บทย่อ
ผู้คนทั่วเมืองต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ชินอ๋อง คืออ๋องเสียสติ วัน ๆ เอาแต่ไล่จับผีเสื้อ วิ่งเล่นเหมือนเด็ก และหัวเราะอย่างไร้เหตุผล ส่วน หลิวอวี้หลาน คือท่านหญิงไร้ค่า โง่เขลา อ่อนแอ ถูกตระกูลผลักไสให้แต่งงานกับบุรุษที่ไม่มีวันได้ขึ้นครองอำนาจ ทุกคนต่างสงสารที่คนบ้ากับคนโง่ต้องกลายมาเป็นสามีภรรยา แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่า ยามราตรีมาเยือน นางคือ "หงส์ดำ" นายหญิงแห่งตลาดมืด ผู้กุมเครือข่ายข่าวกรองและอำนาจใต้ดินทั่วแผ่นดิน ส่วนเขาคือ "พยัคฆ์โลหิต" องค์รัชทายาทผู้เร้นกาย ปลอมตัวเป็นอ๋องบ้าเพื่อตามล่าผู้วางยาพิษและโค่นล้มขบวนการกบฏ กลางวัน...ทั้งคู่ต่างเล่นละครหลอกคนทั้งใต้หล้า กลางคืน...กลับสวมหน้ากากไล่ล่ากันในฐานะศัตรู โดยไม่รู้เลยว่าคนที่หมายจะเอาชนะ คือคนที่นอนเคียงหมอนทุกค่ำคืน จนกระทั่งคืนหนึ่ง...หน้ากากหลุดพร้อมกัน เมื่อ "อ๋องบ้า" ไม่ได้บ้า และ "ท่านหญิงโง่" ไม่ได้โง่ เกมหลอกลวงจึงกลายเป็นเกมแห่งหัวใจ จากศัตรูในเงามืด สู่คู่รักผู้จับมือกันโค่นกบฏ พลิกแผ่นดิน และเขียนตำนานบทใหม่ ที่แม้แต่ตลาดมืดยังต้องยอมสยบ
1
เสียงปี่ กลอง และมโหระทึกแห่งงานอภิเษกสมรสดังกึกก้องไปทั่วถนนสายหลักของเมืองหลวง ทว่าแทนที่จะเป็นเสียงถวายพระพรหรือคำแสดงความยินดี กลับมีเพียงเสียงซุบซิบนินทาและสายตาเวทนาสงสารที่ทอดมองมายังเกี้ยวเจ้าสาวสีแดงชาดอย่างไม่ขาดสาย
"น่าสงสารท่านหญิงหลิวจริงๆ"
"สตรีงามเช่นนั้นกลับถูกบังคับให้แต่งกับอ๋องบ้า"
"ได้ยินว่าชินอ๋องคลุ้มคลั่งหนักขึ้นทุกวัน ต่อไปนางคงลำบากแน่" คำพูดเหล่านั้นลอยเข้ามาเป็นระลอก หากคนในเกี้ยวกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
ภายในเกี้ยวแดง 'หลิวอวี้หลาน' ท่านหญิงผู้ถูกตระกูลผลักไสให้ตกอับ นั่งนิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีแดงปักลายหงส์เหินด้วยไหมทองอย่างวิจิตร ผ้าคลุมหน้าสีชาดบดบังโฉมสะคราญเอาไว้จนมิดชิด มือเรียวที่ซ่อนอยู่ใต้ชายแขนเสื้อกำลังคลึงเข็มเงินเล่มจิ๋วเล่นอย่างผ่อนคลาย สีหน้าของนางสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นหรือร้อนรนดังเช่นเจ้าสาวทั่วไป
"เจ้าสาวลงจากเกี้ยวได้" เสียงขันทีประกาศก้อง
ม่านเกี้ยวถูกเปิดออกช้าๆ อวี้หลานก้าวลงจากเกี้ยวอย่างแช่มช้า มี 'เสี่ยวชิง' สาวใช้คนสนิทคอยประคองอยู่ข้างกาย
ทว่าทันทีที่ยืนมั่นอยู่หน้าประตูจวนชินอ๋อง บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน
ไม่มีเจ้าบ่าวในชุดมงคลออกมายืนรอรับเจ้าสาว
บ่าวรับใช้ทุกคนก้มหน้าก้มตา สีหน้าซีดเผือด ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง เพราะต่างรู้ดีว่าพิธีมงคลวันนี้กำลังจะกลายเป็นเรื่องน่าขันของทั้งเมือง
ทันใดนั้น...
"ฮ่า ๆ ๆ จับได้แล้ว ผีเสื้อสีแดงตัวใหญ่จังเลย ดูสิ ๆ มันบินลงมาจากเกี้ยวด้วย" เสียงหัวเราะอย่างร่าเริงดังแว่วมาจากด้านบน
อวี้หลานเหลือบมองผ่านผ้าคลุมหน้าเนื้อบางขึ้นไป บนกิ่งไม้ใหญ่ข้างประตูจวน ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังนั่งโหนตัวไปมาอย่างสนุกสนาน
เขาสวมชุดเจ้าบ่าวสีแดงสดตัดกับเรือนผมดำขลับที่มีเศษใบไม้ติดอยู่หลายแห่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายประหนึ่งเทพเซียน แต่กลับแต้มด้วยคราบโคลนเป็นหย่อมๆ มือหนึ่งถือสวิงดักแมลง อีกมือชี้มายังนางราวกับพบของเล่นชิ้นใหม่ ดวงตาเป็นประกายไร้เดียงสาเหมือนเด็กน้อย
บุรุษผู้นั้นคือ 'หยางหลงเหวียน' ชินอ๋องผู้เลื่องชื่อเรื่องสติไม่สมประกอบ หรืออดีตองค์รัชทายาทผู้หายสาบสูญ
"ท่านอ๋อง! โธ่... ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ ลงมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ วันนี้เป็นวันอภิเษกของท่านนะพ่ะย่ะค่ะ" พ่อบ้านประจำจวนวิ่งวนรอบต้นไม้ มือหนึ่งกุมขมับ อีกมือกางรับอยู่ด้านล่าง สีหน้าร้อนใจแทบร้องไห้
"ไม่เอา ข้าจะจับผีเสื้อแดงตัวนั้น ผีเสื้อตัวใหญ่น่ากินที่สุดเลย" หยางหลงเหวียนหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ก่อนจงใจทำท่าลื่นไถล
"โอ๊ย! ตกแล้ว!"
ตึง!
ร่างสูงหล่นลงมากองอยู่แทบเท้าของอวี้หลาน ฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่ว ผู้คนรอบด้านต่างร้องอุทานด้วยความตกใจ
"โอ๊ย!"
"ท่านอ๋อง!"
"น่าสงสารท่านหญิงหลิวเหลือเกิน"
เสียงทอดถอนใจดังขึ้นระงม สตรีงามล่มเมือง กลับต้องมาแต่งงานกับอ๋องบ้าที่เกลือกกลิ้งอยู่กับพื้นราวเด็กสามขวบ
อวี้หลานค่อยๆ ย่อตัวลงอย่างนุ่มนวล นัยน์ตาภายใต้ผ้าคลุมหน้าฉายแววหวาดหวั่น อ่อนโยน และไร้เดียงสา สมกับบทบาท 'ท่านหญิงผู้โง่งมและอ่อนแอ'
"ท่านอ๋อง... เจ็บหรือไม่เพคะ” น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย ฟังดูคล้ายสตรีขี้ตกใจ
หยางหลงเหวียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาใสแจ๋วราวเด็กน้อย ก่อนหัวเราะคิกคัก
"ฮิฮิ! ผีเสื้อพูดได้ด้วย ผีเสื้อเปื้อนฝุ่นหมดแล้ว" ยังไม่ทันที่ผู้ใดจะตั้งตัว เขาก็ยื่นมือที่เปื้อนโคลนมาปาดลงบนแก้มเนียนของนางเบาๆ
บ่าวรับใช้ทั้งหลายหน้าซีดเผือด ต่างคิดว่าท่านหญิงต้องร้องไห้หรือโกรธจนเสียพิธีเป็นแน่
แต่ผิดคาด... อวี้หลานเพียงยิ้มบางๆ อย่างซื่อบื้อ ก่อนเอียงศีรษะตอบอย่างอ่อนโยน
"หากท่านอ๋องชอบเล่นโคลน ข้าจะเล่นเป็นเพื่อนท่านอ๋องดีหรือไม่เพคะ" หยางหลงเหวียนตบมือฉาดใหญ่
"ดีจังเลย ชายาของข้าฉลาดเหมือนข้าเลย ฮ่า ๆ ๆ ไปเล่นโคลนกัน" พูดจบก็จับข้อมือนางแล้วลากเข้าจวนอย่างร่าเริง
ผู้คนด้านนอกต่างส่ายหน้า
"คนบ้ากับคนโง่..."
"ช่างเหมาะสมกันเสียจริง"
ภายในห้องหอ เวลาพลบค่ำ เสียงผู้คนด้านนอกค่อยๆ เงียบลง เหลือเพียงแสงเทียนมงคลสองเล่มที่ส่องไหวตามแรงลม ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวถูกเปิดออกแล้ว หากมิใช่ด้วยไม้ยกผ้าคลุมตามธรรมเนียม แต่ถูกหยางหลงเหวียนใช้ด้ามสวิงดักแมลงเขี่ยเปิดด้วยท่าทางพิเรนทร์
เขานั่งอยู่บนเตียงอย่างไม่สำรวม มือหนึ่งแกะขนมตังเมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนเศษขนมติดเต็มริมฝีปากและอาภรณ์มงคล
"เจ้าผีเสื้อ ทำไมไม่กินขนมล่ะ ขนมอร่อยนะ ถ้าไม่กิน ข้าจะเอาไปคลุกฝุ่นให้เจ้ากิน" เขายื่นขนมตังเมที่เปื้อนน้ำลายมาตรงหน้านาง พร้อมรอยยิ้มซุกซน
อวี้หลานคลี่ยิ้มอ่อนหวาน ก่อนยกมือแตะหลังมือเขาอย่างแผ่วเบา
"ท่านอ๋องเสวยเถิดเพคะ ข้าไม่อยากกินขนมหวานตอนนี้เพคะ"
"ฮ่า ๆ ๆ งั้นข้ากินคนเดียว" เขาหัวเราะพลางเคี้ยวขนมเสียงดัง แต่เพียงเสี้ยวอึดใจ เมื่อดวงตาของเขาก้มลง แววไร้เดียงสากลับหายวับ เหลือเพียงประกายตาเยียบเย็นคมกริบดุจพยัคฆ์ที่กำลังจ้องเหยื่อ
'เข็มพิษที่ซ่อนอยู่ระหว่างปลายนิ้วของสตรีผู้นี้ หากเมื่อครู่ข้าขยับพลาดเพียงครึ่งชุ่น ป่านนี้เข็มคงแทงเข้าสู่จุดตายของข้าแล้ว'
หยางหลงเหวียนหัวเราะต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
'ท่านหญิงผู้โง่แห่งตระกูลหลิวงั้นหรือ ท่วงท่าการเดิน การหายใจ และการควบคุมกำลังภายใน ล้วนไม่ใช่ของสตรีธรรมดา'
อีกฟากหนึ่ง อวี้หลานยังคงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ รอยยิ้มอ่อนโยนไม่เคยเลือนหาย
ทว่านัยน์ตากลับกวาดสำรวจทุกมุมของห้องอย่างแนบเนียน
'ตกจากต้นไม้สูงเช่นนั้น แต่ไม่มีแม้แต่รอยฟกช้ำ ส่วนโคลนที่ปาดลงบนแก้มข้า ก็เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองของข้า'
มุมปากของนางกระตุกขึ้นเพียงเล็กน้อย
'อ๋องบ้างั้นหรือ ละครของเจ้าช่างแนบเนียนเสียจนคนทั้งเมืองหลวงหลงเชื่อหมดสิ้น แต่น่าเสียดาย เจ้ากำลังแสดงอยู่ต่อหน้า "หงส์ดำ" นายหญิงแห่งตลาดมืด'
"ท่านอ๋องเพคะ" อวี้หลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
"คืนนี้ดึกมากแล้ว ให้ข้าช่วยท่านอ๋องผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ดีหรือไม่เพคะ"
"ไม่เอา ๆ ข้าจะนอนชุดนี้ ข้าจะนอนจับผีเสื้อในฝัน" หยางหลงเหวียนทิ้งตัวลงบนเตียง กลิ้งไปกลิ้งมาราวเด็กน้อย
"เจ้าไปนอนที่ตรงโน้นเลยนะ ห้ามมาแย่งเตียงของข้า" อวี้หลานก้มศีรษะรับอย่างว่าง่าย
"เพคะท่านอ๋อง ข้าจะไม่รบกวนท่านอ๋องเด็ดขาดเพคะ" นางลุกขึ้นเดินไปดับเทียน เหลือไว้เพียงดวงเดียว จากนั้นจึงกลับมานั่งที่โต๊ะ ฟุบหน้าลงกับแขนเสื้อ ทำทีว่าหลับสนิท
ไม่นาน ความเงียบก็ปกคลุมห้องหอ เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง
หยางหลงเหวียนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นในความมืด แววตาใสซื่อไร้เดียงสาหายไปโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงสายตาเย็นชาดุจคมดาบ
เขาลุกขึ้นจากเตียงอย่างไร้สุ้มเสียง ก่อนหันไปมองร่างบางที่ฟุบอยู่บนโต๊ะ
'หลิวอวี้หลาน เจ้าถูกส่งมาแต่งงานกับข้าเพราะโชคชะตาหรือมีผู้ใดส่งเจ้ามาเพื่อสืบเรื่องของข้ากันแน่'
ขณะเดียวกัน อวี้หลานที่ดูราวกับหลับสนิท ก็แอบยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางใต้แขนเสื้อ
'จวนชินอ๋องแห่งนี้เหมาะกับการเป็นฐานบัญชาการเสียจริงเพราะทุกคนเชื่อว่าเจ้าของจวนเป็นเพียงอ๋องเสียสติ จึงไม่มีผู้ใดจับตา ข้าจะใช้ที่นี่เป็นศูนย์กลางบัญชาการแห่งใหม่ของ "หงส์ดำ" ได้อย่างสะดวกสบาย'

