บทที่สอง บุรุษช่วยเหลือ
เช้าวันใหม่แสงแดดอ่อนส่องลอดม่านไผ่สลับกับเงาใบไม้ไหวเอนตามสายลม หอเจียวหั่วในยามเช้าช่างอบอุ่นนัก กลิ่นชาเจือจางในม่านอากาศ และเสียงหัวเราะเบา ๆ จากห้องโถงด้านในทำให้บรรยากาศต่างจากหอคณิกาที่ผู้คนมักนึกภาพว่าเต็มไปด้วยการแก่งแย่งริษยาระหว่างสตรีเปลี่ยนไป
ที่นี่บรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้านหลังหนึ่ง
คณิกาอันดับหนึ่งและสอง เจี๋ยเหมยกับยวี่ฟางนั่งอยู่ที่มุมโต๊ะกลม กำลังช่วยกันพับกระดาษหอมเป็นรูปดอกเหมยสำหรับตกแต่งมุมแสดงของคืนนี้ ข้างกันนั้นเย่ผิงกำลังฝึกเล่นเครื่องดนตรีด้วยสีหน้ายิ้มละมุน เสียงพิณที่นางบรรเลงราวบทเพลงปลุกเช้าวันนี้ให้สดใสขึ้นกว่าเดิม
ซุนจางหง มามาแห่งหอผู้มีฝีปากดุเหมือนแม่แก่ ๆ ทว่าการกระทำกลับเหมือนรักลูกสาวในเรือน เดินถือพัดไปมาตรวจดูความเรียบร้อยพลางบ่นงึมงำเรื่องผ้าปูโต๊ะชุดใหม่ที่ช่างเย็บส่งช้า จนใคร ๆ ก็หัวเราะกันทั่วห้อง
หลิวซือเย่แต่งกายเรียบง่ายในชุดผ้าฝ้ายเนื้อดี ผมยาวถักเป็นเปียบางส่วนประดับปิ่นไม้ธรรมดา ไม่ฉูดฉาดเหมือนยามแสดง เดินลงบันไดไม้พร้อมพัดในมือและรอยยิ้มบนใบหน้า
“วันนี้ช่วงกลางวันจะไม่อยู่ที่หอหรือเจ้าคะแม่นางหลิว”
อาเอ้อรีบเดินตามมาเมื่อเห็นเจ้านายตนแตะปลายเท้าถึงพื้นลานเตรียมออกไปข้างนอก
หลิวซือเย่ปรายตามองอย่างขบขัน “ข้าขอลาพักแค่ครึ่งวัน ข้าอยากเดินเล่นสักหน่อย”
“เช่นนั้นไปตลาดกันดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าน้อยได้ยินข่าวดีมา” อาเอ้อกะพริบตาอย่างเจ้าเล่ห์ “ร้านขนมหวานที่แม่นางหลิวชอบประกาศว่ามีขนมชนิดใหม่ ข้าเห็นเขาติดป้ายไว้เมื่อวาน ข้าน้อยคิดว่าท่านต้องอยากลองแน่”
หลิวซือเย่พยักหน้า ดวงตาเป็นประกาย
“แน่นอนสิ ข้าเกิดมาเพื่อกินของอร่อยอยู่แล้ว”
นางเดินนำไปอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าสงบเย็นราวหงส์ฟ้า แต่แววตานั้นกลับซุกซนเหมือนเด็กที่เพิ่งได้รางวัล
ตั้งแต่ชาติที่แล้ว นางก็เป็นคนเช่นนี้
แม้จะยืนอยู่ใต้แสงไฟท่ามกลางโลกมายาอันซับซ้อน แต่นางก็ไม่เคยเปลี่ยนใจรักในของหวาน ขนมเค้กมะพร้าว โดรายากิ โมจิ หรือแม้แต่น้ำแข็งไสสมัยเรียนมัธยม ทุกอย่างล้วนปลอบใจนางมาแล้วทั้งสิ้นยามต้องทำงานหนัก
ในชาตินี้ แม้จะเปลี่ยนร่างไป หรือเปลี่ยนชื่อเรียกจากดาราเป็นคณิกา นางก็ยังคงใช้ศิลป์แสดงเลี้ยงชีพ และยังคงมีหัวใจเป็นคนเดิมที่ชื่นชอบของอร่อยไม่ต่างกัน
ท่ามกลางเสียงเชิญชวนของพ่อค้าแม่ขายในตลาดเล็กกลางเมืองเลี่ยงหลิน กลิ่นแป้งหอมและน้ำตาลเคี่ยวที่ลอยมาตามลมทำให้นางหันไปยิ้มให้สาวใช้คนสนิท
“หากรสชาติไม่ถึงใจ ข้าจะสั่งทำโทษเจ้าแน่ อาเอ้อ”
อาเอ้อหัวเราะลั่น “เชิญเลยเจ้าค่ะ”
แต่ยังไม่ทันเดินถึงหน้าร้านขนมอันเป็นจุดหมาย ขณะกำลังเดินผ่านตรอกเล็ก ร่างของหลิวซือเย่กลับถูกกระชากตรอกนั้นอย่างรวดเร็ว
“แม่นางหลิว!”
เสียงอาเอ้อร้องลั่นก่อนจะถูกผลักกระเด็นล้มลงกับพื้น ชั่วพริบตาเดียว สองชายชุดดำก็ปรากฏตัวขึ้น รัดคอหลิวซือเย่จากด้านหลัง ปิดปากนางและฉุดลากเข้าไปในมุมมืดอย่างอุกอาจในบริเวณคนไม่ค่อยพลุกพล่าน
“อย่าเสียงดัง” หนึ่งในนั้นกระซิบเย็นเฉียบ “หากไม่อยากเจ็บตัว จงเชื่อฟังข้า”
ดวงตาของหลิวซือเย่เบิกกว้าง นางพยายามดิ้นแต่โชคร้ายที่เรี่ยวแรงหญิงสาวยากจะต้านบุรุษได้ มือของนางเริ่มชาด้วยแรงบีบของมัน
ทว่าก่อนที่ร่างนางถูกลากต่อไปไกลกว่านี้ เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นพร้อมเงาใหญ่พุ่งเข้าหาอย่างไม่รีรอ
ปึก! อึก! อัก!
ร่างของชายชุดดำคนหนึ่งลอยกระแทกกำแพงอย่างแรง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นไร้สติ อีกคนหันมาจะชักมีดแต่ก็ถูกมือหนาฉุดคอเสื้อ กระแทกเข่าซ้ำจนล้มคลานร้องโอดโอย
หลิวซือเย่หอบหายใจแรงเมื่ออ้อมแขนที่รัดร่างถูกปล่อย อาเอ้อรีบวิ่งเข้ามาโอบประคองนางไม่ให้ล้ม
“แม่นางหลิว เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ”
นางส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนกวาดตามองบุรุษผู้ช่วยชีวิตตน ยามนี้ยืนจังก้าต่อหน้าคนร้ายที่ถูกอัดจนสภาพย่ำแย่เสียแล้ว
เขาสวมเสื้อผ้าธรรมดาแต่สะอาด ร่างสูงใหญ่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ใบหน้ามีหนวดเครารุงรังจนแทบมองไม่เห็นใบหน้าเต็ม เห็นแต่ดวงตาคู่นั้นที่ดูเย็นชา
อาเอ้อรีบล้วงถุงเงินออกมาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งจากใจจริง
“พ่อหนุ่ม เจ้าช่วยแม่นางหลิวไว้ พวกเราขอมอบสิ่งนี้แทนคำขอบคุณเจ้าค่ะ”
ชายผู้นั้นยกมือขึ้นปฏิเสธทันที
“ไม่จำเป็น ข้าไม่ต้องการเงินทองหรอกแม่นาง”
“รับไปเถิดเจ้าค่ะ พวกข้าอยากตอบแทนเจ้าจริง ๆ” หลิวซือเย่ยิ้มหวานด้วยความจริงใจให้บุรุษแปลกหน้าที่กำลังนั่งลงหยิบเชือกมามัดมือมัดเท้าคนร้ายเพื่อเตรียมนำไปส่งให้ทางการ
“ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าไม่ต้องการเงินทองมากมายขนาดนั้น”
หลิวซือเย่มองสบตากับสาวใช้ตนเอง
“เอ่อ แล้วพ่อหนุ่มต้องการสิ่งใดหรือไม่ หากข้ามอบให้ได้ข้ายินดีเจ้าค่ะ”
“...”
ดูเหมือนจะมีของที่บุรุษพลเมืองดีต้องการอยู่เพราะหลิวซือเย่เห็นชายหนุ่มมีสีหน้าลังเล
“บอกมาเถิดเจ้าค่ะ”
“ข้าขอเพียงที่หลบแดดฝน ที่ซุกหัวนอน และงานทำเท่านั้นก็พอ” เสียงของเขาไม่ดังแต่หนักแน่น “บ้านของข้าเพิ่งถูกไฟไหม้ เวลานี้ข้าจึงไร้ที่อยู่ เห็นพวกแม่นางแต่งกายดี จึงคาดว่าเป็นคนมีฐานะ หากมีเมตตา ข้าเพียงขอได้เป็นคนงานในจวนของพวกท่าน จะปัดกวาดหุงหา ใช้แรงงานข้าก็ยินดี”
หลิวซือเย่เงียบไปชั่วครู่ ดวงตานางจ้องใบหน้าเขาอย่างพิจารณา ขณะที่ใจกลับสั่นไหวโดยไม่ทันตั้งตัว
สองปีที่ผ่านมานางแบกทุกอย่างไว้บนบ่า สร้างหอเจียวหั่วจากหอเกือบเจ๊งให้กลายเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อช่วยมามาใช้หนี้และคุ้มครองชีวิตของสตรีนับสิบที่ฝากอนาคตไว้กับหอแห่งนี้
ดังนั้นนางจึงไม่มีเวลาว่างมาคิดเรื่องความรักระหว่างชายหญิงและไม่เคยแม้แต่จะเปิดโอกาสให้ใคร
จนกระทั่งได้มาเจอกับบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า นางจึงได้รู้จักคำว่าตกหลุมรักแรกพบเป็นครั้งแรก
บุรุษตรงหน้าหนวดเคราขึ้นดก หน้าตาออกไปในทางน่ากลัวมากกว่าหล่อเหลาทว่าจิตใจเขาดียิ่งนัก เขากล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนางในยามอันตราย
เขาเข้ามามอบความอุ่นใจที่หลิวซือเย่ก็ไม่รู้ตัวว่าตนโหยหามานานเพียงใด
ทำเอาใจเต้นตึกตักเลยแฮะ บุรุษหน้าหนวดผู้นี้
“ได้สิ ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรหรือ” นางเอ่ยเสียงเบา
“ข้าชื่ออวิ้นมู่ เรียกข้าว่าอามู่ก็ได้ขอรับ”
หลิวซือเย่เพ่งมอง พลางกวาดหาความทรงจำในนิยายที่เคยอ่านก่อนมาอยู่ในร่างนี้
ไม่มี ไม่มีชื่อนี้ในเรื่องเลย
เขาไม่มีบทบาทในนิยายต้นฉบับ
เช่นนั้นนางคงไม่ต้องระแวงว่าเขาจะเป็นตัวร้าย หรือตัวละครที่มีบทบาทเป็นของตัวเองใช่หรือไม่
นางคลี่ยิ้มจริงใจ รอยยิ้มนี้ไม่ใช่ที่นางเคยมอบให้ลูกค้าบนเวที
“เช่นนั้นเจ้าตามข้ากลับหอ ข้าจะช่วยของานให้เจ้า”
หลิวซือเย่หมุนตัวเดินอมยิ้มกลับหออย่างหวานล้ำในใจ
บางทีในชาติก่อน นางอาจเคยฝันถึงความรักที่สวยงาม แฟนหนุ่มหน้าตาดี ฐานะทางบ้านเพียบพร้อม
แต่ในชาตินี้ร่างนี้ของนางเป็นหม้าย แถมยังได้ชื่อว่าเป็นคณิกาแม้ไม่เคยขายตัว แต่โลกนี้ก็ไม่ให้ที่ยืนกับสตรีอย่างนางนัก
นางไม่คิดหวังให้ชายที่เพียบพร้อมสูงส่ง
ทว่านางเพียงต้องการ...ใครสักคนที่ยอมยืนข้างนางยามภัยอันตรายคืบคลานเข้ามา สามารถปกป้องนางได้ก็พอ
และอามู่ ดูเหมือนจะเป็นคนที่ใจของนางเลือกแล้วโดยไม่ทันตั้งตัว
