3
“ตอนนี้ข้าปล่อยวางแล้ว ข้าจะอยู่เพื่อตัวเอง และข้าจะต้องมีความสุข” เซี่ยหลิงอวิ๋นหยิบไก่ย่างมากัดก่อนจะน้ำตาไหลออกมา เมนูนี้มารดาชอบทำให้กิน มันคือไก่ย่างขอทานที่อร่อยที่สุด กินไปก็คิดถึงมารดาผู้ล่วงลับไป จึงทำให้ต้องร้องไห้ออกมา
“พระชายาร้องไห้ทำไมหรือเจ้าคะ” สาวใช้คนสนิทเอ่ยถามอย่างตกใจ
“หรือว่าไม่อร่อยเพคะ”
“อร่อย อร่อยมาก ข้าแค่คิดถึงท่านแม่ก็แค่นั้นเอง” เซี่ยหลิงอวิ๋นพูดออกมาทั้งน้ำตา แต่ก็ยังเคี้ยวไก่ย่างปนเสียงสะอื้อน
“โธ่... พระชายา เหตุดใดท่านไม่บอกองค์รัชทายาทท่านแม่ล่ะเจ้าคะ”
“บอกไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไร หน้าข้าเขายังไม่อยากจะมอง เขาไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับท่านแม่ จะให้ไปเคารพศพทำไมกัน”
“แต่รัชทายาทเป็นเขยนะเจ้าค่ะ”
“เขาเคยคิดว่าเป็นเขยของท่านแม่เหรอ ท่านแม่ป่วยเขาก็ไม่เคยไปเยี่ยมเลยสักครั้ง” นางกล้ำกลืนฝืนทน กลืนน้ำลายอย่างฝืดเคือง บอกตัวเองว่าให้เข้มแข็งและยืนหยัดให้ได้ ไม่มีใครรักเราเท่าตัวเราเองอีกแล้ว
ยามสาย แดดอ่อนส่องผ่านหลังคากระเบื้อง ถนนหน้าจวนตะวันออกคึกคักกว่าทุกวัน
เซี่ยหลิงอวิ๋นสวมชุดผ้าฝ้ายสีเรียบ ไม่ปักลายฟุ่มเฟือย ใบหน้าแต่งบาง ๆ ดูไม่ต่างจากสตรีสามัญชน
นางออกจากจวนพร้อมสาวใช้เพียงคนเดียว เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่นางออกมาโดยไม่ต้องรายงาน ไม่ต้องรีบกลับ ไม่ต้องเร่งตามคำสั่งใคร
ตลาดใหญ่ทอดยาว เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกลูกค้า กลิ่นของสมุนไพร ผ้าไหม อาหารแห้ง คลุ้งไปทั่ว
เซี่ยหลิงอวิ๋นหยุดยืนหน้าร้านผ้า ลูบผืนผ้าเนื้อดีด้วยปลายนิ้ว
“ผ้าพวกนี้ สีไม่ฉูดฉาด แต่ขายดี” นางพึมพำเบา ๆ
ภาพในอดีตซ้อนทับขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เมื่อครั้งยังเด็ก มารดาของนางเคยพานางมาที่ตลาดเช่นนี้ สอนให้นับเงิน สอนให้ดูสีผ้า สอนให้รู้ว่าอะไรควรซื้อ อะไรไม่ควร
“กำไรไม่ใช่ได้จากของแพง” เสียงมารดาดังก้องในความทรงจำ
“แต่ได้จากของที่คนต้องใช้ทุกวัน” มารดาของนาง คือบุตรสาวพ่อค้า ร่ำรวย ฉลาด และถูกดูแคลน
บิดาของนางแต่งงานกับมารดา ไม่ใช่เพราะรัก แต่เพราะทรัพย์สิน แต่เมื่อเงินทองถูกนำเข้าจวน กลับรังเกียจชาติกำเนิด ไม่ได้ปฏิบัติดีกับมารดาของนางเลยสักนิด ยิ่งไม่มีทายาทชายก็ยิ่งไม่เป็นที่ต้องการ
มารดาต้องตรอมใจเพราะความรัก แต่นางจะไม่เป็นเช่นนั้น นางจะไม่ตรอมใจเพราะรักอีก เมื่อมารดาป่วยหนักก็ถูกขังเอาไว้ในเรือนหลัง
“ถ้าเจ้าไม่แต่งงาน…” คำพูดของบิดายังชัดเจนอยู่ในหัว
“แม่ของเจ้าจะไม่ได้รับการรักษา” นั่นไม่ใช่คำขอ แต่คือคำสั่ง
ในตอนนั้น เซี่ยหลิงอวิ๋นไม่มีทางเลือก นางแต่งงาน ไม่ใช่เพื่อเกียรติ ไม่ใช่เพื่ออนาคต แต่เพื่อยื้อชีวิตมารดา
หญิงสาวหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดขึ้นอีกครั้ง
บัดนี้… ไม่มีใครให้ยื้อแล้ว
เซี่ยหลิงอวิ๋นเดินต่อไป หยุดที่ร้านเครื่องหอม ร้านเครื่องประดับ ร้านชาแห้ง สายตาของนางไม่ใช่สายตาสตรีมาเที่ยว แต่เป็นสายตาของคนคำนวณ
หากเป็นร้านของข้า ควรตั้งตรงนี้ ควรขายของที่สตรีกล้าใช้โดยไม่ต้องให้บุรุษอนุญาต
นางกำหมัดแน่นในแขนเสื้อ เป็นหญิง ออกหน้าค้าขายไม่ได้ เปิดร้านในชื่อไม่ได้ ถือทรัพย์มากเกินไปก็เป็นภัย
ทุกอย่างล้วนเป็นข้อจำกัด แต่ไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีทางออก
เซี่ยหลิงอวิ๋นยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เงียบ แต่มั่นคง หากโลกนี้ไม่เปิดทางให้สตรี ข้าก็จะสร้างทางของข้าเอง
เมื่อกลับถึงจวน นางไม่ได้รีบเข้าพบใคร เพียงนั่งลง เขียนสิ่งที่คิดลงบนกระดาษ รายการสินค้า ต้นทุน ชื่อร้านที่ยังไม่ตั้ง และใต้กระดาษนั้น มีคำหนึ่งที่เขียนไว้ชัดเจน นั่นคือคำว่าอิสรภาพ
จากวินาทีนี้ไปเซี่ยหลิงอวิ๋นไม่ได้คิดเพียงแค่ “ทนอยู่” อีกต่อไป นางกำลังคิดถึง ชีวิตหลังจากการจากไป
ยามบ่าย แสงอาทิตย์อ่อนส่องเข้ามาในห้องทรงอักษร แต่บรรยากาศกลับเงียบผิดปกติ
หยางจิ่งเซวียนนั่งอยู่หลังโต๊ะ เอกสารราชการวางเรียงตรงหน้า แต่สายตาของเขากลับไม่อยู่ที่ตัวอักษร
เขาเงยหน้าขึ้น มองไปยังประตูห้องอย่างไม่รู้ตัว ว่างเปล่า ไม่มีร่างบางยืนรอ ไม่มีเสียงฝีเท้าเบา ๆ ไม่มีใครเข้ามาเติมชาหรือจัดเสื้อคลุมให้เรียบร้อย
ความเงียบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เขาเพิ่งพบเจอ แต่กลับเป็นสิ่งที่เขาเริ่มรู้สึก หยางจิ่งเซวียนขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“อวี้เฉิน” องครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูรีบก้าวเข้ามาคำนับ
“กระหม่อมอยู่นี่พะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท” หลี่อวี้เฉิน องครักษ์คนสนิทที่ติดตามเขามาตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเป็นรัชทายาท
“พระชายาอยู่ที่ใด” หยางจิ่งเซวียนถาม สีหน้าไม่เปลี่ยน หลี่อวี้เฉินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบตามตรง
“กระหม่อม…ไม่พบพระชายาในตำหนักพะย่ะค่ะ” คำตอบนั้นทำให้สายตาของหยางจิ่งเซวียนนิ่งค้าง
“ไม่พบ?”
“พะย่ะค่ะ” หลี่อวี้เฉินก้มหน้า
“ตั้งแต่เช้า ยังไม่เห็นพระชายาเข้าออกเรือนฝ่ายในเลย” หยางจิ่งเซวียนเอนหลังพิงเก้าอี้ ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ
แปลก… ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใด เซี่ยหลิงอวิ๋นมักอยู่ไม่ไกล แต่บัดนี้ ราวกับนางตั้งใจหลบหน้า
“ไปถามคนในตำหนัก” เขาสั่งเสียงต่ำ
