
บทย่อ
ตัวแม่คนนี้จะพลิกโชคชะตาต่ำตมของนางร้ายเอง! (แนวแซ่บ เผ็ดซู๊ดปาก มีพระ-นางคู่เดียวค่ะ)
บทนำ
ค่ำคืนในเมืองชายแดนเลี่ยงหลิน แม้สายลมจะเย็นยะเยือกฟ้ามืดครึ้ม ทว่าบริเวณหน้าหอคณิกาเจียวหั่วกลับคึกคักสว่างไสวดั่งแสงจันทร์เต็มดวงยามฤดูวสันต์ เสียงหัวเราะของบัณฑิตและขุนนางในคราบนักเดินทางปะปนกับกลิ่นเครื่องหอมลอยโชยออกจากภายใน ทำเอาผู้คนบนถนนใหญ่แม้ไม่ตั้งใจ ก็อดไม่ได้ที่จะหันมองหอหลังงามด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น
ใต้ซุ้มประตูไม้แกะสลักรูปดอกเหมย มีเสียงสนทนาเบาๆ ดังขึ้นจากชายสองคนที่หยุดยืนอยู่ไม่ห่างจากโคมแดงใบใหญ่หน้าประตู
“เจ้ารู้หรือไม่ ว่าหอคณิกาเจียวหั่วขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งแซงหอซูฮวาไปแล้ว”
“พอรู้บ้าง แต่เจ้าเงียบไว้บ้างเถิด หากคนของหอซูฮวาผ่านมาจะหาว่าพวกเรายุ่งเรื่องผู้อื่นเอา” อีกคนกระซิบตอบพลางหันซ้ายแลขวา “แต่ใช่ เห็นว่าในบันทึกการจัดอันดับหอคณิกาประจำปีที่ออกมาเมื่อสามวันก่อน หอเจียวหั่วได้ตำแหน่งหออันดับหนึ่งของเมืองแถบนี้ไปจริง ๆ”
“โถ่...นี่มันเรื่องผิดคาดยิ่ง เมื่อสองปีก่อนข้ายังจำได้อยู่เลย หอคณิกาเจียวหั่วเป็นแค่หอคร่ำครึ่ แทบไม่มีลูกค้าเดินเข้า มามาเจ้าของหอพูดไม่เก่ง แถมยังโดนหอซูฮวากดหัวไว้จนแทบจะปิดกิจการอยู่รอมร่อแล้วเชียว”
“นั่นสิ แต่ข้าว่าที่มันกลับมารุ่งได้ไม่ใช่เพราะโชคแต่เพราะสตรีผู้นั้นที่มาใหม่ คือแม่นางหลิวซือเย่น่ะ เจ้าเคยได้ยินชื่อเสียงของนางบ้างหรือไม่”
ชื่อหนึ่งหลุดจากริมฝีปาก ทำให้ชายอีกคนหรี่ตา สะกิดแขนสหายแล้วพยักหน้าเข้าหาอาคารหลังงามที่เปิดม่านแพรผืนบาง ตรงกลางเวทีไม้สีทับทิม มีสตรีนางหนึ่งกำลังตวัดพู่กันลงบนผืนผ้าแพรขาวท่ามกลางแสงเทียนนับร้อย
นางสง่าเยี่ยงหงส์ ความงามไม่แพ้ดอกเหมยยามผลิบาน ยิ่งท่วงท่าในยามเคลื่อนไหวดูมีพลังบางอย่างดึงดูดสายตาผู้คนทั่วทั้งหอให้แน่นิ่ง
“นั่นหรือ แม่นางหลิวซือเย่”
“ใช่...นางเป็นหัวหน้าคณิกาในตอนนี้ ทว่านางหาใช่ผู้หญิงที่ขายเรือนร่างไม่ นางขายศิลป์ วรรณศิลป์ และศิลป์แห่งร่ายรำ”
“บ้าเรอะ! น่าเสียดายยิ่งข้าว่าต้องมีพวกหน้าใหญ่กระเป๋าหนักพวกนั้นเสนอราคาสูงลิ่วเพื่อขอขึ้นเตียงกับนางอย่างแน่นอน/”
“โดนปฏิเสธทั้งนั้นแหละ ขนาดบรรดาบุรุษผู้คร่ำหวอดในกามโลกีย์ยังต้องนั่งเงียบชมงานตวัดอักษรของนางโดยไม่แม้แต่ได้แตะชายแขนเสื้อนางเลยด้วยซ้ำ”
ชายอีกคนอ้าปากค้าง ริมฝีปากขยับแต่ไม่มีเสียงตอบขณะที่ผู้พูดหัวเราะแผ่ว และชายอีกคนพยักหน้าอย่างเลื่อมใส
“สมแล้วที่เป็นหอม้ามืดเจียวหั่ว เหมือนเปลวเพลิงที่ลุกโชนกลางหิมะจริง ๆ”
ณ เวลานั้น เสียงปรบมือดังขึ้นจากทั่วหอ ขณะที่นางคณิกาหลิวซือเย่ปิดพู่กันอย่างสง่างาม แววตาคู่สวยแหงนมองแสงไฟระยับจากโคมบนเพดาน
นางค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณผู้ชม ก่อนหันกายก้าวลงจากเวที แววตาคมกริบกวาดมองฝูงชนที่ยังจ้องมาด้วยความหลงใหลอย่างมิรู้จักเบื่อ แล้วคลี่ยิ้มบางขณะที่ใจของนางคิดถึงเรื่องราวที่ไม่มีใครรับรู้นอกจากตัวนางเอง
หอเจียวหั่ว หอคณิกาที่ครั้งหนึ่งเคยตกอับจนแทบต้องปิดประตูหนีหนี้ หากถามว่าบัดนี้เหตุใดจึงกลายเป็นหออันดับหนึ่งในเมืองเลี่ยงหลินแห่งนี้ได้ คำตอบคงอยู่ที่...นาง
ใช่ นางรู้ตัวดี ว่าเพียงสองปีที่นางเข้ามา หอที่ใกล้ตายกลับฟื้นคืนชีพ เสมือนฟีนิกซ์ลุกโชนจากเถ้าถ่าน
ทว่าไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้ว ตัวนางมิใช่เพียงสตรีธรรมดา แต่คืออดีตตัวแม่แห่งวงการมายาในอีกมิติหนึ่ง ที่แม้จะถูกโชคชะตาเหวี่ยงให้มามีชีวิตใหม่ในร่างนางร้ายในนิยายตอนจบแล้วที่มีชื่อเรื่องว่า ‘ความรักหวานล้ำ’
แต่หวานล้ำกับผีน่ะสิ!
นิยายจบแล้วสำหรับจุดจบของตัวละครนางร้ายนั้นไม่ต้องพูดถึง...
สามีที่เป็นพระเอกนิยายมอบหนังสือหย่าขาด ตระกูลตนเองล่มสลาย เนื่องจากบิดาฆ่าตัวตายเพราะโทษทัณฑ์ มารดาก็ตรอมใจสิ้นใจตามกันไป ทุกอย่างพังพินาศในพริบตา
นางเดินทางมายังเมืองชายแดนเลี่ยงหลินตัวเปล่า ไร้สักคนเหลียวแลและเห็นใจ
และใช่หากวันนั้นไม่ได้มามาเจ้าของหอแห่งนี้ช่วยไว้จากกลุ่มอันธพาลที่คิดรุมเหยียดหยามเรือนกายร่างนี้ นางก็คงไม่มีโอกาสยืนอยู่ตรงนี้เป็นแน่
ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณมามาเจ้าของหอคณิกาแห่งนี้ แทนที่จะขายตัวสร้างเงินให้ไม่กี่ตำลึง หลิวซือเย่เลือกขายสมองแทนดีกว่า
หญิงสาววางแผนการตลาด ออกแบบการแสดง เปลี่ยนหอคณิกาให้เป็นเวทีศิลป์ ยกสถานะจากสถานที่ค้ากามอย่างเดียวให้กลายเป็นโรงสร้างความบันเทิงทุกด้าน ทั้งมีการสร้างงานแสดงประจำฤดูกาล จัดตารางหมุนเวียนคณิกาผู้มีพรสวรรค์ในด้านต่างๆ เป็นดั่งนักแสดงดาราในมิติเดิมของตนเอง
แน่นอนว่าหลิวซือเย่ไม่เคยเปิดประมูลเรือนกายของตน แม้จะมีบุรุษผู้ร่ำรวยจะเสนอทองคำถมกองแทบเท้าก็ตาม
ตัวนางในยามนี้ หาใช่นางร้ายไร้ค่าในนิยายอีกต่อไป นางคือผู้นำของหอ เป็นหัวหน้าคณิกา เป็นผู้ควบคุมศิลป์และวรรณศิลป์ของหอทั้งหอ ผู้คนในที่นี้ต่างเคารพฟังคำพูดนางเกือบจะยิ่งกว่ามามาผู้ถือครองตำแหน่งเจ้าของเสียอีกด้วยซ้ำ
และในวันนี้หอเจียวหั่วยิ่งครึกครื้นกว่าค่ำคืนใด มีลูกค้ามากหน้าหลายตาทั้งเหล่าคุณชายบัณฑิตและพ่อค้าเร่จากเมืองอื่นต่างเดินขวักไขว่เข้ามาจนแน่นขนัดเต็มพื้นที่หอ ราวกับฝูงมดหลงกลิ่นน้ำผึ้ง
หลิวซือเย่ที่เสร็จจากการแสดงวาดภาพกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่ระเบียงชั้นสองในห้องรับรองพิเศษ แววตานิ่งสงบทอดมองภาพเบื้องล่างที่ผู้คนเริงร่าด้วยความพึงใจ
“คืนนี้ประกาศไปว่าจะลดราคาครึ่งหนึ่ง ใครจะไม่มากันเล่า” นางเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ คลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาเพียงสองวันก่อนหลังนางเห็นสถิติรายรับเริ่มนิ่ง นางจึงเสนอให้มามาซุนจัดงานแสดงทุกรูปแบบขึ้นหนึ่งคืน เปิดต้อนรับแขกหน้าใหม่หน้าเก่าโดยลดราคาสุราและค่าชมการแสดงครึ่งหนึ่ง ให้เหล่าคณิกาประจำเตรียมการแสดงใหม่ บรรเลงเพลงโบราณฉบับดัดแปลงให้ครื้นเครงยิ่งขึ้น
แน่นอนว่ามีเสียงคัดค้านจากบางคนในหอที่เกรงว่าชื่อเสียงจะตกต่ำลง
แต่หลิวซือเย่กลับกล่าวเพียงว่า...
‘ศิลป์ยิ่งเปิดเผยสู่สายตาผู้คน ยิ่งเป็นที่รู้จัก ยิ่งเป็นที่ต้องการ หอแห่งนี้ไม่ใช่แค่โรงร้านขายตัว...แต่มันคือสถานที่จัดแสดงศิลปะให้เจริญงอกงามได้แม้ในเมืองชายแดน หากมีผู้รู้จักมากขึ้น รายได้ย่อมมากขึ้นและชื่อเสียงก็จะตามมาเอง’
และในยามนี้ หลักฐานก็อยู่เบื้องหน้า หอเจียวหั่วคับคั่งไปด้วยเสียงหัวเราะและคำชม นักท่องเที่ยวจากเมืองร้อยลี้ยังเดินทางมา บางคนถึงกับกล่าวว่า หากไม่ได้เข้าร่วมงานในคืนนี้ เท่ากับพลาดสิ่งดีที่สุดของการมาเมืองเลี่ยงหลิน
หลิวซือเย่ยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครา
ขณะนางหย่อนกายลงบนเบาะผ้านุ่ม ริมฝีปากกำลังจิบชาขมเพื่อล้างรสหวานจากขนมเมื่อสักครู่ เสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังขึ้น
“แม่นางซือเย่! ข้าน้อยขอรบกวนสักครู่เจ้าค่ะ” เสียงอาเอ้อดังมาก่อนตัว นางคือสาวใช้คนสนิทของหลิวซือเย่ปรากฏตัวด้วยดวงหน้าแดงเล็กน้อยเพราะรีบวิ่งมา
หลิวซือเย่ปรายตามอง “มีเรื่องอะไรหรือ”
“มีคนมาติดต่อขอซื้อตัวท่านอีกแล้วเจ้าค่ะ คราวนี้เสนอเงินมากถึงทองพันชั่ง!”
