไกลจากดงกล้วย ท่าทางสบายอารมณ์ราวกับคนที่เพิ่งช่วยชีวิตร้านคู่แข่งเอาไว้เมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
รพัดเดินไปหยุดตรงหน้าเขา ก่อนเอ่ยเสียงอ้อมแอ้มโดยไม่ยอมสบตาตรง ๆ
“ขอบคุณนะ เรื่องน้ำสต็อก”
ภาคย์เลิกคิ้ว
“อะไรนะครับ ไม่ค่อยได้ยินเลย”
“ได้ยินแล้วอย่ามากวน” รพัดหันขวับ
“ผมนึกว่าคุณน้องพัดพูดกับต้นกล้วย”
“คุณภาคย์”
“ครับ”
“ฉันขอบคุณคุณ พอใจหรือยัง”
“พอใจขึ้นมาหน่อยครับ แต่ถ้าจะให้ดี เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นมื้อเย็นที่บ้านผมวันอาทิตย์นี้ดีกว่า”
“ทำไมต้องไปบ้านคุณ” รพัดมองหน้าเขาอย่างระแวงอีกครั้ง
“คุณแม่นวลแขกับคุณพ่อภพบ่นคิดถึงคุณน้องพัดจะแย่แล้ว บอกว่าไม่ได้เห็นหน้าหลายวัน อยากให้ไปชิมแกงบอนฝีมือแม่” ภาคย์ยิ้มพราย
พอได้ยินชื่อผู้ใหญ่ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก รพัดก็คลายสีหน้าลงเล็กน้อย
“พ่อพลกับแม่รพีก็เพิ่งบ่นถึงคุณเหมือนกันแหละ บอกว่าอีตาภาคย์มันโตมาหล่อ แต่ทำไมปากจัดนัก สงสัยทำฟาร์มหมาในปาก”
“คุณอาพลกับคุณอารพีพูดจริงเหรอครับ” ภาคย์หัวเราะ
“คำว่าหล่อน่ะฉันเติมเอง อย่างอื่นจริงทั้งหมด”
“ไม่ใช่ คำว่าทำฟาร์มหมาในปากน่ะ จริงเหรอ”
“ไม่รู้ไม่ชี้”
“ว่าแล้วเชียว”
“ส่วนปากจัดน่ะเรื่องจริง ด่าไม่หยาบคาย แต่ด่าเจ็บแสบไปถึงทรวง”
“ผมไม่ได้ปากจัดครับ แค่เป็นคนพูดตรงเท่านั้น”
เขาผละออกจากกำแพงแล้วก้าวเข้ามาหาเธอช้า ๆ
รพัดถอยหนึ่งก้าว ภาคย์ก้าวตาม เธอถอยอีก จนแผ่นหลังเกือบชิดต้นกล้วยจึงรู้ตัวว่าหมดทางหนี
“แล้วก็ปากหวานเฉพาะกับบางคน” ชายหนุ่มยกมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
“ใครอยากได้ความหวานจากคุณ” รพัดเงยหน้ามอง
“ยังไม่ได้บอกเลยครับว่าเป็นคุณ”
“ก็มองหน้าฉันทำไมเล่า”
“ก็คุณยืนอยู่ตรงหน้าผม”
“กวนประสาท”
ภาคย์หัวเราะเบา ๆ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงนุ่มลง
“ตกลงวันอาทิตย์นี้ ไปบ้านผมนะครับ”
รพัดเม้มปาก บ้านก็อยู่ติดกันมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่สองฝ่ายก็สนิทกันจนแทบจะเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว จะทำเป็นเล่นตัวมากไปก็ใช่เรื่อง แต่จะตอบง่าย ๆ ก็เสียฟอร์มหมด
“ไปกินข้าวเฉย ๆ นะ อย่าคิดว่าติดหนี้บุญคุณล่ะ”
“ครับ กินข้าวเฉย ๆ”
“แล้วอย่ามาหยอดอะไรอีก”
“ผมรับปากไม่ได้ครับ”
“คุณภาคย์”
“ครับ”
“ไม่คุยด้วยแล้ว”
รพัดเชิดหน้าใส่ ก่อนหมุนตัวรีบเดินกลับเข้าร้านตัวเอง ทิ้งให้ภาคย์ยืนหัวเราะตามหลังอย่างอารมณ์ดี
ขณะเดียวกัน หลังพุ่มเข็มข้างดงกล้วย มีศีรษะสองศีรษะค่อย ๆ โผล่ขึ้นมา
จ้อยกับแป้งหอมที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อครู่หันมามองหน้ากัน ก่อนยกมือแปะกันเบา ๆ อย่างคนเห็นพ้องต้องกัน
“เห็นไหมพี่จ้อย เจ้านายเราเคมีเข้ากันขนาดนี้ อีกไม่นานหรอก ร้านต้องรวมกันแน่ ๆ”
“รวมร้านก่อนหรือรวมอย่างอื่นก่อน พี่ว่าอย่างหลังมีแววกว่า” จ้อยทำหน้าครุ่นคิด
“ทะลึ่ง” แป้งหอมตีแขนเขาดังเพียะ
“พี่พูดเรื่องรวมครอบครัวต่างหาก แป้งคิดอะไร”
“พี่จ้อย”
จ้อยหัวเราะคิก ก่อนขยับเข้าไปกระซิบใกล้หูแฟนสาว
“ถ้าวันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ พี่จะขอแป้งหอมแต่งงานกลางร้านเลย คอยดู”
“ให้เจ้านายตัวเองรอดก่อนเถอะ” แป้งหอมหน้าแดงขึ้นมาในทันที
“สองคนนั้นแข่งกันมาตั้งแต่อนุบาล สุดท้ายพี่ว่าต้องมีคนแพ้”
“ใคร”
จ้อยชะโงกหน้ามองไปทางร้านรพัดที่เจ้านายสาวเพิ่งเดินหายเข้าไป ก่อนหันกลับไปมองร้านรสเสน่ห์ที่ภาคย์กำลังเดินกลับไป
“ไม่รู้ แต่พี่ว่าแพ้หัวใจกันเองทั้งคู่”
“น้ำเน่าจริงพี่จ้อย”
“แล้วรักไหมล่ะ”
“ไปทำงานได้แล้ว”
แป้งหอมผลักไหล่เขาออกอย่างเขิน ๆ ก่อนรีบวิ่งกลับไปทางร้านรสเสน่ห์ ส่วนจ้อยยืนยิ้มกว้างอยู่คนเดียวครู่หนึ่ง แล้วจึงวิ่งกลับเข้าประจำการในครัวร้านรพัดเช่นกัน
ช่วงบ่ายแก่ ๆ แดดเริ่มอ่อน ลมเย็นพัดลอดผ่านแนวต้นไม้หลังร้าน แป้งหอมยืนกอดอกพิงต้นกล้วยด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ดวงตาจ้องเขม็งไปยังทางเดินเล็กที่เชื่อมระหว่างร้านรสเสน่ห์กับร้านรพัด
เธอยืนรออยู่ตรงนั้นมาเกือบสิบนาทีแล้ว แต่คนที่นัดเอาไว้ยังไม่โผล่มาสักที
กระทั่งร่างสูงของจ้อยวิ่งกระหืดกระหอบมาตามทาง แป้งหอมก็สะบัดหน้าหนีทันที
“แป้งจ๋า พี่ขอโทษ พอดีในครัวมันวุ่นวายสุด ๆ อย่าเพิ่งงอนพี่เลยนะจ๊ะคนดี”
จ้อยรีบปาดเหงื่อที่ขมับ พลางส่งสายตาละห้อยอย่างคนรู้ตัวว่ามาสาย
แป้งหอมหันขวับไปมอง
“จะไม่ให้งอนได้ยังไง แหม... ได้ข่าวว่าร้านฝั่งนู้นเพิ่งรับพนักงานเสิร์ฟคนใหม่มา หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผิวขาวอมชมพูอย่างกับดาราเกาหลี มัวแต่มองเพลินจนลืมเวลาล่ะสิ”
“โธ่... แป้งหอมจ๋า สาบานให้ฟ้าผ่าไอ้ตั้มเลย พี่ไม่ได้มองแบบนั้นเลยนะ”
“ทำไมต้องไปผ่าไอ้ตั้มด้วย”
“ก็มันหนีไปแล้วนี่ จะผ่าใครก็ไม่เดือดร้อนพี่”
“พี่จ้อย”
“จ้ะ ๆ ไม่เล่นแล้ว”
จ้อยรีบยกมือสองข้างขึ้นอย่างยอมแพ้ ก่อนทำปากจุ๊บแล้วส่งจูบหวานหยดย้อยลอยกลางอากาศไปให้
“เอ้า... รับจูบง้อจากใจพี่จ้อยไปนะจ๊ะคนสวย”
แป้งหอมมองจูบที่คนตรงหน้าส่งมาให้ ก่อนยื่นมือออกไปทำท่าคว้าหมับไว้กลางอากาศ
จ้อยยิ้มกว้าง เพราะปกติเธอจะเอามือแตะอกแล้วทำท่ารับจูบของเขาไว้ทุกครั้ง
แต่คราวนี้ไม่ใช่ แป้งหอมก้มลง ขว้างจูบในจินตนาการนั้นลงพื้นอย่างไม่ไยดี ก่อนยกส้นรองเท้าผ้าใบกระทืบซ้ำแรง ๆ สามที แล้วใช้ปลายเท้าบดขยี้ปิดท้าย
“เอาความหวานของพี่ไปทิ้งถังขยะเดี๋ยวนี้เลย”
จ้อยอ้าปากค้าง มองพื้นดินว่างเปล่าสลับกับใบหน้าบึ้งตึงของแฟนสาวด้วยหัวใจสลาย
“โหย... แป้ง จูบพี่แหลกละเอียดคาส้นตีนแล้ว”
“สมควร ไปไกล ๆ เลย แป้งจะรีบไปยกของ”
แป้งหอมเชิดหน้าใส่ ก่อนสะบัดตัวเดินจ้ำอ้าวหนีไปทันที ทิ้งให้จ้อยยืนคอตกหน้าหมองอยู่ข้างต้นกล้วยเพียงลำพัง
“ผู้หญิงเวลาหึงนี่น่ากลัวกว่าคุณพัดถือกระทะอีกแฮะ” จ้อยพึมพำตามหลัง ก่อนรีบวิ่งตามไปหวังจะง้อให้รู้เรื่อง
ทว่าในจังหวะที่แป้งหอมกำลังเดินเลี้ยวตรงมุมตึกเพื่อไปยังหน้าร้าน เธอกลับชนเข้ากับใครคนหนึ่งอย่างจัง
“โอ๊ย! ขอโทษค่ะ” ข้าวของในมือของทั้งสองฝ่ายร่วงกระจายเต็มพื้น
