ตอนที่ 4 โดนตะขาบกัด
เว่ยซินเหยียนนึกอะไรขึ้นมาได้จึงถามมารดาขึ้นอีก “ท่านแม่ อยู่ที่นี่เราจะหาเงินได้อย่างไรเจ้าคะ” ตอนนี้พวกนางมีอยู่กันทั้งหมดสี่คน มารดาของนางก็มีทรัพย์สมบัติไม่มาก เงินที่นำติดตัวมาคงอยู่ได้อีกไม่นาน ถึงนางจะมีความรู้เรื่องวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน แต่คงเป็นเรื่องยากที่ในยุคโบราณเช่นนี้จะทำให้ผู้คนมายอมรับนางในฐานะหมอคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นเด็กที่อายุเพียงเก้าขวบเท่านั้น
“คงต้องเก็บสมุนไพรไปขายก่อน” ตอนนางยังเด็กก็เคยช่วยบิดาไปเก็บสมุนไพรมาทำยา เพราะท่านแม่จากไปตั้งแต่นางอายุได้เพียงสามขวบ นางจึงอยู่กับบิดาสองคนมาโดยตลอด บิดาไปไหนนางย่อมติดตามไปด้วย นางยังพอจำได้ว่าต้องไปเก็บสมุนไพรที่ใดบ้าง
เพียงแต่เรื่องการแพทย์ท่านพ่อไม่เคยสอน เพราะคิดว่านางเป็นสตรี เรื่องพวกนี้ไม่ต้องเรียนรู้ก็ได้ เพราะภายภาคหน้าอย่างไรก็ต้องไปอยู่บ้านของสามี เรื่องนี้นางเพิ่งประจักษ์ได้เองว่าท่านพ่อคิดผิดถนัด หากตอนนั้นนางเรียนรู้วิชาแพทย์จากท่านพ่อ ตอนนี้นางอาจใช้มันหาเงินเลี้ยงดูบุตรสาวและบ่าวไพร่ได้
“ข้าจะช่วยท่านแม่เก็บสมุนไพรขายเจ้าค่ะ” เว่ยซินเหยียนยิ้มให้มารดาจนตาหยี แต่ในใจกลับนึกเป็นห่วงมารดา ร่างกายนางเจ็บป่วยเช่นนี้จะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรได้อย่างไร
วันนั้นหลังจากกินอาหารเย็นเสร็จทั้งสี่ก็เข้านอนแต่หัวค่ำ บ้านหลังนี้มีสองห้องนอน หนึ่งห้องครัว และหนึ่งห้องโถง เว่ยซินเหยียนจึงนอนกับมารดา ส่วนแม่นมเตียวกับซิ่วอิงนอนด้วยกัน ด้วยความที่พวกนางเดินทางไกลมาหลายวันทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าสะสมจึงทำให้คืนนั้นนอนหลับเป็นตาย โดยหารู้ไม่ว่ามีเพื่อนบ้านคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลมากนักกำลังเฝ้ามองพวกนางอยู่
เช้าวันถัดมาหลังจากกินอาหารเสร็จ นายบ่าวจึงช่วยกันถางหญ้ารอบบ้าน นับว่ายังโชคดีที่ข้าวของในบ้างหลังนี้ยังอยู่ครบทุกอย่าง บางส่วนใช้ได้ก็ใช้ต่อ ส่วนไหนที่ใช้ไม่ได้ก็แยกไว้เพื่อรอทำลาย เว่ยซินเหยียนยืนมองเสียมเล่มเล็กแล้วรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย นางเอ่ยถามมารดาว่า “ท่านแม่ ทำไมเสียมถึงมีรอยดินติดอยู่เล่าเจ้าคะ” ดินนั้นเหมือนเป็นดินเพิ่งขุดใหม่ “อีกทั้งคมของมันยังดูใหม่เหมือนถูกใช้งานอยู่บ่อยครั้ง”
หญิงสาวทั้งสามต่างมองเด็กสาวเป็นตาเดียว รู้สึกประหลาดใจที่เว่ยซินเหยียนรู้เรื่องเสียมเป็นอย่างดี ทั้งที่อยู่ในจวนสกุลเว่ยนางไม่เคยใช้งานมันเลย
“ลูกรู้ได้อย่างไร”
“เอ่อ…” นางอึกอักเล็กน้อยก่อนคิดหาทางรอดให้ตนเอง “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ แต่ว่าตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาคราวนั้นก็ดูเหมือนว่าข้าจะมีความรู้ขึ้นมาอีกมากโขเลยเจ้าค่ะ” ว่าพลางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยอย่างขัดเขิน แต่ในใจพลางคิดว่า เรื่องแค่นี้ทำไมนางจะไม่รู้ ก็ในเมื่อจิตวิญญาณของนางอายุสี่สิบปีแล้ว ผ่านความเป็นความตายของคนไข้มาก็มาก ประสบการณ์ชีวิตก็โชกโชน ในอดีตที่โลกเดิมนางเป็นเด็กบ้านนอกมาก่อน บิดามารดาทำงานในไร่นา เรื่องพวกนี้นางต้องรู้อยู่แล้ว
หญิงต่างวัยทั้งสามพยักหน้าเพราะตั้งแต่เว่ยซินเหยียนฟื้นขึ้นมาครานั้นก็ดูเหมือนว่านางจะเปลี่ยนไปจริง ๆ อีกทั้งยังฉลาดขึ้นกว่าเดิมมาก จะว่านางไม่ใช่เว่ยซินเหยียนคนเก่าก็คงไม่ใช่ เพราะนางยังจำทุกคนในชีวิตของนางได้ อีกทั้งเรื่องราวในอดีตนางก็พอจำได้บ้าง
ทุกคนได้ฟังเหตุผลของนางจึงมองข้ามเรื่องนี้ไป จ้าวฟางหรูมองเสียมแล้วก็เห็นพ้องกับบุตรสาว คิ้วขมวดเข้าหากันเอ่ยออกว่า “หรือว่าจะมีคนมาหยิบของพวกนี้ไปใช้งาน” ถึงจะเป็นเช่นนั้นนางก็ยังไม่ได้ใส่ใจมากนัก กล่าวต่อว่า “เราทำความสะอาดบ้านกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้เราจะได้เริ่มไปเก็บสมุนไพร” เพราะตอนนี้เงินของนางมีอยู่หนึ่งร้อยกว่าตำลึง ถึงจะอยู่ได้อีกเกือบสองปีเพราะต้องจ่ายค่ายาของนางส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องหาเพิ่มในเร็ววัน เพราะนางไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง อีกทั้งบ้านหลังนี้ก็เก่าจนมีหลายส่วนที่ผุพัง นางต้องรีบหาเงินมาซ่อมแซม
แม้เว่ยซินเหยียนยังไม่คลายความสงสัยแต่ก็ยอมไปช่วยทุกคนถางหญ้า แม้สาวใช้จะห้ามปรามนายทั้งสองแต่พวกนางก็ยังยืนกรานที่จะช่วย
เว่ยซินเหยียนสามารถถางหญ้าโดยไม่เหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด นางรู้สึกว่าตนมีกำลังเทียบเท่ากับบุรุษวัยฉกรรจ์ผู้หนึ่ง ช่างน่าประหลาดนัก แต่นางก็รู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมมากแล้ว
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยามมารดาของนางก็ร้องขึ้นเสียงดัง “ช่วยด้วย ข้าโดนตะขาบกัด”
เว่ยซินเหยียนวิ่งมาเป็นคนแรกมองดูรอยแดงที่หลังมือของมารดามันเป็นรอยเขี้ยวของตะขาบจริง ๆ แต่เพื่อความแน่ใจนางจึงถามขึ้นอีก “ท่านแม่เห็นตัวตะขาบจริง ๆ ใช่ไหมเจ้าคะ”
“ใช่ มันคือตะขาบจริง ๆ มันวิ่งเข้าไปในกอหญ้าแล้ว” เนื่องจากรอบบริเวณบ้านเต็มไปด้วยหญ้า เว่ยซินเหยียนจึงไม่สามารถตามตัวมันได้
จากนั้นจึงพาจ้าวฟางหรูไปนั่งที่ม้านั่งหน้าบ้าน นำน้ำสะอาดมาล้างแผลให้มารดาด้วยความชำนาญพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ห้ามแกะห้ามเกาเด็ดขาดนะเจ้าคะ เดี๋ยวแผลจะติดเชื้อเจ้าค่ะ”
ทุกคนมองนางด้วยความตื่นตะลึง ทำไมท่าทางของนางถึงได้ดูคล้ายกับหมอเช่นนี้ เว่ยซินเหยียนถามมารดาอีกว่า “ท่านแม่รู้หรือไม่ว่าสมุนไพรชนิดใดช่วยแก้พิษตะขาบได้เจ้าคะ” นางเป็นหมอแผนปัจจุบัน ไม่สันทัดเรื่องสมุนไพรเท่าใดนัก อีกทั้งที่นี่ก็ไม่มียาแก้ปวด
จ้าวฟางหรูพยักหน้าตอบนางว่า “แป๊ะตำปึง แต่ที่นี่ไม่มี หากจะเอาต้องวิ่งไปเก็บบนภูเขาอีกสี่ลี้” นางจำได้ดีว่าบิดาพาไปเก็บใบแป๊ะตำปึงที่นั่น
“เช่นนั้นท่านแม่เคยโดนตะขาบกัดหรือไม่” หากนางไม่แพ้พิษตะขาบก็ดีไป แต่ถ้านางแพ้ก็นับว่าถึงคราวซวยแล้ว
“เคย”
“และนายหญิงก็เป็นคนแพ้พิษตะขาบด้วยไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
สิ้นคำของแม่นมเตียว มือของจ้าวฟางหรูข้างที่โดนตะขาบกัดก็เริ่มบวมแดงขึ้นมา อีกทั้งนางยังรู้สึกแน่นหน้าอก และเริ่มหายใจติดขัด
“นายหญิงกำลังจะแย่แล้ว” ซิ่วอิงเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ
“ท่านแม่ ในหมู่บ้านนี้มีหมอหรือไม่เจ้าคะ”
“มี แต่บ้านเขาอยู่ไกลเกือบห้าลี้เลยนะ และไม่รู้ว่าเขาอยู่บ้านหรือไม่”