2
แสงอรุณแรกของวันสาดผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุลายเป็นริ้วสีทองอ่อน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมู่หลันลอยอวลไปทั่วห้องหอที่เพิ่งผ่านคืนอภิเษกมาไม่นาน
หลิวอวี้หลานค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างแช่มช้า ร่างบางยืดกายขึ้นจากโต๊ะไม้ที่นางใช้เป็นที่พักตลอดคืน นัยน์ตาคู่สวยกระจ่างใส ไร้ร่องรอยของความง่วงงุน นางกวาดสายตามองไปยังเตียงนอนหลังใหญ่
เตียงว่างเปล่า ผ้าห่มถูกพับไว้ลวกๆ ราวกับเจ้าของเพิ่งลุกจากที่นอนไม่นาน แต่กลับไม่เหลือแม้แต่ไออุ่นของร่างกาย
ชินอ๋องหยางหลงเหวียนออกจากห้องไปตั้งแต่เมื่อใด นางไม่อาจล่วงรู้
ประตูห้องหอถูกผลักเปิดเบาๆ เสี่ยวชิง สาวใช้คนสนิท ก้าวเข้ามาพร้อมอ่างน้ำล้างหน้าทำจากสำริดและผ้าเช็ดหน้าสะอาด ใบหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความกังวล เมื่อเห็นผู้เป็นนายยังนั่งอยู่เพียงลำพัง
"พระชายา..." เสี่ยวชิงวางอ่างน้ำลงบนโต๊ะ ก่อนเอ่ยถามเสียงเบา
"เมื่อคืนท่านอ๋อง..."
"ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล" อวี้หลานเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ใบหน้าแต้มรอยยิ้มหวานดังเช่นพระชายาผู้แสนอ่อนแอ
"ท่านอ๋องเพียงตื่นแต่เช้า แล้วออกไปเล่นด้านนอกก็เท่านั้น"
"เช่นนั้นก็ดีแล้วเพคะ" เสี่ยวชิงถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนรีบเข้ามาช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้นายสาว
ระหว่างที่ปล่อยให้สาวใช้จัดแต่งเสื้อผ้า อวี้หลานกลับกำลังครุ่นคิดอย่างเงียบงัน ชินอ๋องผู้นี้เคลื่อนไหวไร้สุ้มเสียงโดยแท้
เมื่อคืนนางแสร้งหลับ แต่กลับไม่รู้เลยว่าเขาลุกจากเตียงและออกจากห้องไปตั้งแต่เมื่อใด
วรยุทธ์ของบุรุษผู้นี้สูงกว่าที่นางประเมินไว้เสียอีก
หากคิดจะใช้จวนชินอ๋องเป็นฐานบัญชาการแห่งใหม่ของ "หงส์ดำ"
บุรุษที่แสร้งเป็นคนเสียสติผู้นี้ย่อมเป็นอุปสรรคอันดับแรกที่นางต้องรับมือ
หลังแต่งกายเรียบร้อย อวี้หลานจึงก้าวออกจากเรือนหอ มุ่งหน้าไปยังเรือนหลักเพื่อพบพ่อบ้านตามธรรมเนียมของพระชายา
เมื่อก้าวเข้าสู่โถงกลาง บ่าวไพร่และสาวใช้ต่างก้มศีรษะคำนับอย่างพร้อมเพรียง แม้ทุกคนจะสำรวมกิริยา แต่แววตาที่แอบเหลือบมองนางกลับเต็มไปด้วยความสงสัย
ข่าวลือเรื่อง "คุณหนูรองผู้โง่งมแห่งตระกูลหลิว" แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงมานานแล้ว ดังนั้น ทุกการเคลื่อนไหวของนางในวันนี้ จึงต้องไร้พิรุธที่สุด
"คารวะพระชายาพ่ะยะค่ะ" พ่อบ้านเฉินก้าวออกมาคำนับด้วยท่าทีสุภาพ
"เวลานี้ท่านอ๋องกำลังสนุกสนานอยู่ที่อุทยานด้านหลังพ่ะยะค่ะ หากพระชายาต้องการสิ่งใด โปรดสั่งข้าน้อยได้ทุกเมื่อพ่ะยะค่ะ"
คำว่า "สนุกสนาน" ทำเอาบ่าวหลายคนแอบก้มหน้ากลั้นยิ้ม
ทุกคนล้วนรู้ดีว่าคำดังกล่าวเป็นเพียงถ้อยคำสุภาพ ความจริงแล้ว ท่านอ๋องกำลังสร้างความปั่นป่วนตามประสาคนเสียสติอีกเช่นเคย
อวี้หลานคลี่ยิ้มอ่อนหวาน
"เช่นนั้นรบกวนท่านพ่อบ้านนำทางด้วย" นางเอ่ยอย่างไร้เดียงสา
"ในเมื่อข้าเป็นพระชายาแล้ว ย่อมต้องคอยดูแลท่านอ๋องมิใช่หรือ" พ่อบ้านเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มศีรษะ
"เชิญพระชายาตามข้ามาพ่ะยะค่ะ"
ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงอุทยานด้านหลังจวน ภาพตรงหน้าทำให้แม้แต่อวี้หลานยังอดชะงักไม่ได้
หยางหลงเหวียนในชุดจิ่นเผาสีน้ำเงินเข้ม กำลังวิ่งไล่จับไก่ฟ้าสองตัวอย่างสนุกสนาน
เสียงหัวเราะของเขาดังลั่นไปทั่วสวน เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนด้วยเศษหญ้าและน้ำค้าง ดูไม่ต่างจากเด็กน้อยที่หลุดออกจากการดูแลของผู้ใหญ่
ทว่า... ทุกย่างก้าวของเขากลับเบาราวกับสายลม
การก้าวเท้า การบิดเอว และการหมุนตัว ล้วนสอดคล้องกับหลักวิชาตัวเบาชั้นสูงอย่างสมบูรณ์แบบ
หากไม่ใช่ผู้ฝึกวรยุทธ์ระดับเดียวกัน ย่อมไม่มีทางสังเกตเห็น
"ฮ่า ๆ ๆ ข้าจะจับเจ้าให้ได้" หยางหลงเหวียนหัวเราะร่า ก่อนแสร้งสะดุดก้อนหิน
ร่างสูงเซถลา หมุนตัวกลางอากาศอย่างแนบเนียน แล้วพุ่งตรงมายังจุดที่อวี้หลานยืนอยู่
"พระชายา ระวังพ่ะยะค่ะ" พ่อบ้านเฉินร้องขึ้นด้วยความตกใจ
อวี้หลานไม่ได้ขยับหนี นางเพียงเบิกตากว้างอย่างตกใจ มือเรียวใต้ชายแขนเสื้อคลายลมปราณทั้งหมด ปล่อยให้ตนเองดูเป็นสตรีอ่อนแอผู้ไร้วรยุทธ์โดยสมบูรณ์
ตึง!
หยางหลงเหวียนล้มลงแทบเท้าของนางอีกครั้ง เขากระพริบตาปริบๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้าง
"โอ๊ะ! ผีเสื้อเมื่อคืนนี้นี่เอง วันนี้แต่งตัวสวยจัง มาเล่นจับไก่กับข้าสิ" อวี้หลานย่อตัวลงช้าๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหยดเหงื่อบนหน้าผากของเขาอย่างอ่อนโยน
"ท่านอ๋องระวังด้วยเพคะ ไก่พวกนี้วิ่งเร็วเหลือเกิน หากหกล้มกระแทกโขดหินจะบาดเจ็บได้นะเพคะ"
หยางหลงเหวียนจ้องใบหน้างดงามของนางในระยะประชิด ประกายตาไร้เดียงสาฉายวาบขึ้นเพียงเสี้ยวอึดใจ
ลมหายใจของนางยังคงสม่ำเสมอ ชีพจรเต้นเป็นจังหวะมั่นคง ไม่มีอาการหวาดหวั่น ไม่มีความตื่นตกใจอย่างสตรีอ่อนแอทั่วไป
หญิงผู้นี้ควบคุมตนเองได้ดีเกินไป
"ผีเสื้อใจดีจัง" เขาหัวเราะ ก่อนคว้าข้อมือเรียวของนางเอาไว้ ภายนอกดูราวกับเด็กน้อยกำลังอ้อนพระชายา แต่แท้จริง นิ้วทั้งห้ากลับวางลงบนตำแหน่งชีพจรสำคัญอย่างพอดิบพอดี
ลมปราณสายหนึ่งแผ่วเบาราวใยไหมค่อยๆ แทรกเข้าสู่เส้นลมปราณของอวี้หลาน
อวี้หลานแสร้งร้องเบาๆ ตามบทบาทสตรีขี้ตกใจ ก่อนปล่อยให้เขาจูงเดินไปกลางสนามหญ้า
นางรับรู้ทันทีว่าเขากำลังตรวจสอบวรยุทธ์ของตน นับว่าเป็นบุรุษที่ระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง
นางจึงค่อยๆ ควบคุมลมปราณให้ไหลเวียนเชื่องช้า สับสน และอ่อนกำลัง ราวกับร่างของสตรีที่ไม่เคยฝึกวรยุทธ์แม้แต่น้อย
หยางหลงเหวียนสัมผัสได้เพียงเส้นชีพจรอ่อนแอของหญิงสาวธรรมดา แต่แทนที่ความสงสัยจะคลายลง กลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น
'ซ่อนลมปราณได้แนบเนียนถึงเพียงนี้เชียวหรือ'
อวี้หลานคลี่ยิ้มหวาน
"ท่านอ๋องเพคะ ไก่วิ่งหนีไปทางโน้นแล้วเพคะ" นางยกมือชี้ไปทางต้นไม้ใหญ่อีกฟากหนึ่ง
หยางหลงเหวียนรีบหันไปมอง ก่อนปล่อยข้อมือนางทันที
"จริงด้วย มันหนีไปแล้ว" พูดจบก็วิ่งไล่ตามไก่ฟ้าไปพร้อมเสียงหัวเราะร่าเริง พ่อบ้านเฉินถอนหายใจยาว ก่อนโค้งกายให้อวี้หลาน
"ขอบพระทัยพระชายาที่ไม่ทรงถือสาท่านอ๋องพ่ะยะค่ะ" อวี้หลานยิ้มอ่อน
"ท่านพ่อบ้านอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย" นางทอดสายตามองสวนกว้างเบื้องหน้า ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ข้าชอบจวนชินอ๋องแห่งนี้มาก สงบ ร่มรื่น และมีชีวิตชีวากว่าที่ข้าคิดไว้" พ่อบ้านเฉินได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ หากตัดเรื่องท่านอ๋องที่วิ่งไล่จับไก่ทุกเช้าออกไป จวนแห่งนี้ก็นับว่าสงบจริงดังคำของพระชายา
การประลองปัญญาในเช้าวันแรกสิ้นสุดลง โดยไม่มีผู้ใดเปิดโปงตัวตนของอีกฝ่ายได้
อวี้หลานเดินกลับเรือนพักด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
ขณะที่หยางหลงเหวียนยังคงหัวเราะเสียงดัง วิ่งไล่จับไก่อยู่ทั่วอุทยานราวกับคนเสียสติ แต่ภายใต้หน้ากากอันไร้เดียงสาของทั้งสอง ต่างฝ่ายต่างมั่นใจมากขึ้นว่า คนตรงหน้า มิใช่คนธรรมดาอย่างที่เห็น
ยามเช้าอันสดใส แสงอาทิตย์อ่อนสาดต้องละอองน้ำที่นางกำนัลกำลังรดพรรณไม้ภายในพระราชวัง จนเกิดประกายระยิบระยับงดงาม ทว่าบรรยากาศภายในตำหนักไท่เฮากลับเคร่งเครียดผิดกับภาพเบื้องนอก สายตาของพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ต่างจับจ้องไปยังคู่บ่าวสาวที่เพิ่งเข้าพิธีอภิเษกสมรส ซึ่งกำลังเดินเข้ามาเพื่อถวายพระพรตามธรรมเนียม
