บทย่อ
เมื่อ รพัด เชฟสาวสายฟิวชันตัวแม่ ตัดสินใจเปิดร้านใกล้กับภาคย์ เจ้าของร้านอาหารไทยโบราณผู้เป็นคู่แข่งตัวฉกาจมาตั้งแต่เด็ก สงครามป้ายหน้าร้านจึงเริ่มขึ้นทันทีแบบไม่มีใครยอมใคร คนหนึ่งปากแซ่บ พร้อมฟาดทุกสนาม อีกคนสุภาพทุกคำ แต่หยอดเจ็บทุกประโยค จากแข่งทำอาหาร กลายเป็นช่วยกันกู้ร้าน จากคู่กัด กลายเป็นคู่คิด จากคู่แข่ง กลายเป็นหุ้นส่วน และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร หัวใจที่เคยอยากเอาชนะกันทุกเรื่อง กลับอยากเต้นอยู่ข้างกันไปทุกวัน เมื่อสูตรลับของความรักไม่ได้มีแค่หวาน แต่ต้องเติมทั้งเผ็ด แสบ กวน และห่วงใยลงไปให้พอดี งานนี้เมนูไหนจะชนะไม่สำคัญ เพราะสุดท้าย คนที่แพ้อาจเป็นหัวใจของสองเชฟคู่ปรับเสียเอง
1
เล่ม 1 สูตรรักฉบับแซ่บ
กลิ่นเครื่องแกงคั่วโบราณหอมเข้มลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งซอย ปะทะกับกลิ่นเนยสดและทรัฟเฟิลออยล์จากร้านฝั่งตรงข้ามอย่างไม่มีใครยอมใคร ราวกับเจ้าของร้านทั้งสองแห่งประกาศสงครามกันตั้งแต่อาหารยังไม่ทันถูกยกขึ้นโต๊ะ
หน้าร้าน ‘รสเสน่ห์’ ร้านอาหารไทยชาววังที่ตกแต่งด้วยไม้สัก ให้บรรยากาศขรึมขลังและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อคมคายในชุดเชฟสีขาวสะอาดสะอ้านกำลังยืนกอดอกอยู่ข้างกระดานดำ
ภาคย์ เจ้าของร้านผู้มีบุคลิกสุขุมนิ่ง แต่ซ่อนความกวนประสาทระดับหาตัวจับยากเอาไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย กำลังใช้ชอล์กสีขาวเขียนข้อความโปรโมชันประจำวันลงบนกระดานด้วยลายมือบรรจง
‘เมนูเด็ดวันนี้: มัสมั่นเนื้อโคขุน นุ่มละลายในปาก ไม่ละลายในมือเหมือนอาหารฟิวชันหลอกเด็ก’
เขาถอยออกมาหนึ่งก้าว มองผลงานตัวเองอย่างพึงพอใจ ก่อนยกมุมปากขึ้นนิด ๆ เหมือนรู้อยู่แล้วว่าคนฝั่งตรงข้ามจะต้องเห็น
อันที่จริง มันก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่จำความได้ บ้านรั้วติดกัน พ่อแม่สองบ้านรักใคร่กลมเกลียวคอยแลกกับข้าวกันชิมตลอด แต่ลูกชายบ้านรสไทยแท้อย่างเขากับลูกสาวบ้านชอบดัดแปลงสูตรอย่างยัยตัวแสบฝั่งโน้น กลับฟาดฟันแย่งชิงตำแหน่ง 'ยอดกุ๊กประจำซอย' กันมาตั้งแต่อยู่อนุบาล แถมตอนเรียนมหาวิทยาลัยสาขาการครัว เธอยังแค้นฝังหุ่นที่แพ้คะแนนประกวดทำอาหารให้เขาไปแค่ 0.5 คะแนนจนประกาศกร้าวว่าจะตามจองเวรไม่เลิก และก็เป็นอย่างที่คิด
อีกฟากของถนน ร้าน ‘รพัด’ ร้านอาหารโมเดิร์นฟิวชันที่เพิ่งเปิดให้บริการเป็นวันแรกกำลังคึกคัก พนักงานวิ่งเตรียมโต๊ะและตรวจความเรียบร้อยกันวุ่นวาย ทว่าเจ้าของร้านกลับยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตู ดวงตาจับจ้องกระดานดำของร้านตรงข้ามไม่วาง
รพัด เชฟสาวหน้าหวานที่นิสัยไม่ได้หวานตามใบหน้า อ่านข้อความนั้นซ้ำอีกรอบ ดวงตากลมโตค่อย ๆ หรี่ลงอย่างเอาเรื่อง
“อ๋อ... จะเปิดศึกเหรอพี่ชาย คิดว่าแข่งชนะตอนมหา'ลัยแล้วจะมาข่มกันได้ตลอดชีวิตเหรอ ได้ เจอกัน เจอกัน! รพัดคนนี้ไม่เคยยอมใคร”
หญิงสาวหันขวับเข้าไปในร้าน ก่อนตะโกนเรียกลูกน้องเสียงดัง
“จ้อย! ไปลากกระดานดำไซซ์บิ๊กเบิ้มมานี่ซิ”
“เอาอันใหญ่สุดเลยเหรอพี่พัด”
“ใหญ่สุด เอาแบบฝั่งโน้นมองจากในครัวยังอ่านออก” รพัดสั่งเสียงกร้าว
“เอาไปทำไมลูกพี่”
“ข่มขวัญคู่ต่อสู้ยังไงล่ะ”
“ข่มขวัญยังไงเหรอลูกพี่”
“ก็ประกาศศักดาว่าเราใหญ่สุดในซอยนี้ไง”
“อะไรใหญ่”
“กระดานดำไงใหญ่สุด แกจะแพ้ร้านโน้นเหรอ”
“ไม่อยากแพ้ครับลูกพี่”
“ดี ฝั่งโน่นมีอะไรใหญ่เราต้องใหญ่กว่า ไปเอามาเดี๋ยวนี้” เสียงสั่งดังกังวาน ทำเอาลูกน้องรีบกุลีกุจอในทันที
“ได้เลยลูกพี่!”
ไม่ถึงสามนาที จ้อยก็ลากกระดานดำขนาดใหญ่ออกมาตามคำสั่ง รพัดคว้าชอล์กสีนีออนมาเขียนข้อความด้วยลายมือฉับไว ก่อนยืนอ่านทวนอย่างพอใจ
‘เมนูแซ่บลืมโลก ทาโก้เนื้อตุ๋นไวน์แดง แซ่บถึงใจ ไฮโซมีสไตล์ ไม่โบราณจนมัมมี่เรียกพี่!’
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” รพัดอ่านทวนไปมาแล้วหัวเราะอย่างสาแก่ใจ
“พี่พัด แรงไปไหม”
“ตรงไหนแรง”
“ตรงมัมมี่เรียกพี่นี่แหละ”
“ฉันชมว่าสูตรบ้านเขาเก่าแก่เปิดมานานย่ะ นี่คือการชม แกนี่ไม่เข้าใจอะไรเสียเลย”
จ้อยทำหน้าเหมือนไม่ค่อยเชื่อคำอธิบายนั้นนัก
“นี่เรียกชมแล้วเหรอลูกพี่”
“ก็เออน่ะ ชมจากใจเลยนะ เอาไปตั้งเด่น ๆ เลยไอ้จ้อย อย่าให้เสียของ”
“ตั้งตรงไหน”
รพัดชี้นิ้วทันที
“ให้ตาพี่ภาคย์เห็นชัด ๆ อีตานั่นเชย โบราณ แล้วก็เนี้ยบมากด้วย เชอะ! หมั่นไส้” วิจารณ์เสร็จสรรพ แต่มีประเด็นเดียวคืออยากโต้กลับแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
จ้อยจำต้องลากกระดานไปตั้งตรงบริเวณหน้าร้านในจุดที่มองจากฝั่งรสเสน่ห์เห็นได้ชัดเจน โดยไม่กีดขวางทางสัญจร
ผลลัพธ์เกินคาด ภาคย์ที่กำลังยืนคุยกับพนักงานเหลือบมาเห็นข้อความบนกระดาน เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเลิกคิ้วขึ้นช้า ๆ ก่อนจะสำลักน้ำที่กำลังดื่ม
“แค่ก แค่ก แค่ก”
มัมมี่เรียกพี่ แสบไม่เปลี่ยนตั้งแต่เด็กจริง ๆ
ชายหนุ่มทั้งสำลักทั้งหลุดหัวเราะ จากนั้นจึงเดินทอดน่องข้ามถนนมาอย่างไม่รีบร้อน
รพัดเห็นตั้งแต่เขาก้าวออกจากหน้าร้านแล้ว แต่แสร้งทำเป็นไม่สนใจ ยังคงยืนกอดอกตรวจความเรียบร้อยของกระดานตัวเอง ภาคย์มาหยุดตรงหน้าเธอพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่เห็นแล้วชวนให้คนมองอยากหาตะหลิวมาเคาะกะโหลกสักที
“มัมมี่เลยเหรอครับ คุณเชฟรพัด” เสียงทุ้มเอ่ยถามเรียบ ๆ แต่นัยน์ตากลับแพรวพราวอย่างคนกำลังสนุก
รพัดเชิดหน้าขึ้น
หน็อย... บุกมาถึงถิ่น บุกมาถึงถิ่น หยามกันชัดๆ แต่นิ่งเอาไว้ก่อน หมอนี่ชอบกวนประสาท เธอจะหลุดไม่ได้
“ก็แล้วมันจริงไหมล่ะคุณภาคย์ พ.ศ. ไหนแล้ว ยังขายแต่มัสมั่น ยุคนี้คนเขาต้องกินอะไรที่มันครีเอทีฟ เข้าใจคำว่าครีเอทีฟไหม แต่ก็อย่างว่าล่ะ พวกเชยย้อนยุคมาตั้งแต่สมัยอยุธยา” เธอโบกไม้โบกมือไป ประหนึ่งว่าเข้าใจหัวอกของคนโบราณคร่ำครึ
“มัสมั่นผิดอะไรครับ”
“ไม่ได้ผิด แค่โบราณ”
“อาหารโบราณก็มีเสน่ห์นะครับ คนทำยังมีเสน่ห์เลย”
“ยี้ หลงตัวเองขนาดนี้ ควรไปรักษานะ”
“รักษาอะไร”
“โรคหลงตัวเองน่ะมีอยู่จริงในโลกนะคุณภาคย์ ป่วยก็ไปรักษาซะ ถ้าไม่รู้ลองเสิร์ชหาในอินเตอร์เน็ตได้นะ โรคหลงตัวเองน่ะ” เธอกอดอกเชิดหน้าอย่างกวนประสาท
“ของโบราณบางอย่างก็มีเสน่ห์” เขาพูดเสียงนุ่ม มองคนปากดีไม่วาง ถ้าไม่ติดว่ามีคนอยู่เยอะ อยากจับมาจูบเสียให้ปากช้ำ แม่คนปากดี
“เสน่ห์หรือฝุ่นเกาะ”
“โตจนป่านนี้ยังปากร้ายเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลยนะเรา ระวังจะไม่มีใครเอาทำเมีย”
“ขอบคุณ ถือเป็นคำชม พัดเลี้ยงตัวเองได้ ไม่มีผัวก็ไม่เป็นไร ว่าแต่คนอื่นเขาเถอะว่าไม่มีใครเอา ตัวเองโบราณคร่ำครึขนาดนี้ ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนจะเอา” พอพูดออกไปแบบนั้น รพัดก็หัวเราะพรวดออกมาในทันที
ตอนนั้นจำได้ว่าภาคย์มีนัดเดทกับสาว ๆ เธอไปกินข้าวกับเพื่อนนั่งอยู่โต๊ะข้างๆ แต่มีผนังกั้น แต่ได้ยินทุกคำประโยคของเขาน่ะนะ
“ขอโทษครับ ผมไม่ดื่มน้ำเย็น ผมดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง” เธอที่กำลังดื่มน้ำถึงกับสำลัก น้ำแทบพุ่งออกจากปาก
“อ๋อ.. ค่ะคุณภาคย์รักษาสุขภาพจังเลยนะคะ” สาวที่มาเดทกับภาคย์ยิ้มหวาน ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“กินอาหารอยู่ไม่ควรพูดมากหรือหัวเราะนะครับเสียมารยาท”
“เอ่อ... ค่ะ”
“คุณควรกินผักเยอะๆ นะครับ ดีต่อสุขภาพ เลือกกินแบบนั้นไม่ดีเลย อาหารทุกจานเชฟตั้งใจทำจากใจ เราไม่ควรกินทิ้งกินขว้างนะครับ”
“แต่ลินไม่ชอบกินผักนะคะ อีกอย่างลินไม่กินอาหารมันๆ เลี่ยนๆ ด้วยค่ะ” ลลินพยายามระงับใจ แล้วฝืนยิ้ม
“คุณลินอยากมากินร้านนี้ และสั่งเมนูพวกนี้เองนะครับ จริงๆ จานนั้นไม่ใช่อาหารมันนะครับแต่เป็นไขมันดี ไขมันดีมีประโยชน์กินได้ครับ”
แล้วก็อีกมากมายที่คนบอกว่าห้ามพูดบนโต๊ะอาหารห้ามพูด

