3
ค่ำคืนหลังพิธีสมรส เรือนหอของจวนแม่ทัพใหญ่เงียบสงบ โคมแดงแขวนเรียงราย สะท้อนแสงอุ่นนุ่มไปทั่วห้อง กลิ่นกำยานบางเบาลอยอยู่ในอากาศ
เซียวหลานเยว่นั่งอยู่ริมเตียง ม่านแดงปักลายเมฆมงคลทอดลงครึ่งใบหน้า ชุดเจ้าสาวยังไม่ถอดออกทั้งหมด แต่ท่าทางกลับผ่อนคลายเหมือนนักรบที่เพิ่งวางทวนหลังผ่านพ้นศึกหนัก
เสียงฝีเท้ามั่นคงดังขึ้นหน้าประตู
แกร๊ก…
อู๋หมิงเดินเข้ามาในห้องช้า ๆ ชุดพิธีสีเข้มทำให้เขาดูสงบน่าเกรงขามราวกับผู้นำกองทัพ แม้ดวงตาจะยังมีแววสับสนจากความทรงจำที่หายไป
เขาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะเอ่ยเสียงต่ำ
“หลานเยว่…ตอนนี้เจ้าคือภรรยาของข้า” น้ำเสียงมั่นคงแบบผู้บัญชาการ แต่แฝงความอ่อนโยนอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้ตัว เซียวหลานเยว่ยกคิ้วเล็กน้อย
“ถ้าเจ้าจะหนีตอนนี้ ข้าจะถือว่าเจ้ากลัว” มุมปากของเขายกขึ้นบาง ๆ
“ข้าไม่เคยหนีจากสนามรบและไม่คิดจะหนีจากเจ้า”
เขานั่งลงข้าง ๆ อย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าจะทำให้นางตกใจ มือใหญ่ยื่นออกไปอย่างลังเล ก่อนจะค่อย ๆ เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวขึ้น แสงเทียนสะท้อนใบหน้าของเซียวหลานเยว่ชัดเจน ดวงตาคมสดใส รอยยิ้มที่เหมือนท้าทายโลกทั้งใบ ทำให้หัวใจของอู๋หมิงสั่นวูบ
ภาพบางอย่างเหมือนจะผุดขึ้นมาในหัว สนามรบที่เต็มไปด้วยธงศึก เสียงกลอง เงาของหญิงนักรบคนหนึ่ง แต่พริบตานั้นก็หายไป เหลือเพียงความรู้สึกเดียวคืออยากปกป้อง เขาเผลอเอื้อมมือแตะแก้มเธอเบา ๆ
“ข้าจำอดีตไม่ได้ แต่ครั้งแรกที่มองสบตาเจ้า ข้ารู้ว่าข้าไม่อยากปล่อยเจ้าไปไหน” คำพูดตรงไปตรงมาทำให้เซียวหลานเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“พูดเหมือนแม่ทัพสั่งทหาร”
“ข้าเคยเป็นเช่นนั้นหรือไม่”
“ข้าไม่รู้” นางตอบ พลางสบตาเขาตรง ๆ
“แต่ตอนนี้เจ้าคือสามีของข้า” คำว่าสามี ทำให้สายตาของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
อู๋หมิงขยับเข้าใกล้อีกนิด ฝ่ามือใหญ่โอบหลังมือของนางอย่างระมัดระวัง ไม่เร่งร้อน ไม่กดดัน ราวกับนักรบที่รู้จักจังหวะของสงคราม
“ถ้าเจ้ารู้สึกไม่สบายใจ ข้าจะรอ” ประโยคนั้นทำให้เซียวหลานเยว่ยิ้มบาง ๆ
“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่ต้องให้ใครรอ” นางเอนตัวเข้าใกล้เขาเล็กน้อย ดวงตาคมฉายประกายท้าทายเหมือนเดิม แต่กลับอบอุ่นกว่าที่เคย มือของทั้งสองประสานกันแน่นขึ้น แสงเทียนสั่นไหวเบา ๆ เมื่อเขาดึงเธอเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจาง ๆ ของกำยานลอยคลอไปกับลมหายใจ
ภายนอกหน้าต่าง เสียงลมพัดผ่านต้นไผ่ดังซู่ซ่า ราวกับโลกทั้งใบกำลังเฝ้ามองเรือนหอแห่งนี้อย่างเงียบงันม่านแดงค่อย ๆ ถูกปิดลง ทิ้งไว้เพียงเงาของสองร่างที่นั่งเคียงกันใต้แสงเทียนอ่อน
ค่ำคืนนี้ ไม่ใช่เพียงการแต่งงานเพื่อศักดิ์ศรี แต่คือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกที่ทั้งสองยังไม่รู้ว่าลึกซึ้งเพียงใด
และไกลออกไปในเงามืดของเมืองหลวง ชื่อของฉินอ๋องเยี่ยนหานโจว กำลังจะถูกเอ่ยถึงอีกครั้ง โดยศัตรูที่ไม่เคยลืมเขา
ภายในจวนกั๋วกง ถ้วยชาถูกปาแตกกระจายบนพื้นหินอ่อน
“แต่งงานแล้วหรือ” เสียงคำรามของเว่ยอวี้เฉิน ดังก้องโถงใหญ่ ใบหน้ายังซีดจากบาดแผลที่โดนทวนของ เซียวหลานเยว่ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยไฟแค้น
บ่าวรับใช้คุกเข่าตัวสั่น
“ขอรับ จวนแม่ทัพใหญ่จัดพิธีใหญ่โตคนรู้กันทั้งเมืองหลวง คนทั้งถนนพูดกันว่าคุณหนูเซียวแต่งกับบุรุษนิรนามผู้หนึ่งที่สง่างามกว่าท่านขอรับ”
ปึง!
ซื่อจื่อทุบโต๊ะจนชามชาสั่น หลินซูอวี่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รีบลูบแขนเขาเบา ๆ ก่อนแสร้งพูดเสียงอ่อนหวาน
“ท่านซื่อจื่ออย่าโกรธเลยเจ้าค่ะ สตรีเช่นนั้น ต่อให้ไม่แต่งกับท่าน ก็ไม่มีอนาคต”
คำพูดยังไม่ทันจบ เว่ยอวี้เฉินหันขวับ
“เจ้าจะรู้อะไร!” สายตาของเขาคมกริบจนหลินซูอวี่เงียบลงทันที
“ข้าต่างหากที่นางควรเลือก ไม่ใช่ปล่อยให้นางไปเลือกคนอื่น” เขากัดฟันแน่น
“จวนแม่ทัพใหญ่ ทรัพยากร กองทัพ ชื่อเสียง ทั้งหมดนั้นควรเป็นของข้า”
เว่ยจื่อหานเด็กชายตัวน้อยมองพ่ออย่างหวาด ๆ ส่วน เว่ยชิงหลิงหลบอยู่ด้านหลังมารดา
ซื่อจื่อเดินไปหยุดที่หน้าต่าง มองออกไปยังถนนที่ยังมีโคมแดงแขวนอยู่ไกล ๆ
ภาพในหัวของเขาคือเซียวหลานเยว่ในชุดเจ้าสาว ขี่ม้าพาชายขอทานจากไปต่อหน้าคนทั้งเมือง ความอัปยศเหมือนมีดคมกรีดใจ
“นางกล้าทำให้ข้ากลายเป็นตัวตลก” เสียงของเขาเย็นลงจนน่ากลัว หลินซูอวี่ลองพูดเบา ๆ
“บางที แม่ทัพใหญ่เซียวเทียนฉงอาจเพียงอยากรักษาหน้าหลานสาวเจ้าค่ะ ถึงได้จัดพิธีใหญ่โตเช่นนั้น บุรุษคนนั้นคงเป็นแค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น”
เว่ยอวี้เฉินหรี่ตา คำว่า หมาก ทำให้เขานิ่งคิด ใช่ ถ้าชายคนนั้นเป็นเพียงคนเร่ร่อนจริง จวนแม่ทัพใหญ่ก็เท่ากับยกศักดิ์ศรีทั้งหมดไปให้คนไร้ค่า และนั่นอาจเป็นช่องโหว่ เขาหัวเราะเบา ๆ เสียงต่ำเย็นเยียบ
“ดี ในเมื่อเซียวหลานเยว่เลือกเส้นทางนี้ ข้าจะทำให้นางเสียใจที่ไม่คุกเข่าขอข้าแต่งงาน”
หลินซูอวี่มองเขาอย่างระแวง
“ท่านซื่อจื่อจะทำอย่างไรหรือเจ้าคะ”
เว่ยอวี้เฉินยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ ก่อนเอ่ยคำสั่ง
