บท
ตั้งค่า

5

ยามตกดึก ภายในห้องทำงานลับใต้ดินของจวนชินอ๋อง เปลวเทียนส่องไหววูบวาบ ฉายเงาคมเข้มของหยางหลงเหวียนลงบนผนังหิน

บัดนี้ บุรุษผู้เคยวิ่งไล่จับผีเสื้อในยามกลางวันไร้เค้าของคนเสียสติแม้แต่น้อย

เขาสวมอาภรณ์รัดกุมสีดำสนิท นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายสงบนิ่ง ดวงตาลุ่มลึกเปี่ยมด้วยอำนาจ

เบื้องหน้าคือฉางเฟิง องครักษ์เงาคนสนิทที่กำลังคุกเข่ารายงานข่าว

"เรียนท่านอ๋อง สายข่าวจากกลุ่ม 'พยัคฆ์โลหิต' รายงานว่า ช่วงนี้เครือข่ายของ 'หงส์ดำ' เริ่มขยายอิทธิพลเข้ามารวบรวมข่าวสารรอบจวนชินอ๋องมากขึ้นพ่ะย่ะค่ะ คล้ายกำลังสืบหาเบาะแสบางอย่างภายในจวนแห่งนี้"

หยางหลงเหวียนใช้นิ้วเคาะโต๊ะไม้เป็นจังหวะช้าๆ แววตาฉายประกายครุ่นคิด

"หงส์ดำกำลังสืบเรื่องของจวนข้าอย่างนั้นหรือ"

เขาหยุดเคาะโต๊ะ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"คนผู้นั้นต้องการอะไรกันแน่" ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเขาจะออกคำสั่งต่อ

"ส่งคนของเราไปจับตาเส้นทางเคลื่อนไหวของตลาดมืดให้ดี อย่าให้คลาดสายตา โดยเฉพาะผู้ที่เข้าออกบริเวณจวนชินอ๋อง หากพบสิ่งผิดปกติ รีบมารายงานข้าทันที"

"พ่ะย่ะค่ะ" ฉางเฟิงรับคำสั้นๆ ก่อนร่างทั้งร่างจะเลือนหายเข้าไปในเงามืด ราวกับไม่เคยปรากฏตัวอยู่ในห้องนั้นมาก่อน

ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องลับด้านหลังหอโคมแดงกลางเมืองหลวง ภายในห้องที่ปิดตายด้วยม่านมู่ลี่ไม้ไผ่ แสงตะเกียงส่องสลัว เงาร่างของสตรีผู้หนึ่งทอดยาวบนพื้นหิน

อวี้หลานในคราบ "หงส์ดำ" สวมอาภรณ์รัดกุมสีดำสนิท เรือนผมถูกรวบสูงอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าครึ่งบนปกปิดด้วยหน้ากากหงส์สีดำขลับ เผยให้เห็นเพียงดวงตาคมปลาบที่เย็นเยียบและทรงอำนาจ แตกต่างจากพระชายาผู้หัวอ่อนในจวนชินอ๋องราวกับเป็นคนละคน

นางนั่งสงบนิ่งอยู่หลังม่านมู่ลี่ ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ขณะรับฟังรายงานจากสมุนคนสนิทที่กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า

"นายหญิงขอรับ สายของเราแจ้งว่า กลุ่ม 'พยัคฆ์โลหิต' เริ่มส่งคนเข้ามาจับตาการค้าข่าวของตลาดมืดบริเวณรอบจวนชินอ๋องแล้วขอรับ"

อวี้หลานวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ดวงตาใต้หน้ากากหงส์ทอประกายเยียบเย็น ริมฝีปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย

"พยัคฆ์โลหิตเริ่มสอดมือเข้ามาป่วนรังของข้าแล้วหรือ" น้ำเสียงของนางสงบนิ่ง แต่แฝงอำนาจกดดันจนผู้ฟังไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า

"สั่งคนของเราให้จับตาพวกมันไว้ทุกฝีก้าว หากผู้ใดกล้าล้ำเส้นเข้าใกล้คลังสินค้าลับทางทิศตะวันออก ก็ไม่จำเป็นต้องไว้ชีวิต"

"ขอรับ" สมุนผู้นั้นก้มศีรษะรับคำ ก่อนถอยออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ

ภายในห้องกลับคืนสู่ความสงัดอีกครั้ง อวี้หลานทอดสายตามองเปลวไฟที่กำลังไหวระริก ความคิดมากมายแล่นผ่านเข้ามาในห้วงคำนึง

'พยัคฆ์โลหิต เจ้ากำลังสืบเรื่องของข้า'

ริมฝีปากใต้หน้ากากเผยรอยยิ้มบาง

'บังเอิญเหลือเกินเพราะข้าก็กำลังสืบเรื่องของเจ้าอยู่เช่นกัน'

นางใช้นิ้วเรียวลูบลายสลักรูปหงส์บนถ้วยชาเบาๆ ก่อนเอ่ยกับตนเองด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

"มาดูกันว่า ระหว่างพยัคฆ์กับหงส์ ผู้ใดจะเผยช่องโหว่ก่อน"

ในค่ำคืนเดียวกันนั้น ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดสนิท ต่างฝ่ายต่างส่งสายลับออกปฏิบัติการอย่างเงียบงัน

กลุ่มพยัคฆ์โลหิตเริ่มจับตาทุกความเคลื่อนไหวของตลาดมืด ขณะที่เครือข่ายหงส์ดำก็กระจายกำลังเข้าคุมเชิงพื้นที่โดยรอบจวนชินอ๋อง เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของฐานบัญชาการแห่งใหม่ ทั้งสองฝ่ายต่างเคลื่อนไหวในเงามืดอย่างระมัดระวัง โดยไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า ศัตรูที่ตนกำลังจับตามอง นั่งอยู่ในจวนแห่งเดียวกัน

อีกไม่กี่ชั่วยามต่อมา ทั้งสองจะกลับไปยังจวนชินอ๋องหลังเดียวกัน ร่วมรับประทานอาหารโต๊ะเดียวกัน พักผ่อนในห้องหอเดียวกัน และสวมบทบาทเป็น สามีผู้แกล้งเสียสติ กับพระชายาผู้หัวอ่อน ได้อย่างแนบเนียน ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า บุรุษและสตรีที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกันทุกค่ำคืน คือศัตรูตัวฉกาจที่ต่างฝ่ายต่างส่งสายลับออกตามล่าอีกฝ่ายอย่างสุดกำลัง

แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุลายเข้ามาภายในเรือนใหญ่ของจวนชินอ๋อง ลำแสงสีทองอ่อนทาบลงบนพื้นหินขัดอย่างงดงาม สายลมพัดเอากลิ่นหอมของบุปผาในสวนลอยอวลเข้ามา บรรยากาศภายนอกดูสงบร่มรื่น หากภายในเรือนกลับซ่อนเกมคุมเชิงที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

หลิวอวี้หลานสวมอาภรณ์พระชายาสีเขียวอ่อนเรียบง่าย นั่งสงบอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างโต๊ะแปดเซียน กิริยาสะอาดสะอ้าน อ่อนโยน และเรียบร้อยสมกับเป็นสตรีในโอวาท เบื้องข้างมีเสี่ยวชิงยืนรินชาร้อนและจัดวางถ้วยชาด้วยท่าทีสำรวม

ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าวิ่งตึงตังจากหน้าเรือนก็ดังเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะร่าเริงของชินอ๋อง

"ดูนี่สิ ข้าทำขนมหวานมาให้เจ้า" สิ้นเสียง หยางหลงเหวียนในชุดคลุมสีอ่อนก็วิ่งพรวดเข้ามาในเรือน มือทั้งสองประคองจานดินเผาใบหนึ่ง บนจานวางก้อนโคลนสีดำปั้นเป็นก้อนกลม ประดับด้วยดอกไม้ป่าสองสามดอกอย่างภูมิใจ ใบหน้าหล่อเหลายังเปรอะด้วยคราบดินและฝุ่น ทว่ารอยยิ้มกลับสดใสราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งสร้างผลงานชิ้นเอกสำเร็จ

เขาวิ่งตรงเข้ามาหาอวี้หลาน ก่อนยื่นจานโคลนเข้ามาจ่อแทบถึงริมฝีปากของนาง ดวงตาเป็นประกายตื่นเต้นเสียจนผู้คนรอบข้างไม่อาจแยกออกว่าเป็นความไร้เดียงสาหรือการแสดงอันแนบเนียน

เสี่ยวชิงเห็นภาพตรงหน้าก็หน้าซีดเผือด รีบก้าวออกมาครึ่งก้าวอย่างลืมตัว

"ท่านอ๋อง พระชายาเพคะ"

อวี้หลานยกมือขึ้นห้ามสาวใช้เบาๆ โดยไม่ละสายตาจากก้อนโคลนตรงหน้า ใบหน้าของนางยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน ดวงตาใสซื่อไร้เดียงสา ราวกับมิได้รู้สึกถึงความสกปรกของสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าแม้แต่น้อย

"ท่านอ๋องทรงทำขนมชิ้นนี้ให้หม่อมฉันหรือเพคะ ช่างน่ารับประทานยิ่งนัก" น้ำเสียงของนางอ่อนโยนและจริงใจเสียจนผู้ใดได้ฟังก็เชื่อสนิทว่า พระชายาผู้นี้ไร้เดียงสาจนแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอะไรคือโคลน อะไรคือขนม

หยางหลงเหวียนพยักหน้าหงึก ๆ พลางหัวเราะอย่างชอบใจ

"ใช่แล้ว ขนมคลุกดอกไม้ กินสิ กินเลย ถ้าเจ้าไม่กิน แสดงว่าเจ้าไม่ใช่ภรรยาของข้า"

อวี้หลานยังคงยิ้มละไม หากภายในใจกลับเยือกเย็นดุจสายน้ำแข็ง

'คิดจะลองเชิงว่าข้าจะเผลอแสดงสีหน้ารังเกียจ หรือยอมกินของสกปรกเพื่อรักษาบทบาทสินะ'

นางทอดสายตามองก้อนโคลนเพียงชั่วครู่ ก่อนยื่นมือเรียวงามออกไปอย่างไม่ลังเล ราวกับตั้งใจจะรับมันเข้าปากจริงๆ แต่ในเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วสัมผัสก้อนโคลน นิ้วชี้ของนางกลับแตะผ่านข้อมือของหยางหลงเหวียนอย่างแผ่วเบา ราวกับความซุ่มซ่ามของสตรีผู้ไร้เดียงสา ทว่าตำแหน่งที่สัมผัสกลับตรงกับจุดชีพจรสำคัญพอดี

กึก!

ข้อมือของหยางหลงเหวียนชะงักไปเพียงชั่วขณะ กล้ามเนื้อคลายตัวโดยไม่รู้สึกตัว ปลายนิ้วอ่อนแรงจนจานในมือเอียง

ก้อนโคลนกลมหล่นลงกระแทกพื้นเสียงดัง

เศษโคลนกระเด็นเปื้อนชายอาภรณ์และรองเท้าปักลายของอวี้หลานเต็มไปหมด

อวี้หลานรีบชักมือกลับ พลางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนย่อตัวลงอย่างลนลาน

"อุ๊ย! ขอประทานอภัยเพคะท่านอ๋อง หม่อมฉันช่างซุ่มซ่ามเหลือเกิน มือไม้ไม่ค่อยมีแรง ทำขนมที่ท่านอ๋องอุตส่าห์ทำให้ตกเสียแล้ว" น้ำเสียงนั้นสั่นเครือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ราวกับสตรีอ่อนโยนที่ไม่ประสีประสา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel