6
“ถ้าเจ้าจะสู้ ข้าจะยืนข้างเจ้า” น้ำเสียงเรียบ แต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใด ๆ เซียวเทียนฉงมองภาพนั้นเงียบ ๆ ก่อนหันหลังเดินออกไป
“พรุ่งนี้เริ่มวางหมาก” เขาพูดทิ้งท้าย
“จวนแม่ทัพใหญ่ไม่เคยกลัวศึก”
ประตูไม้ปิดลงช้า ๆ เหลือเพียงสองสามีภรรยาภายใต้แสงตะเกียง
เยี่ยนหานโจวเอื้อมมือจับมือของนางแน่นขึ้นเล็กน้อย
“ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องเข้าไปพัวพันกับพายุนี้” เซียวหลานเยว่หัวเราะเบา ๆ
“ข้าเกิดในสนามรบ เจ้าเพิ่งรู้หรือ” สายตาของทั้งสองประสานกัน ความจริงถูกเปิดเผยแล้ว และตั้งแต่วินาทีนี้ ศึกที่แท้จริงกำลังจะเริ่ม ภายในโถงลับของจวนกั๋วกง
โคมไฟแกว่งไกวตามแรงลม เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังเข้ามาพร้อมกับสายสืบที่คุกเข่าลงทันที
“รายงานท่านซื่อจื่อ คนของพวกเราที่สุสานตระกูลเซียว ล้มเหลวทั้งหมดขอรับ” มือของเว่ยอวี้เฉินที่กำลังถือถ้วยชาหยุดนิ่ง เพียงชั่วอึดใจ
ปึง!
ถ้วยชาถูกฟาดลงพื้นแตกกระจาย
“ล้มเหลวหมดงั้นหรือ!” เขาคำราม ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
“เงาทมิฬไม่เคยพลาดงานง่าย ๆ แบบนี้!” สายสืบก้มหน้าจนแทบติดพื้น
“ขอรับ คนที่รอดกลับมาบอกว่า คุณหนูเซียวหลานเยว่ ต่อสู้ดุร้ายราวปีศาจ พวกเราเข้าใกล้ไม่ได้เลย” แววตาของซื่อจื่อหรี่ลงทันที
“นางคนเดียว?”
“ขอรับ บุรุษที่อยู่ข้างนางดูเหมือนไม่ได้ลงมือมากนัก” คำตอบนั้นทำให้เขานิ่งคิด อู๋หมิง ชายเร่ร่อนที่เซียวหลานเยว่พากลับไปแต่งงาน ในสายตาเว่ยอวี้เฉิน เขายังเป็นเพียงตัวประกอบไร้ค่า ซื่อจื่อยิ้มเย็น
“ข้ารู้แล้ว นางคงอยากอวดฝีมือให้ทั้งเมืองเห็น” เสียงหัวเราะต่ำดังขึ้นในลำคอ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความริษยา
“เซียวหลานเยว่ เจ้ากล้าทำให้ข้าดูโง่ต่อหน้าทุกคน ข้าไม่ปล่อยให้เจ้ามีความสุขหรอก”
ประตูด้านข้างเปิดออกช้า ๆ หลินซูอวี่ เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน นางนั่งลงข้างเขาอย่างแนบเนียน
“ท่านซื่อจื่ออย่าเพิ่งโกรธจนเสียแผนเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงเบา
“ต่อให้นางเก่งเพียงใด ก็ยังเป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง”
เว่ยอวี้เฉินเหลือบมองนาง
“เจ้ามีความคิดอะไร”
หลินซูอวี่ยกถ้วยชาใหม่ขึ้นรินให้เขาอย่างใจเย็น
“ในเมื่อกำลังของเราจัดการนางไม่ได้ ก็ใช้กฎของราชสำนักสิเจ้าคะ” เขาขมวดคิ้ว
“หมายความว่าอย่างไร”
“นางทำร้ายซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกงกลางพิธีแต่งงาน” หลินซูอวี่พูดช้า ๆ
“ต่อให้ตระกูลเซียวมีอำนาจเพียงใด ก็ไม่อาจข้ามหน้าฮ่องเต้ได้ นี่คือสมรสพระราชทานนะเจ้าคะ” คำว่า ฮ่องเต้ ทำให้เว่ยอวี้เฉินเงียบลงทันที ความคิดใหม่เริ่มก่อตัว
ใช่…ถ้าลากเรื่องขึ้นไปถึงราชสำนัก
ไม่ใช่แค่ศักดิ์ศรี แต่คือการเมือง เขายิ้มช้า ๆ
“เจ้าฉลาดกว่าที่ข้าคิด”
หลินซูอวี่ก้มหน้ายิ้มบาง ๆ ราวกับไม่ได้ตั้งใจ แต่แววตากลับเจ้าเล่ห์
ด้านข้างคือเว่ยจื่อหานกับเว่ยชิงหลิง แอบฟังเงียบ ๆ ไม่กล้าพูดอะไร ซื่อจื่อลุกขึ้น เดินไปยืนตรงหน้าต่าง สายลมพัดผ้าม่านปลิวไหว
“ถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูฮ่องเต้” เขาพึมพำ
“เซียวหลานเยว่จะกลายเป็นสตรีหยาบคายที่ทำร้ายว่าที่สามี” หลินซูอวี่รีบเสริมทันที
“และบุรุษไร้นามที่นางแต่งด้วย ก็อาจถูกสอบสวนด้วยเจ้าค่ะ”
แววตาของเว่ยอวี้เฉินวาบขึ้น ใช่ ถ้าเปิดโปงฐานะสามีของเซียวหลานเยว่ต่อหน้าราชสำนัก ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ก็ต้องถูกตรวจสอบ ยิ่งถ้ามีฐานะเป็นแค่ขอทานข้างถนน นางก็จะยิ่งอับอายขายหน้าที่ทิ้งซื่อจื่ออย่างข้าไปแต่งกับขอทานตัวสกปรก
“เตรียมรถม้า” ซื่อจื่อเอ่ยเสียงต่ำ
“ข้าจะเข้าวัง” เขาหันกลับมา ดวงตาเย็นจัด
“ข้าจะทำให้ฮ่องเต้รู้ว่า จวนแม่ทัพใหญ่กำลังหยามราชสำนัก” เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้น แต่ในความเงียบนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่า บุรุษที่พวกเขาคิดว่าเป็นเพียง “อู๋หมิง” แท้จริงคือ ฉินอ๋องเยี่ยนหานโจว และหมากที่เว่ยอวี้เฉินกำลังจะเดิน อาจกลายเป็นกับดักของตัวเอง
โคมไฟสั่นไหวใต้เงาลม พายุลูกใหม่กำลังมุ่งหน้าไปยังพระราชวัง ท้องพระโรงเงียบกริบ
แสงอาทิตย์ยามสายส่องผ่านม่านหยก กระทบพื้นหินอ่อนเป็นลายยาว ขุนนางทั้งสองฝั่งยืนเรียงแถว ใบหน้าตึงเครียดเมื่อเห็นเว่ยอวี้เฉิน คุกเข่าอยู่กลางห้อง
ซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกงก้มศีรษะแล้วกล่าวเสียงดัง
“ฝ่าบาท! กระหม่อมถูกดูหมิ่นอย่างร้ายแรง คุณหนู เซียวหลานเยว่ ผิดคำสัญญาหมั้นหมาย ละทิ้งจวนกั๋วกงไปแต่งกับยาจกข้างถนน เป็นการหยามราชสกุลและกฎบ้านเมืองพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงฮือฮาเบา ๆ ดังขึ้นในหมู่ขุนนาง บนบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้หลงเต๋อทรงนั่งนิ่ง พระพักตร์เรียบเฉย
“เซียวหลานเยว่อยู่ที่ใด” พระสุรเสียงตรัสเรียบ
ทันใดนั้น เสียงโลหะกระทบพื้นดัง เคร้ง... ก้องทั่วท้องพระโรง
เซียวหลานเยว่ ก้าวเข้ามาพร้อมทวนประจำตระกูล “จันทราทมิฬ” ที่ฮ่องเต้องค์ก่อนพระราชทานให้ ด้านหลังคือบุรุษสวมหน้ากากสีดำที่ยืนสงบนิ่ง สายตาทั้งห้องหันมองทันที นางคำนับอย่างองอาจ
“ถวายบังคมฝ่าบาท”
เว่ยอวี้เฉินเหลือบมองนางด้วยสายตาเยาะเย้ย
“ดูสิพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท! นางยังกล้าพายาจกเข้าวัง”
“ยาจก” เซียวหลานเยว่แทรกขึ้นทันที น้ำเสียงชัดเจนดังก้อง
“ซื่อจื่อเว่ยพูดคำนี้ออกมาโดยไม่อายหรือไร”
ขุนนางบางคนถึงกับชะงัก ฮ่องเต้หลงเต๋อยกพระหัตถ์เล็กน้อย เป็นสัญญาณให้นางพูดต่อ
