บทที่หนึ่ง ลูกค้าใจป้ำ
“มีคนมาติดต่อขอซื้อตัวท่านอีกแล้วเจ้าค่ะ คราวนี้เสนอเงินมากถึงทองพันชั่ง!”
พัดในมือนางค้างกลางอากาศเพียงชั่ววินาที ก่อนจะกระตุกยิ้มอย่างเย้ยหยันที่มุมปาก
“กลับไปบอกพวกเขาเหมือนทุกครั้งก็พอว่าข้าไม่ขายตัว”
“เจ้าค่ะ แต่...” อาเอ้ออึกอัก สีหน้าไม่สู้ดี “คนกลุ่มนี้ดูไม่ธรรมดาเจ้าค่ะ ข้าเห็นมีผู้ติดตามใส่ชุดคลุมดำเฝ้าอยู่รอบห้องพัก พวกเขาไม่ได้มาเพียงเพื่อขอข้าเกรงว่าอาจมีเรื่องไม่ดี”
คำพูดนั้นทำให้หลิวซือเย่ขมวดคิ้วทันที นางวางถ้วยชาลงโดยไม่ดื่ม
“ให้ราคาถึงทองพันชั่ง” นางทวนเสียงแผ่ว ดวงตาคมสั่นระริกด้วยแววระแวง “หากพวกเขาไม่บ้าก็ต้องมีจุดประสงค์แอบแฝง ใครบ้างจะเอาเงินขนาดนั้นมาเพียงเพื่อคณิกาผู้หนึ่ง”
“แปลกจริง ๆ ด้วยเจ้าค่ะ”
“หึ” นางหัวเราะเบาอย่างเย็นชา “ช่างเถอะ คืนนี้ข้าจะกลับไปเรือนนอนแล้ว หากพวกเขาต้องการรอ ก็ปล่อยให้รอเถิดเดี๋ยวก็พากันกลับไปเองหากทนไม่ไหว”
“เช่นนั้นให้ข้าสั่งคนคุ้มกันของหอไปเพิ่มหรือไม่เจ้าคะ”
“ใช่ แจ้งเรื่องนี้แก่มามาและเจ้าส่งไปเยอะหน่อย เอาให้เต็มหน้าประตูเรือนรับรองห้องนั้น จะได้ไม่กล้าคิดสร้างความวุ่นวายให้หอของเรา”
“เจ้าค่ะ”
เมื่อสั่งการจบ หลิวซือเย่ลุกขึ้น ยกชายกระโปรงยาวพาดแขน เดินออกจากบริเวณวุ่นวายอย่างไม่รีบร้อน
ลมยามค่ำคืนเย็นจัดพัดมาทว่าใจนางกลับสงบนิ่ง
เรือนพักของนางอยู่ด้านในสุดของหอ เป็นเรือนไม้หลังงามที่มามาซุนยกให้เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนความดีความชอบมากมายของนาง แน่นอนว่าไม่มีคณิกาคนใดในหอนี้ได้รับเกียรติเท่านางอีกแล้ว
สองข้างทางมีสวนไผ่เตี้ยกับโคมไฟจิ๋วประดับทางเดิน
นางก้าวผ่านอย่างเงียบงันปล่อยให้เสียงเพลงไกลออกไปด้านหลัง เหลือเพียงเสียงฝีเท้าเบา ๆ กับเสียงใจที่เริ่มเต้นแรงขึ้นทีละน้อย
‘ใครกัน...ที่อยากได้นางมากขนาดนั้น’
นางเม้มริมฝีปาก ดวงตาคู่งามแวววาวยามต้องแสงโคม หากจะมีศึกมาเยือน อย่างน้อยก็ให้มันมาในยามที่นางพร้อมจะตั้งรับเสมอก็พอ
อีกฟากหนึ่งของหอคณิกาเจียวหั่ว ภายในห้องรับรองชั้นสามซึ่งถูกจองไว้ด้วยราคาสูงลิบ บัดนี้บรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยความตึงเครียด
เสียงข้าวของแตกกระจายดังขึ้น เศษถ้วยชา กระถางธูป และแจกันเคลือบแตกร่วงเกลื่อนพื้น เป็นฝีมือของบุรุษผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่กลางห้อง ร่างใหญ่ หน้ากร้านแดด ปากเหม็นกลิ่นสุราและขนเครารกรุงรังประหนึ่งโจรภูเขาที่แฝงตัวมาในร่างพ่อค้าใหญ่
“พวกสารเลว! ข้าเอาทองพันชั่งมาวางตรงหน้าแท้ๆ กลับกล้าปฏิเสธข้าอย่างไร้เยื่อใยงั้นรึ”
เขาตะโกนลั่นจนบ่าวของหอที่มาตอบคำปฏิเสธต้องถอยกรูดออกจากห้องทันที
แต่ยังไม่ทันที่ความเดือดดาลนั้นจะสงบ เสียงแหลมสูงก็แหวกม่านผ้าหนาออกมาด้วยท่าทางไม่แพ้กัน
“เหลวเป๋วสิ้นดี ขนาดข้าเตรียมตัวมาขนาดนี้ นังนั่นยังไม่หลงกลอีกหรือ?”
ผ้าคลุมสีทึบถูกสะบัดออก เผยให้เห็นสตรีนางหนึ่งในวัยกลางคน ใบหน้าแต่งจัดแต่เคลือบไปด้วยความขุ่นเคืองอย่างถึงที่สุด
นางคือซุนซูลี่ มามาผู้ครอบครองหอคณิกาซูฮวา หอคณิกาคู่แข่งของเจียวหั่ว ที่เพิ่งเสียหน้าในงานประกาศอันดับหอรื่นเริงประจำปีเมื่อสามวันก่อน
วันนั้นหอเจียวหั่วเฉือนชนะไปด้วยคะแนนเสียงจากนักเดินทางผู้ทรงอิทธิพล เพียงเพราะ’การแสดงอันประณีตของคณิกาผู้หนึ่ง’ ที่แสร้งเล่นตัวประกาศตนว่าจะไม่ยอมขายกาย
“หลิวซือเย่!” ซุนซูลี่กัดฟันกรอด เอ่ยชื่อนั้นราวกับจะกลืนกินสตรีที่ตนเอ่ยถึงเป็นชิ้น ๆ
ใช่แล้ว พวกนางสืบจนรู้ว่าเบื้องหลังความรุ่งเรืองของหอเจียวหั่วไม่ใช่ใครอื่น นอกจากคณิกาแสนหยิ่งผู้ไม่เคยขายตัวคนนี้
ดังนั้นวันนี้ซุนซูลี่จึงร่วมมือกับพ่อค้าหน้าโจรผู้นี้ วางแผนลวงซื้อบริการในราคาสูงลิบ ซึ่งหอใดในแผ่นดินก็ยากจะปฏิเสธ หากนางนั่นยอมปรากฏตัวเพียงครึ่งก้าวเข้ามาในห้อง ซุนซูลี่ก็จะให้สาวใช้สาดน้ำกรดร้อนแรงใส่ใบหน้างามของนางทันที ให้รู้ว่าความหยิ่งผยองไม่มีที่ยืนในโลกนี้
ทว่า...ทุกอย่างล้มเหลว
“เจ้าแน่ใจนะว่าไม่มีคนรู้ทันแผนการก่อน” ซุนซูลี่เหลียวขวับไปทางบ่าวหญิงของตนที่อยู่ด้านหลัง
บ่าวสาวหน้าซีดเผือด “บ่าว...บ่าวมั่นใจเจ้าค่ะ”
ซุนซูลี่เหยียดยิ้ม เย็นเยียบราวลมยามเหมันต์ “เหอะ โอหังกันนัก ข้าจะปล่อยให้พวกมันผยองไปอีกไม่นานนักหรอก”
นางหันกลับไปคว้าผ้าคลุมมาคลุมร่างอีกครั้ง เดินนำออกจากห้องอย่างหัวเสีย
“ไป! เราจะกลับหอซูฮวา คืนนี้ข้าไม่อยากอยู่ในหอโอหังนี่อีกแม้แต่ก้านธูปเดียว”
เบื้องหลังนาง พ่อค้าโจรยังสบถไม่หยุด ขณะที่บ่าวรับใช้ทั้งหลายต่างเร่งเช็ดเก็บซากข้าวของที่ถูกขว้างลงพื้นอย่างลนลาน
แต่ในแววตาของมามาซูฮวาผู้นั้นยังเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่ยังไม่มอดดับ
นางจะไม่มีวันยอมให้หอเจียวหั่ว ขึ้นนำได้อีกเป็นปีที่สองแน่!
