2
“อีกทั้ง…” บิดาเงียบไปครู่หนึ่ง
“เรื่องในราชสำนัก ข้าจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน” วันนั้นเซี่ยหลิงอวิ๋นก้มศีรษะรับคำ นางไม่ได้แต่งงานเพราะรัก ไม่ได้หวังตำแหน่ง นางเพียงต้องการให้มารดามีชีวิตที่สงบในบั้นปลาย
สามปี นางทนทุกอย่าง ทนความเย็นชา ทนการเมินเฉย ทนสถานะพระชายาที่ไร้ตัวตน
เพราะยังมี “ท่านแม่” ให้ยึดไว้ แต่บัดนี้ เซี่ยหลิงอวิ๋นยกมือสั่นเทา วางลงบนขอบโลง น้ำตาหยดลงไม่ขาด
“ท่านแม่…หลิงอวิ๋นทำตามที่สัญญาแล้วนะเจ้าคะ” เสียงสะอื้นหลุดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ราวกับความอดกลั้นตลอดสามปีพังทลายลงในพริบเดียว
“ต่อจากนี้ ลูกไม่จำเป็นต้องทนอีกแล้ว” ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเปลวเทียนที่สั่นไหว
หลังพิธีศพสิ้นสุด ในคืนที่จวนเงียบงัน เซี่ยหลิงอวิ๋นนั่งอยู่คนเดียวในเรือน ดวงตาแห้งผาก ไม่มีน้ำตาเหลือให้ไหลอีก
นางมองเงาของตนเองในกระจกทองแดง ใบหน้าซีดเซียว แต่สายตานิ่งสงบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อท่านแม่จากไปแล้ว ข้าก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับคำสัญญาของใครอีก ไม่ต้องขอร้องให้บิดาดูแลมารดา ไม่ต้องช่วยพยุงอำนาจของบิดาในราชสำนัก ไม่ต้องฝืนอยู่ข้างคนที่ไม่เคยต้องการ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มจาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความอ่อนหวาน
“จากนี้ไป…” นางพึมพำกับเงาในกระจก
“ข้าจะอยู่เพื่อตนเอง” และในคืนนั้นเอง ความคิดเรื่องการหย่าร้าง ก็หยั่งรากลึกในหัวใจของเซี่ยหลิงอวิ๋นอย่างเงียบงัน
ในคืนอันเงียบสงัด แสงตะเกียงในเรือนฝ่ายในดับลงเร็วกว่าทุกคืน เซี่ยหลิงอวิ๋นนอนอยู่บนเตียง ดวงตาเปิดกว้าง มองเพดานไม้เหนือศีรษะ หัวใจแน่นอึดอัดราวกับถูกกดทับด้วยก้อนหินหนัก
หย่า... คำนี้ผุดขึ้นมาในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ยิ่งคิด นางก็ยิ่งรู้ดี ในแผ่นดินนี้ ผู้หญิงเป็นฝ่ายขอหย่าไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่มีความผิดร้ายแรง หากไม่ได้รับพระราชทานอนุญาต
ผู้หญิงย่อมถูกตราหน้าว่าไร้คุณธรรม เสียชื่อสกุล เสียอนาคต
เซี่ยหลิงอวิ๋นหลับตาลง มุมปากคลี่ยิ้มขมขื่น เช่นนั้นข้าจะไม่ฝืนอีก
เขาไม่ต้องการข้า ข้าก็จะไม่ยื่นตนให้เขาเมินอีกต่อไป
วันรุ่งขึ้น จวนตะวันออกก็เงียบผิดไปจากเดิม
ยามเช้า ไม่มีร่างบางยืนรอหน้าห้องทรงอักษร ไม่มีถาดโจ๊กอุ่นวางข้างโต๊ะ
หยางจิ่งเซวียนก้าวเข้าห้อง สายตาเลื่อนมองโต๊ะข้างกายโดยไม่รู้ตัว ทุกอย่างคือความว่างเปล่า
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้เอ่ยถาม เพียงนั่งลง เขียนอักษรต่อไป
ยามสาย หมึกในแท่นแห้งขอด เขายื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณ มือควรจะสัมผัสกับพู่กันที่ถูกฝนไว้แล้ว แต่ครั้งนี้ ไม่มีใครฝนหมึกให้
หยางจิ่งเซวียนชะงัก สายตาจับจ้องแท่นหมึกอยู่นาน ก่อนจะเป็นฝ่ายฝนเอง ความรู้สึกแปลกประหลาดค่อย ๆ ซึมลึก
ยามเที่ยง สาวใช้รายงานว่า พระชายาเสวยอาหารในเรือนฝ่ายในเรียบร้อยแล้ว
“นางไม่มา” เขาถามโดยไม่เงยหน้า
“เพคะ พระชายาเสวยเสร็จตั้งแต่ยามก่อนแล้ว และ ไม่ได้สั่งให้เตรียมสำรับเพิ่มเพคะ” มือที่ถือพู่กันหยุดนิ่งอีกครั้ง
ยามค่ำ หยางจิ่งเซวียนกลับเข้าตำหนัก ภายในเรือนเงียบสงัด ไม่มีน้ำอุ่น ไม่มีเสื้อคลุมพาดรอ ไม่มีเงาร่างบางยืนอยู่หน้าห้องบรรทม เขาหันไปมองสาวใช้
“พระชายาอยู่ที่ใด”
“พระชายา เข้านอนไปตั้งแต่ยามซวีเพคะ” คำตอบนั้นทำให้เขาเงยหน้าขึ้นทันที
“เร็วเช่นนั้น” สาวใช้ก้มศีรษะ
“เป็นเช่นนี้มาหลายวันแล้วเพคะ” หลายวัน หยางจิ่งเซวียนเดินออกจากเรือน มองไปยังเรือนฝ่ายในที่ปิดไฟมืดสนิท เงียบ สงบ ไร้การรบกวน เป็นความเงียบที่ไม่ควรทำให้เขารู้สึกอะไร แต่กลับทำให้หัวใจรู้สึกว่างเปล่าอย่างไม่อาจอธิบาบได้
หลายวันต่อมา เซี่ยหลิงอวิ๋นยังคงทำเช่นเดิม ไม่ถาม ไม่รอ ไม่เข้าใกล้ เมื่อพบกัน นางเพียงก้มศีรษะอย่างห่างเหิน
“ถวายคำนับองค์รัชทายาท” จากนั้นก็จากไป ไม่หยุด ไม่เหลียวมอง หยางจิ่งเซวียนยืนมองแผ่นหลังนั้น คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น
ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าเขาจะเมิน นางก็ยังอยู่ แต่บัดนี้ เมื่อเขาไม่เรียก นางก็ไม่มา ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างช้า ๆ หรือว่า ครั้งนี้ นางจะเมินข้าจริง ๆ และเป็นครั้งแรกในรอบสามปี ที่รัชทายาทแห่งแผ่นดิน รู้สึกไม่คุ้นชินกับความเย็นชาที่ตนเองเคยมอบให้ผู้อื่น
เซี่ยหลิงอวิ๋นกลับถึงห้องพักส่วนตัวก็ตาโตด้วยความดีใจในทันทีเมื่อเห็นอาหารที่ตนเองชอบ
“พระชายา หม่อมฉันเตรียมของโปรดของพระองค์ให้แล้วนะเพคะ” สาวใช้คนสนิทที่เธอเพิ่งมีตอนย้ายมาอยู่ที่จวนรัชทายาท เพราะก่อนหน้านี้นางเป็นเพียงคุณหนูใหญ่ไร้อำนาจในจวนของบิดาเท่านั้น
“น่ากินเสียจริง มากินด้วยกันสิเสี่ยวฮวา” ขนมกุ้ยฮวาของโปรดกับไก่ย่างหอมกรุ่นที่นางชอบกิน เพราะทำให้นึกถึงมารดาที่เคยทำให้นางกิน
“พระชายาเสวยเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่เคยเห็นพระชายายิ้มแบบนี้มานานแล้ว ตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่” เพราะเจ้านายสาวมีบุญคุณช่วยเหลือเอาไว้ ไม่ให้นางโดนรังแกจากคนในจวน ดังนั้นเสี่ยวฮวาจึงจงรักภักดีกับเซียหลิงอวิ๋นเป็นที่สุด และดูจะเป็นคนเดียวที่รักและปรารถนาดีกับนางอย่างแท้จริง หลังจากที่มารดาของนางจากไป
