6
ผู้ใดเห็นก็ย่อมเชื่อว่านี่เป็นเพียงอุบัติเหตุ
ทว่า... ภายใต้สีหน้าไร้เดียงสานั้น หยางหลงเหวียนกลับรู้สึกหัวใจสะดุดวูบ
'เมื่อครู่นี้ นางแตะจุดชีพจรของข้าได้พอดี'
ประกายตาคมวาบขึ้นเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะถูกกลบด้วยแววตาใสซื่อแบบเด็กน้อยอีกครั้ง
'หากข้าไม่มีวรยุทธ์ จุดนั้นคงทำให้แขนอ่อนแรงไปทั้งข้าง นางแตะถูกโดยบังเอิญหรือจงใจกันแน่'
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่เพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นทันที ย่ำเท้าไปมาอย่างเด็กเอาแต่ใจ
"โธ่... ขนมของข้า เจ้าผีเสื้อซุ่มซ่าม ข้าไม่คุยกับเจ้าแล้ว" เสียงโวยวายของชินอ๋องดังก้องไปทั่วเรือน ขณะที่อวี้หลานรีบก้มศีรษะด้วยท่าทีสำนึกผิดอย่างนอบน้อม
ภายนอก... ทั้งสองยังคงเป็นเพียงอ๋องผู้เสียสติกับพระชายาผู้หัวอ่อน
แต่ภายในใจ ต่างฝ่ายต่างเพิ่มความระแวงต่ออีกฝ่ายขึ้นอีกขั้น โดยไม่มีผู้ใดเผยพิรุธแม้แต่น้อย
พ่อบ้านเฉินที่รีบวิ่งตามเข้ามาเห็นภาพตรงหน้าก็แทบทรุด เขารีบก้าวเข้ามาคุกเข่าลงด้วยสีหน้าร้อนใจ
"ท่านอ๋อง โปรดทรงระงับพระพิโรธก่อนพ่ะย่ะค่ะ ถึงเวลาเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว พระชายารอร่วมเสวยกับท่านอ๋องอยู่พ่ะย่ะค่ะ" หยางหลงเหวียนเบ้ปาก สะบัดหน้าหนีอย่างเด็กน้อยที่กำลังงอนเต็มที่
"ไม่กิน ข้าจะกินขนมกุ้ยฮวา" สิ้นคำ เขาก็สะบัดแขนกวาดจานอาหารบนโต๊ะแปดเซียนจนหล่นกระแทกพื้น
เพล้ง!
เสียงจานกระเบื้องแตกดังลั่น เศษถ้วยชามกระจัดกระจาย อาหารและน้ำชาหกเลอะพื้นเรือนในพริบตา
เหล่าบ่าวรับใช้ต่างสะดุ้งโหยง รีบก้มหน้าลงต่ำ ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย
เสี่ยวชิงตกใจจนหน้าซีด กำชายอาภรณ์แน่นด้วยความเสียดายอาหารบนโต๊ะ
แต่อวี้หลานกลับยังนั่งสงบนิ่ง สีหน้าอ่อนโยนไม่เปลี่ยนแปลง นางมองชินอ๋องด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล
"ไม่เป็นไรเพคะ หากท่านอ๋องยังไม่อยากเสวย หม่อมฉันจะนั่งเป็นเพื่อนท่านอ๋องอยู่ตรงนี้" น้ำเสียงของนางอ่อนโยนและจริงใจ จนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างทอดถอนใจ
พระชายาผู้นี้ช่างอดทนเสียจริง พ่อบ้านเฉินเองก็อดรู้สึกเห็นใจไม่ได้ เขารีบโค้งกายแล้วหันไปสั่งบ่าวรับใช้
"รีบเก็บกวาดให้เรียบร้อย แล้วไปเตรียมสำรับใหม่มา"
"ขอรับ" เหล่าบ่าวรีบก้มศีรษะรับคำ ก่อนช่วยกันเก็บเศษจานอย่างรวดเร็ว
หยางหลงเหวียนยังคงนั่งกอดอก ทำปากยื่น พลางแอบเหลือบมองอวี้หลานจากหางตา
พระชายาผู้นี้ยอมรับสถานการณ์ทุกอย่างอย่างสงบเกินไป ตั้งแต่แต่งเข้าจวน นางไม่เคยแสดงความรังเกียจ ไม่เคยโกรธ ไม่เคยหลุดอารมณ์แม้แต่น้อย แม้แต่เมื่อครู่ที่โคลนกระเด็นเปื้อนอาภรณ์ราคาแพง นางก็ยังรักษาสีหน้าได้อย่างสมบูรณ์
'สตรีธรรมดาจะอดทนได้ถึงเพียงนี้จริงหรือ'
ดวงตาของหยางหลงเหวียนฉายแววครุ่นคิดเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะกลับมาใสซื่อดังเดิม
ขณะเดียวกัน... อวี้หลานก็ทอดสายตามองชินอ๋องอย่างแผ่วเบา ริมฝีปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน หากในใจกลับกำลังประเมินอีกฝ่ายอย่างละเอียด
'ตั้งใจใช้เรื่องเล็กน้อยมาทดสอบข้าไม่หยุด'
'ทั้งก้อนโคลน ทั้งจานอาหาร ทั้งอาการงอแง ล้วนเป็นเพียงฉากละคร'
'แต่ทุกการเคลื่อนไหวของเขากลับควบคุมจังหวะได้อย่างแม่นยำ ไม่ต่างจากยอดฝีมือผู้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก'
เมื่อนึกถึงจังหวะที่ชายหนุ่มกวาดจานอาหารลงพื้น ดวงตาของอวี้หลานก็หรี่ลงแทบมองไม่เห็น
'แรงเหวี่ยงของแขนสม่ำเสมอ เศษกระเบื้องกระเด็นหลบตัวทุกคนอย่างพอดี ไม่มีชิ้นใดพุ่งเข้าหาบ่าวรับใช้เลยสักคน'
'หากไร้วรยุทธ์และสติสัมปชัญญะ ย่อมควบคุมแรงได้ไม่ละเอียดถึงเพียงนี้'
ความระแวงในใจของทั้งสองเพิ่มขึ้นอีกระดับ
ทว่าภายนอก... คนหนึ่งยังคงเป็นชินอ๋องผู้เสียสติ เอาแต่ใจราวเด็กน้อย
อีกคนยังคงเป็นพระชายาผู้หัวอ่อน สุภาพ อ่อนโยน และว่านอนสอนง่าย
ละครฉากนี้ยังดำเนินต่อไปอย่างแนบเนียน โดยไม่มีผู้ใดในจวนล่วงรู้เลยว่า เบื้องหลังรอยยิ้มของทั้งสอง ต่างฝ่ายต่างกำลังคำนวณทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอย่างไม่คลาดสายตา
ยามราตรีค่อยๆ แผ่คลุมทั่วเมืองหลวง แสงจันทร์นวลส่องลอดผ่านแนวเมฆบาง ทั่วทั้งจวนชินอ๋องเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงจักจั่นเรไรดังแว่วมาจากพุ่มไม้ด้านนอก
ภายในห้องหอ เสียงละเมอเพ้อจับผีเสื้อของชินอ๋องค่อยๆ แผ่วลง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงัน
อวี้หลานที่นอนฟุบอยู่ข้างโต๊ะค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาที่เคยใสซื่ออ่อนโยนกลับเย็นเฉียบในพริบตา
นางลุกขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง ถอดอาภรณ์พระชายาสีเขียวอ่อนออก ก่อนเปลี่ยนเป็นชุดรัดกุมสีดำสนิทที่เตรียมซ่อนไว้ สายรัดข้อมือและปลอกแขนถูกสวมเข้าที่อย่างคล่องแคล่ว เรือนผมถูกรวบสูง ก่อนหยิบหน้ากากหงส์สีดำขึ้นสวมปกปิดใบหน้าครึ่งบน
เพียงชั่วอึดใจ... พระชายาผู้เรียบร้อยและหัวอ่อนก็หายไป เหลือเพียง "หงส์ดำ" นายหญิงแห่งตลาดมืด ผู้เป็นที่ครั่นคร้ามของผู้คนทั่วแผ่นดิน
อวี้หลานเปิดหน้าต่างออกเพียงเล็กน้อย ก่อนทะยานร่างออกไปอย่างเบาหวิว ราวกับขนนกที่ลอยไปตามสายลม แม้แต่กระเบื้องหลังคาก็ไม่ส่งเสียงสักนิด
ระหว่างเหินกายอยู่กลางราตรี นางอดแค่นหัวเราะในใจไม่ได้
'เจ้าอ๋องแกล้งบ้า ทำทั้งอาภรณ์และรองเท้าของข้าเปื้อนโคลนยังไม่พอ ยังทำจานชามแตกจนข้าไม่ได้แตะอาหารเช้าสักคำ'
ริมฝีปากใต้หน้ากากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง
'คืนนี้ ข้าจะไปกวาดคลังสินค้าของพยัคฆ์โลหิตเสียหน่อย ถือเสียว่าเป็นการระบายอารมณ์'
ร่างสีดำทะยานหายไปกับความมืด มุ่งหน้าสู่คลังสินค้าลับทางทิศตะวันออกนอกกำแพงเมืองอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องหอของจวนชินอ๋อง
หยางหลงเหวียนที่เมื่อครู่ยังนอนละเมอพลิกตัวไปมา ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ แววตาใสซื่อแบบเด็กน้อยเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสายตาเฉียบคม เย็นชา และเปี่ยมด้วยไอสังหาร
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบกริบ หยิบชุดรัดกุมสีดำสวมทับอาภรณ์ด้านใน ก่อนสวมเกราะหนังน้ำหนักเบาที่ออกแบบมาเพื่อการเคลื่อนไหว สุดท้ายจึงหยิบหน้ากากเหล็กลายพยัคฆ์ขึ้นสวมปิดบังใบหน้า
เพียงพริบตา ชินอ๋องผู้เสียสติก็กลายเป็น "พยัคฆ์โลหิต" ผู้นำกองกำลังลับของราชสำนัก
ขณะกำลังจะก้าวออกจากห้อง เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางความมืดอย่างไร้สุ้มเสียง
ฉางเฟิงคุกเข่าลงข้างหนึ่ง พลางประสานมือคารวะ
"เรียนนายท่าน สายข่าวรายงานว่า 'หงส์ดำ' เจ้าแม่แห่งตลาดมืด กำลังนำกำลังมุ่งหน้าไปยังคลังสินค้าลับทางทิศตะวันออกพ่ะย่ะค่ะ"
หยางหลงเหวียนหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนเคาะปลายนิ้วลงบนด้ามกระบี่เป็นจังหวะ
"หงส์ดำอย่างนั้นหรือ" น้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าซ่อนความกดดันเอาไว้จนบรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบ
"บังอาจล้ำเข้ามาในพื้นที่ของข้า คืนนี้ข้าจะไปพบด้วยตนเองเสียหน่อย" ริมฝีปากใต้หน้ากากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
"ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า เจ้าแม่ตลาดมืดผู้เลื่องชื่อ มีฝีมือสมคำร่ำลือเพียงใด"
"พ่ะย่ะค่ะ" ฉางเฟิงรับคำ ก่อนถอยกลับเข้าไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว
หยางหลงเหวียนก้าวออกนอกห้องเพียงก้าวเดียว ร่างทั้งร่างก็ทะยานขึ้นสู่หลังคา เบาหวิวราวกับไร้น้ำหนัก ก่อนจะหายลับไปในราตรีอันมืดมิด
ค่ำคืนนี้... ทั้งหงส์ดำและพยัคฆ์โลหิตต่างมุ่งหน้าไปยังสถานที่เดียวกัน ต่างฝ่ายต่างเตรียมวางกับดักให้อีกฝ่าย
ต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าจะเป็น
