บท
ตั้งค่า

4

อวี้หลานเองก็ยังคงก้มหน้าสำรวมกิริยา ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อนโยน สมกับพระชายาผู้อ่อนหวานและไร้พิษภัย

แต่ในเสี้ยวอึดใจที่ไม่มีผู้ใดทันสังเกต สายตาของทั้งสองกลับสบกันผ่านเงาสะท้อนบนแจกันเคลือบขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางตำหนัก

เพียงแวบเดียวก็แยกจาก ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคำพูด ไม่มีสัญญาณใดๆ

ทว่าต่างฝ่ายต่างเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี

อวี้หลานแอบยกยิ้มอยู่ในใจ

'อ๋องบ้าผู้นี้มิใช่เพียงมีวรยุทธ์สูงส่ง หากยังอ่านสถานการณ์ได้เฉียบคม ทุกการเคลื่อนไหวเมื่อครู่นี้ล้วนคำนวณมาอย่างแม่นยำ แม้แต่ฮ่องเต้และไทเฮายังทรงเชื่อสนิทว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุจากคนเสียสติ'

นางทอดสายตามองพระสวามีที่กำลังนั่งแทะขนมอย่างเอร็ดอร่อย

'หากมิใช่เพราะข้าสัมผัสได้ถึงลมปราณในจังหวะที่เขาพุ่งชนองค์ชายสาม เกรงว่าข้าเองก็คงถูกหลอกเช่นกัน'

ขณะเดียวกัน หยางหลงเหวียนยังคงหัวเราะคิกคัก พลางหยิบขนมอีกชิ้นเข้าปาก แต่ภายใต้ใบหน้าไร้เดียงสานั้น ความคิดกลับแล่นว่องไวไม่ต่างจากคมกระบี่

'พระชายาของข้า เล่นละครได้แนบเนียนยิ่งนัก'

'ยามองค์ชายสามจงใจหาเรื่อง นางแสร้งหวาดกลัวจนผู้คนหลงเชื่อทั้งตำหนัก แต่แท้จริงกลับอาศัยจังหวะที่ทุกสายตาหันมามอง ขยับปลายนิ้วเพียงครั้งเดียวก็สกัดองครักษ์เงาไว้ได้อย่างไร้ร่องรอย'

'การควบคุมลมปราณละเอียดถึงขั้นนี้ มิใช่สิ่งที่สตรีธรรมดาจะทำได้'

แม้จะกำลังคิดเช่นนั้น สีหน้าของเขากลับยังคงไร้เดียงสาไม่เปลี่ยนแปลง

เขาหันไปมองไทเฮา ก่อนยกขนมขึ้นสูงอย่างภาคภูมิใจ

"เสด็จแม่ ขนมอร่อยมากเลยพ่ะย่ะค่ะ"

ไทเฮาทรงทอดพระเนตรลูกชาย ก่อนทรงส่ายพระพักตร์พลางแย้มพระสรวลอย่างอ่อนพระทัย

"เจ้ากินให้น้อยลงบ้างเถิด ระวังจะปวดท้องอีก"

"ไม่ปวดหรอกพ่ะย่ะค่ะ พระชายาบอกว่ากินเยอะๆ จะตัวโต จะได้จับผีเสื้อเก่งกว่าเดิม" คำตอบของชินอ๋องเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากบรรดาขุนนางหลายคน ความตึงเครียดที่ปกคลุมตำหนักเมื่อครู่ค่อยๆ เลือนหายไป

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรภาพตรงหน้า ก่อนจะทรงถอนพระทัยแผ่วเบา

สุดท้ายแล้ว พระอนุชาพระองค์นี้ก็คงไม่มีวันกลับมาเป็นภัยต่อผู้ใด

ส่วนอวี้หลานก็เป็นเพียงสตรีจิตใจดี ฉลาดน้อยผู้หนึ่ง ที่ยอมรับชะตากรรมและตั้งใจดูแลพระสวามีอย่างสุดความสามารถ

เมื่อพระราชดำริเป็นเช่นนั้น ความระแวงที่เคยมีต่อทั้งสองจึงลดลงไม่น้อย

อวี้หลานรับรู้ได้จากแววพระเนตรของฮ่องเต้ แม้นางจะก้มหน้าสำรวมอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกอยู่ภายใน

การเข้าเฝ้าครั้งแรกผ่านพ้นไปได้อย่างงดงามกว่าที่คาดไว้

ทุกคนในราชสำนักต่างเชื่อสนิทว่า ชินอ๋องยังคงเป็นอ๋องเสียสติผู้ไร้พิษสง ส่วนพระชายาชินอ๋องก็เป็นเพียงสตรีอ่อนโยนผู้แสนซื่อสัตย์

แสงแดดยามบ่ายทอดผ่านศาลาแปดเหลี่ยมกลางอุทยานอันร่มรื่นของจวนชินอ๋อง ละอองแสงสีทองส่องกระทบพุ่มไม้และสระบัวจนเกิดประกายงดงาม หลิวอวี้หลานในอาภรณ์สีงาช้างเรียบง่ายนั่งอยู่บนเก้าอี้หินอ่อนภายในศาลา เรือนผมดำขลับถูกรวบอย่างเรียบร้อย กิริยาสำรวมอ่อนหวานสมกับพระชายาผู้เรียบร้อย หากแต่นิ้วมือเรียวกลับค่อยๆ สาวเข็มปักผ้าอย่างเชื่องช้า ราวกับสตรีผู้ไม่สันทัดงานเย็บปักนัก

"พระชายาเพคะ ลายปักเป็ดแมนดารินคู่นี้ ด้ายตรงส่วนศีรษะเบี้ยวไปนิดนะเพคะ"

เสี่ยวชิง สาวใช้คนสนิท ก้มมองสะดึงปักผ้าในมือผู้เป็นนาย ก่อนเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

อวี้หลานก้มมองผืนผ้าในมือ เอียงศีรษะเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยทอประกายใสซื่อ ก่อนถอนหายใจแผ่วเบาอย่างคนขาดความมั่นใจ

"จริงด้วยหรือเสี่ยวชิง ข้ามองตั้งนานยังดูไม่ออกเลย เฮ้อ... ข้านี่ช่างฉลาดน้อยนัก เรื่องประดิษฐ์ประดอยเพียงเท่านี้ เรียนเท่าไรก็ไม่เก่งเสียที"

"โธ่... พระชายาอย่าทรงตำหนิพระองค์เองเลยเพคะ เพียงเท่านี้ก็งดงามมากแล้วเพคะ" เสี่ยวชิงรีบเอ่ยปลอบใจตามประสาสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์

ภาพของพระชายาผู้เรียบร้อย หัวอ่อน และไม่ทันคน ปรากฏชัดในสายตาของบ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมา ผู้ใดใช้ให้ทำสิ่งใด นางก็รับคำอย่างว่าง่าย ไม่เคยแสดงความเฉลียวฉลาด หรือโต้เถียงกับผู้ใดแม้แต่ครั้งเดียว

ทว่าในเวลานั้นเอง เสียงกิ่งไม้หักดังกรอบแกรบจากอีกฟากของแปลงดอกไม้ พร้อมเสียงร้องเพลงผิดทำนองก็ดังลอยมาตามสายลม

"ผีเสื้อบินมา ล่องลอยตามลม จับไม่ได้สักที ฮ่า ๆ ๆ"

หยางหลงเหวียนในชุดคลุมตัวยาวสีครามกำลังวิ่งกระโดดโลดเต้นไปทั่วอุทยาน มือหนึ่งถือสวิงดักแมลง กวัดแกว่งไปมาอย่างสนุกสนาน

ครั้นเห็นอวี้หลานนั่งอยู่ในศาลา เขาก็กระโดดข้ามแปลงดอกโบตั๋นจนต้นดอกล้มระเนระนาดหลายต้น ก่อนวิ่งตรงเข้ามาหานางด้วยรอยยิ้มสดใส เห็นฟันขาวครบทุกซี่

"ผีเสื้อ ผีเสื้อดูนี่สิ ข้าจับผีเสื้อตัวใหญ่ได้แล้ว"

เขายื่นสวิงว่างเปล่าเข้ามาจ่อแทบปลายจมูกของอวี้หลาน ดวงตาเปล่งประกายตื่นเต้นราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นใหม่

อวี้หลานกะพริบตาปริบๆ มองความว่างเปล่าในสวิงด้วยสายตาใสซื่อไร้ความเฉลียวใจ ก่อนคลี่ยิ้มอ่อนหวานแล้วปรบมือเบาๆ อย่างคล้อยตาม

"จริงด้วยเพคะท่านอ๋อง ผีเสื้อของท่านอ๋องงดงามยิ่งนักเพคะ" น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเลื่อมใส ฟังดูเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง สมกับสตรีที่ผู้คนต่างร่ำลือว่าหัวอ่อนและความคิดช้า ราวกับไม่ทันรู้เลยว่าพระสวามีกำลังเล่นพิเรนทร์หยอกเย้า

หยางหลงเหวียนหัวเราะเสียงดัง ยื่นมือที่เปื้อนฝุ่นมาตบไหล่นางเบาๆ

"ฮ่า ๆ ๆ เจ้ามองเห็นด้วยหรือ เจ้าฉลาดเหมือนข้าจริง ๆ ด้วย" กล่าวจบ เขาก็หัวเราะร่า พลางวิ่งไล่จับผีเสื้อต่อไป แต่ในเสี้ยววินาทีที่เบือนหน้าพลางยกสวิงขึ้นสูง นัยน์ตาสีเข้มกลับลอบทอดมองแผ่นหลังของพระชายาด้วยแววครุ่นคิด

'กิริยาเรียบร้อย อ่อนแอ จนดูเหมือนสตรีความคิดช้าเช่นนี้ คนนอกย่อมเห็นว่านางไร้พิษภัย เหมาะจะเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง แต่สตรีที่ความคิดช้าจริง ๆ จะสามารถซ่อนกระแสลมปราณได้แนบเนียน จนแทบไม่ต่างจากคนธรรมดาเช่นนี้หรือ'

เมื่อคล้อยหลังชินอ๋องไป อวี้หลานก้มลงมองผืนผ้าปักในมือต่อ รอยยิ้มใสซื่อยังคงประดับอยู่บนใบหน้า ราวกับพระชายาผู้เรียบร้อยไร้พิษภัย หากแต่ภายในใจกลับกำลังประเมินสถานการณ์อย่างเงียบเชียบ

'กระโดดเหยียบแปลงดอกไม้เช่นนั้น แต่ทุกย่างเท้ากลับไร้สุ้มเสียงยามกระทบพื้น วิชาตัวเบาอันลึกล้ำเช่นนี้ จะเป็นเพียงอ๋องสติไม่สมประกอบได้อย่างไร'

อวี้หลานครุ่นคิด พลางสาวเข็มปักผ้าไปอย่างเชื่องช้า ราวกับสนใจเพียงงานเย็บปักตรงหน้า

'จวนชินอ๋องแห่งนี้มีสายตาแอบจับตาดูอยู่ไม่น้อย ทั้งคนขององค์ชายสาม และกองกำลังปริศนาอีกหลายฝ่าย หากปล่อยไว้เช่นนี้ คงไม่อาจเคลื่อนไหวได้สะดวก ข้าต้องส่งคนของ "หงส์ดำ" เข้ามาคุมเชิงจวนแห่งนี้ให้รัดกุมยิ่งขึ้นเสียแล้ว'

นางยกสะดึงขึ้นพิจารณาอีกครั้ง ก่อนเอ่ยกับเสี่ยวชิงด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

"เสี่ยวชิง ข้าปักลายนี้ต่อไม่ไหวแล้ว ดูอย่างไรก็ยังไม่สวยเสียที" เสี่ยวชิงรีบรับสะดึงมาถือไว้ พลางยิ้มปลอบใจ

"พระชายาทรงปักได้ดีมากแล้วเพคะ หากฝึกอีกสักหน่อยก็ต้องงดงามแน่นอนเพคะ"

อวี้หลานหัวเราะเบา ๆ อย่างเขินอาย

"หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น"

ภายนอก นางยังคงเป็นพระชายาผู้หัวอ่อนและไม่ทันคน แต่ภายใน ความคิดทุกอย่างกลับเดินหน้าไม่หยุดแม้เพียงชั่วลมหายใจ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel