3
หลิวอวี้หลานสวมอาภรณ์พระชายาสีฟ้าครามปักดิ้นเงินอย่างประณีต ก้าวเดินอย่างสำรวม ศีรษะก้มต่ำเล็กน้อย กิริยานอบน้อมอ่อนหวานสมกับสตรีผู้ได้รับการอบรมมาอย่างดี
ข้างกายนางคือชินอ๋อง หยางหลงเหวียน ผู้สวมฉลองพระองค์เต็มยศ หากท่าทางกลับผิดกับเครื่องแต่งกายโดยสิ้นเชิง เขาเดินแกว่งแขนไปมาอย่างร่าเริง แก้มทั้งสองป่องเพราะกำลังเคี้ยวขนมอยู่ไม่หยุด
ทั้งสองหยุดเบื้องพระพักตร์ ก่อนค้อมกายถวายบังคมพร้อมกัน
"ถวายพระพรไทเฮา ถวายพระพรฮ่องเต้ พ่ะย่ะค่ะ เพคะ"
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรพระอนุชาต่างพระมารดาด้วยสายพระเนตรสุขุม ก่อนรับสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
"ลุกขึ้นเถิดอ๋องสาม แต่งงานมีพระชายาแล้ว ควรรู้ความขึ้นบ้างหรือไม่"
หยางหลงเหวียนรีบลุกขึ้นพลางเบิกตากว้าง ก่อนยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสา
"เสด็จพี่ ในวังของท่านมีขนมอร่อยเต็มไปหมดเลย เมื่อเช้าพระชายาของข้าบอกว่าถ้าข้าว่าง่าย จะพาข้ามาตกปลาในสระของเสด็จพี่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ" สิ้นเสียงนั้น หลายคนในตำหนักได้แต่ลอบถอนหายใจ
ไท่เฮาทรงทอดพระเนตรชินอ๋อง ก่อนทรงส่ายพระพักตร์เบาๆ แววพระเนตรเต็มไปด้วยความเวทนา ก่อนจะหันมาทอดพระเนตรอวี้หลาน
"อวี้หลาน ลำบากเจ้าแล้ว แต่งเข้าจวนชินอ๋อง เจ้าคงต้องเหน็ดเหนื่อยคอยดูแลเขาไม่น้อย"
อวี้หลานเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาคู่สวยแดงระเรื่อราวกับซาบซึ้งในพระเมตตา นางค้อมกายตอบอย่างนอบน้อม
"กราบทูลไทเฮา หม่อมฉันมิได้รู้สึกว่าลำบากเลยเพคะ ท่านอ๋องทรงมีพระทัยดี แม้จะทรงซุกซนไปบ้าง แต่ก็ทรงเอ็นดูหม่อมฉันเป็นอย่างดีเพคะ"
"เหอะ! เอ็นดูอย่างนั้นหรือ" เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากเบื้องข้างพระแท่น
องค์ชายสามก้าวออกมาช้าๆ พร้อมรอยยิ้มเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยการดูแคลน
"พระชายาชินอ๋อง ข้าควรเรียกเจ้าเช่นนี้แล้วสินะ ได้ยินมาว่าเมื่อวานท่านอาถึงกับเอาโคลนป้ายหน้าเจ้า ชินอ๋องสติไม่สมประกอบถึงเพียงนั้น เจ้ายังกล้าเอ่ยว่าเขาเอ็นดูเจ้าอีกหรือ" ทั้งตำหนักพลันตกอยู่ในความเงียบ
ขุนนางฝ่ายองค์ชายสามหลายคนลอบยกยิ้ม รอคอยชมภาพความอับอายของชินอ๋องและพระชายาพระองค์ใหม่
อวี้หลานสะดุ้งเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่น ร่างบางสั่นไหวราวกับหวาดหวั่น
"กราบทูลองค์ชายสาม หม่อมฉัน..." ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ หยางหลงเหวียนก็หันไปเห็นจานขนมกุ้ยฮวาบนโต๊ะข้างกาย ดวงตาเป็นประกายทันที
"โอ้... หลานสาม เจ้าอยากกินขนมหรือ ข้าแบ่งให้"
พูดจบ เขารีบคว้าจานขนมแล้ววิ่งตรงไปหาองค์ชายสามด้วยท่าทางร่าเริง ระหว่างวิ่ง ร่างสูงแสร้งสะดุดชายฉลองพระองค์ของตนเอง
เพียงชั่วพริบตา จานขนมทั้งใบก็พลิกคว่ำ ขนมกุ้ยฮวาหล่นกระจายเต็มพระอุระขององค์ชายสาม ขณะเดียวกัน ถ้วยชาที่อยู่ในมือของหยางหลงเหวียนก็หกใส่ช่วงล่างขององค์ชายสามจนเปียกชุ่มราวกับปัสสาวะราด
"อ๊ะ ฮ่า ๆ ๆ หลานสามฉี่ราด หลานสามกินขนมเลอะเทอะเหมือนข้าเลย" หยางหลงเหวียนหัวเราะชอบใจ พลางปรบมืออย่างร่าเริง วิ่งวนรอบองค์ชายสามราวกับเด็กน้อยไม่รู้ประสีประสา
องค์ชายสามหน้าถอดสี ก่อนจะแดงก่ำด้วยความอับอายและความโกรธ พระหัตถ์สั่นเทาชี้ตรงไปยังชินอ๋อง
"เจ้าบ้า บังอาจนัก"
"พอได้แล้ว" พระสุรเสียงของฮ่องเต้ดังกังวานไปทั่วตำหนัก ทุกคนพร้อมใจกันสงบนิ่งในทันที
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรองค์ชายสามด้วยแววพระเนตรเฉียบขาด ก่อนตรัสเสียงเรียบ แต่เปี่ยมด้วยอำนาจ
"หลงเหวียนสติไม่สมประกอบ เจ้ายังจะถือสาหาความกับคนเสียสติอีกหรือองค์ชายสาม เจ้าช่างไร้ความหนักแน่นเสียจริง ไปเปลี่ยนฉลองพระองค์เสีย"
องค์ชายสามกัดฟันแน่น พระพักตร์เขียวสลับแดงด้วยความอับอาย แม้ภายในพระทัยจะเดือดดาลจนแทบระเบิด แต่ก็ไม่อาจโต้แย้งพระราชโองการได้
"ลูกขอน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ" ตรัสจบก็สะบัดชายฉลองพระองค์ หันหลังเดินออกจากตำหนักทันที
บรรดาขุนนางที่อยู่ฝ่ายองค์ชายสามต่างพากันก้มหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจา แม้จะรู้ดีว่าความวุ่นวายทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะชินอ๋อง แต่ในสายตาของทุกคน บุรุษผู้นั้นก็เป็นเพียงอ๋องเสียสติผู้หนึ่งเท่านั้น
ผู้ใดจะลดตัวไปเอาเรื่องกับคนเสียสติ ย่อมมีแต่จะกลายเป็นฝ่ายเสียหน้าเสียเอง
อวี้หลานรีบก้าวออกมาคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ สีหน้าตื่นตระหนก ดวงตาแดงระเรื่อราวกับหวาดกลัวจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
"กราบทูลฝ่าบาท โปรดพระราชทานอภัยให้ท่านอ๋องด้วยเพคะ ท่านอ๋องมิได้มีเจตนาล่วงเกินองค์ชายสาม เพียงทรงควบคุมพระองค์เองมิได้เท่านั้นเพคะ"
ไทเฮาทอดพระเนตรอวี้หลาน ก่อนแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน
"ลุกขึ้นเถิด อวี้หลาน" พระองค์กวักพระหัตถ์เรียกให้นางเข้าไปใกล้
"เจ้าเป็นเด็กดี ทั้งยังรู้จักวางตัวและเข้าใจเหตุผล มีเจ้าคอยดูแลหลงเหวียน ข้ากับฮ่องเต้ก็เบาใจไม่น้อย"
อวี้หลานค้อมกายรับพระดำรัสอย่างอ่อนน้อม
"หม่อมฉันขอบพระทัยไทเฮาเพคะ" กิริยาของนางเรียบร้อยนุ่มนวล สมกับพระชายาของชินอ๋องทุกประการ
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแววพระเนตรที่เคยคมกริบจะผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เดิมทีพระองค์ทรงหวาดระแวงอยู่ไม่น้อย การอภิเษกครั้งนี้อาจเป็นแผนการของตระกูลหลิวที่ส่งคนเข้ามาแฝงตัวในจวนชินอ๋อง แต่เมื่อได้เห็นกิริยาของอวี้หลานในวันนี้ ก็ไม่พบพิรุธอันใด
นางเป็นเพียงสตรีอ่อนโยนผู้หนึ่ง ที่ต้องแต่งเข้าจวนเพื่อดูแลพระสวามีผู้เสียสติเท่านั้น แถมสติปัญญาของนางก็ไม่ค่อยจะฉลาดเฉลียวพูดง่ายๆ คือเป็นสตรีโง่เขลา เขาจึงคิดว่านางคงไม่มีพิษภัยอันใด
ส่วนหยางหลงเหวียน ก็ยังคงเป็นคนเสียสติไม่ต่างจากข่าวลือ
ภายในตำหนักจึงค่อยๆ คลายความตึงเครียดลง แต่ในจังหวะที่อวี้หลานก้มศีรษะรับพระดำรัส มุมริมฝีปากของนางกลับยกขึ้นเพียงน้อยนิด เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
'เมื่อครู่นี้ มุมองศาที่ท่านอ๋องแสร้งล้มช่างแม่นยำเหลือเกิน ทั้งแรงปะทะและตำแหน่งที่ข้อศอกกระแทก ล้วนจงใจกดถูกจุดลมปราณบริเวณเอวขององค์ชายสาม จึงทำให้ชาอุ่นไหลราดลงช่วงล่างพอดี ดูประหนึ่งปัสสาวะราดต่อหน้าผู้คน ชินอ๋องบ้าผู้นี้ ช่างเล่นละครได้แนบเนียนเสียจนคนทั้งราชสำนักถูกหลอกสนิท'
นางเก็บความคิดนั้นไว้ภายใน พลางแสร้งเช็ดน้ำตาที่คลออยู่ตรงหางตา
ขณะเดียวกัน หยางหลงเหวียนยังคงยืนแคะหู พลางเงยหน้ามองนกบนกิ่งไม้ราวกับไม่รับรู้เรื่องราวใด แต่ผ่านเงาสะท้อนจากฉากกั้นเคลือบเงา ดวงตาคมปลาบกลับลอบสบเข้ากับดวงตาของอวี้หลานเพียงชั่วอึดใจ
'ตอนองค์ชายสามก้าวเข้ามากดดัน นางแสร้งทำเป็นหวาดกลัวได้อย่างไร้ที่ติ แต่ในเสี้ยวอึดใจนั้นเอง นางกลับสะบัดปลายนิ้วส่งลมปราณอ่อนๆ ไปสกัดจังหวะการเคลื่อนไหวขององครักษ์เงา ทำให้มันชะงักเพียงครึ่งลมหายใจ จึงเข้ามาช่วยองค์ชายสามไม่ทัน...'
หยางหลงเหวียนหัวเราะคิกคักเหมือนเด็กน้อย ก่อนจะยกขนมเข้าปากอีกชิ้น
'พระชายาฉลาดน้อยของข้าอย่างนั้นหรือ หึ! หากไม่มีนางคอยรับส่งบทละคร วันนี้คงไม่สมบูรณ์ถึงเพียงนี้'
หยางหลงเหวียนยังคงเคี้ยวขนมตุ้ยๆ พลางหัวเราะคนเดียวราวกับเด็กน้อยผู้ไม่ประสีประสา สายตาเหม่อมองนกที่บินผ่านชายคาตำหนัก ราวกับไม่รับรู้เหตุการณ์วุ่นวายเมื่อครู่นี้แม้แต่น้อย
