6
ภาคย์หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“ผมก็เพิ่งรู้ว่าคุณน้องพัดนอกจากทำอาหารเก่งแล้ว ยังใช้กระทะเป็นอาวุธได้ด้วย”
“ของมันอยู่ในสายเลือด”
“คุณอารพีรู้ไหมครับว่าลูกสาวเอากระทะไล่ตีคน”
รพัดยกกระทะชี้หน้าเขา
“อย่าฟ้องแม่ฉันนะ”
“อ้าว เมื่อกี้ยังเก่งอยู่เลย”
“เก่งกับคนอื่น แต่แม่ฉันอีกเรื่องหนึ่ง”
ภาคย์หลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ จากนั้นจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกจากกระเป๋าเสื้อเชฟ แล้วก้าวเข้ามาหา
รพัดมองอย่างระแวง
“จะทำอะไร”
ชายหนุ่มไม่ตอบทันที เขาเอื้อมมือมารั้งไหล่บางไว้เบา ๆ ไม่ให้เธอถอย ก่อนใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อเม็ดเล็กตรงหน้าผากให้อย่างอ่อนโยน
รพัดชะงัก เมื่อครู่ยังถือกระทะไล่ฟาดนักเลงอยู่แท้ ๆ แต่พอโดนคนตรงหน้าสัมผัสเพียงเล็กน้อย หัวใจก็กลับเต้นแรงขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
“ผมบอกแล้วไงครับ” ภาคย์โน้มใบหน้าลงมาใกล้ กระซิบชิดข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มหวานเจือความเจ้าเล่ห์
“ว่าถ้าเราสองคนร่วมมือกันเมื่อไหร่ มันจะแซ่บจนไม่มีใครสู้ได้เลยล่ะ คุณน้องพัด” ลมหายใจอุ่นกระทบข้างแก้มจนรพัดรู้สึกร้อนวูบไปทั้งหน้า
เธอรีบปัดมือเขาออก แล้วดึงกระทะมากอดไว้แนบอกเหมือนใช้เป็นเกราะกำบัง
“แซ่บกับผีอะไรล่ะ ต้มยำคุณหกเลอะหน้าร้านฉันหมดแล้ว มาเก็บกวาดเลยนะคุณภาคย์”
“หกนิดเดียวเองครับ” ภาคย์ก้มมองพื้น
“นิดเดียวของคุณกับนิดเดียวของฉันไม่เท่ากัน”
“แล้วจะให้ผมทำยังไง”
“กวาด เช็ด ล้าง จัดโต๊ะใหม่ทั้งหมด”
“ผมช่วยคุณไล่คนร้ายนะครับ”
“แล้วไง”
“ไม่มีส่วนลดหน่อยเหรอ”
“ไม่มี”
“ใจร้ายจัง”
“เพิ่งรู้เหรอ”
รพัดพูดกลบเกลื่อน ก่อนรีบหมุนตัวเดินหนีกลับเข้าร้าน ทั้งที่ใบหน้ายังร้อนผ่าวไม่หาย แต่ก็รีบให้คนมาช่วยอย่างแข็งขัน
ภาคย์ยืนอมยิ้มมองตามแผ่นหลังบางอย่างอารมณ์ดี
ส่วนอีกมุมหนึ่งใกล้เสาไฟฟ้าข้างร้าน จ้อยกับแป้งหอมที่แอบยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ก็หันมาประสานสายตากันอย่างรู้ใจ
จ้อยยกคิ้วให้แฟนสาว
“เห็นไหมแป้ง กระทะเหล็กกับน้ำซุปต้มยำ ขนาดคนร้ายยังกระเจิง แล้วหัวใจลูกพี่จะไปเหลืออะไร”
แป้งหอมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“จริงของพี่จ้อย เมื่อกี้หน้าแดงไปถึงหูเลย”
“พี่ว่าอีกไม่นาน”
“อะไร”
“กระทะสองร้านน่าจะได้แขวนอยู่ครัวเดียวกัน แล้วน้องแป้งหอมของพี่ก็จะได้เลี้ยงหลาน”
แป้งหอมหลุดหัวเราะ ก่อนชี้ไปยังเศษแก้วกับเก้าอี้ที่ล้มอยู่หน้าร้าน
“แต่ตอนนี้พี่รีบไปช่วยคุณภาคย์และคนอื่น ๆ กวาดพื้นก่อนเลยนะ เดี๋ยวแป้งช่วยเช็ดโต๊ะ”
“จากสายลับกลายเป็นภารโรงอีกแล้ว” จ้อยถอนหายใจ
“จะไปไหม”
“ไปครับคนสวย”
“อย่าหยอด รีบทำงาน”
“เมื่อกี้ยังหึงพี่อยู่เลย”
“พี่จ้อย”
“ไปแล้วครับ”
สองสายลับตัวแสบยิ้มให้กัน ก่อนรีบแยกย้ายไปช่วยเก็บกวาดหน้าร้านของเจ้านายตัวเอง
โดยที่ภาคย์กับรพัดไม่มีทางระแคะระคายเลยสักนิด ว่ากองหนุนหลังร้านของทั้งสองฝั่งจับมือเป็นพันธมิตรกันเรียบร้อยแล้ว
เสียงดนตรีไทยประยุกต์บรรเลงก้องไปทั่วบริเวณ เปิดงาน ‘มหกรรมสุดยอดอาหารเมืองกรุง’ อย่างยิ่งใหญ่ เต็นท์สีขาวขนาดใหญ่เรียงรายรอบลานกิจกรรม ผู้คนเดินขวักไขว่ทั้งนักชิม นักท่องเที่ยว และสื่อมวลชน แต่จุดที่ดึงดูดสายตามากที่สุดกลับเป็นเวทีประลองฝีมือของการแข่งขันทำอาหารรอบชิงชนะเลิศระดับจังหวัด
และราวกับสวรรค์แกล้ง หรือไม่ก็เป็นแผนจับคู่ของฝ่ายจัดงานที่จงใจเกินไปเสียหน่อย
สเตชันหมายเลขหนึ่งติดป้ายว่า ‘ร้านรสเสน่ห์ โดย เชฟภาคย์’
ส่วนสเตชันหมายเลขสองที่อยู่ติดกันแบบแทบจะศอกชนกันได้คือ ‘ร้านรพัด โดย เชฟพัด’
รพัดในชุดเชฟสีดำทะมัดทะแมงยืนมองป้ายสองสเตชันสลับกัน ก่อนถอนหายใจแรง ๆ
“โลกกลมจนน่าเอาหัวโขกเสาไฟจริง ๆ”
หญิงสาวหยิบมีดเชฟออกมาลับกับเหล็กลับมีด เสียงโลหะเสียดสีกันดังชิ้ง ๆ อย่างตั้งใจข่มขวัญคนข้างตัว
ภาคย์ในชุดเชฟสีขาวเนี้ยบตั้งแต่หัวจดเท้าหันมามองอย่างไม่สะทกสะท้าน กลับยกมุมปากขึ้นอย่างอารมณ์ดี
“โลกไม่ได้กลมธรรมดาหรอกครับ แต่พรหมลิขิตมันเหวี่ยงเรามาเจอกันมากกว่า”
รพัดชะงักมือ หันไปค้อนตาเขียว
“พรหมลิขิตหรือเจ้ากรรมนายเวรกันแน่คะคุณภาคย์ วันนี้ฉันไม่ยอมแพ้คุณเหมือนตอนเรียนมหาวิทยาลัยแน่ เตรียมตัวโดนหักล้างศูนย์จุดห้าคะแนนนั้นได้เลย”
ตอนเรียนมหาวิทยาลัยจะมีการแข่งขันทำอาหารเพื่อคว้าเงินรางวัลและถ้วยชิงแชมป์ระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งนักศึกษาทุกชั้นปีสามารถแข่งขันกันได้
“ยังจำได้อีกเหรอครับ” ภาคย์หัวเราะเบา ๆ
“เรื่องอื่นลืมได้ เรื่องแพ้คุณครึ่งคะแนนไม่มีวันลืม”
“ผมนึกว่าผ่านมาตั้งนานแล้ว คุณจะปล่อยวางได้บ้าง”
“ปล่อยวางได้ก็ไม่ใช่รพัดสิ”
“นั่นสินะครับ”
“อย่ามาทำเป็นรู้จักฉันดี”
“ก็รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กนี่ครับ”
“วันนี้ไม่มีบ้านติดกัน ไม่มีเพื่อนบ้าน ไม่มีพี่ไม่มีน้อง มีแต่คู่แข่ง เข้าใจไหม”
“ครับ ผมจะรอดูนะ คุณน้องพัด” ภาคย์พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“บอกว่าไม่มีพี่ไม่มีน้องไง”
“แต่คุณยังเป็นน้องผมตามอายุอยู่ดีครับ”
“คุณภาคย์”
“ครับ”
รพัดสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนรีบหันไปตรวจวัตถุดิบแทน เพราะขืนเถียงต่อ คนที่เสียสมาธิก่อนการแข่งขันอาจกลายเป็นเธอเองเสียมากกว่า
ไม่ได้ยียวนกวนประสาทด้วยถ้อยคำรุนแรง แต่ยียวนกวนประสาทด้วยถ้อยคำสุภาพนี่แหละ
ด้านล่างเวที บริเวณโซนกองเชียร์ จ้อยกับแป้งหอมยืนเบียดเสียดอยู่แถวหน้าสุด ทั้งสองคนสวมแว่นกันแดดสีดำกับหมวกแก๊ปกดต่ำราวกับกำลังปฏิบัติภารกิจลับระดับชาติ
“พี่จ้อย ทำไมต้องใส่แว่นดำด้วย แป้งมองหน้าคุณภาคย์แทบไม่เห็นเลย” แป้งหอมเอียงหน้าไปกระซิบ ตอนนี้มืดไปหมดเลย
“ใส่ให้มันดูมีพิรุธ เอ๊ย! ให้มันดูเนียนไงจ๊ะ” จ้อยดันแว่นขึ้น
“เนียนตรงไหน ใครเห็นก็รู้ว่าเป็นเรา ให้ใส่แว่นกันแดดนึกว่าจะพาไปเที่ยวทะเลเสียอีก” แป้งหอมปรายตามอง
“แต่พี่คิดว่าไม่มีใครจำเราได้แน่นอน”
“พนักงานร้านรพัดกับร้านรสเสน่ห์ยืนกันเต็มงาน เสื้อเราก็ยังปักโลโก้ร้านอยู่เลย”
จ้อยก้มมองอกเสื้อตัวเอง ก่อนเงียบไปหนึ่งอึดใจ
“ก็ถือว่าอำพรางได้ครึ่งหนึ่งแล้วกัน”
“ครึ่งตรงไหน” แป้งหอมทำหน้าเมื่อย
“หน้า”
“โอ๊ย!” แป้งหอมร้อง อยากจะบ้าตายกับแฟนหนุ่มจริง ๆ
จ้อยยิ้มกริ่ม ก่อนแอบเลื่อนมือไปกุมมือเล็กของแป้งหอมไว้แน่น
