ตอนที่ 3 หายป่วยอย่างน่าประหลาด
รถม้าจอดลงตรงหน้าบ้านเก่าทรุดโทรมหลังหนึ่ง สารถีเอ่ยบอกว่า “ถึงแล้วขอรับ”
ซิ่วอิงก้าวขาลงไปก่อนจากนั้นช่วยประคองนายหญิงลงจากรถม้า และอุ้มเว่ยซินเหยียนจากแม่นมเตียว จากนั้นแม่นมเตียวจึงยกหีบข้าวของให้ซิ่วอิงรับอยู่ด้านล่าง เสร็จแล้วรถม้าก็ขับเคลื่อนออกไปทันที ยังโชคดีที่ก่อนมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้พวกนางได้แวะซื้อข้าวของและอาหารกลับมาด้วย
ซินเหยียนคนใหม่ที่มาจากโลกปัจจุบันแล้ววิญญาณเข้ามาสวมอยู่ในร่างนี้ตั้งแต่เจ็ดวันก่อนมองดูบ้านดินผสมอิฐแดงหลังคามุงด้วยหญ้าอย่างไม่เชื่อสายตา นี่หรือคือบ้านหลังใหม่ที่เธอต้องมาอยู่ เสียงเล็กแหลมเอ่ยถามผู้เป็นแม่ว่า “นี่คือบ้านของเราหรือเจ้าคะท่านแม่” แม้เธออยู่ในร่างนี้มาหลายวันแล้วแต่เธอก็ยังไม่ชินกับสภาพบ้านเมืองในยุคนี้เท่าไรนัก
“ใช่ นี่คือบ้านของเรา เหยียนเอ๋อร์กลัวหรือไม่” จ้าวฟางหรูรู้สึกสงสารบุตรสาวจับใจที่ต้องกลับมาอยู่บ้านเก่าเช่นนี้ แต่คิดอีกแง่หนึ่งก็ยังดีที่ยังมีบ้านอยู่
นางส่ายหน้าน้อย ๆ “ไม่กลัวเจ้าค่ะ” นางไม่กลัวแต่ว่ามันรกมาก แต่มันก็สมควรแล้วเพราะระหว่างเดินทางท่านแม่เล่าให้ฟังว่าตั้งแต่ท่านตาจากไปเมื่อห้าปีก่อนบ้านหลังนี้ก็ไม่เคยมีใครมาอาศัยอยู่เลย อีกทั้งบ้านหลังนี้ยังอยู่ตรงบริเวณเชิงเขา ห่างจากบ้านหลังอื่น ๆ ในหมู่บ้านเกือบหนึ่งลี้จึงทำให้บรรยากาศดูวังเวงอยู่สักหน่อย
จ้าวฟางหรูยิ้มอ่อนให้ลูกสาว แล้วจึงพาทุกคนเดินเข้าไปในบ้าน แต่ภายในบ้านมีฝุ่นเกาะและหยากไย่ขึ้นเต็ม จึงทำให้เดินเข้าไปข้างในไม่ได้ นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “วันนี้คงต้องทำความสะอาดภายในบ้านก่อน พรุ่งนี้ค่อยทำข้างนอก” ตอนนี้เพิ่งยามอู่ยังพอมีเวลาในการทำความสะอาดอีกหลายชั่วยามกว่าจะถึงเวลาอาหารค่ำ
“เหมือนจะมีงูเลยเจ้าค่ะนายหญิง” ซิ่วอิงพูดออกมาด้วยความหวาดกลัว ในใจรู้สึกสงสารนายหญิงกับคุณหนูยิ่งนักที่ต้องมาอยู่บ้านเก่า ๆ แบบนี้ ถึงจวนสกุลเว่ยจะไม่ใหญ่โตมาก แต่เรือนฮูหยินใหญ่ก็ใหญ่โตมากกว่าบ้านหลังนี้หลายเท่า คิดมาถึงตรงนี้ซิ่วอิงก็นึกชิงชังเสิ่นอี๋เหนียงขึ้นมาจนเข้ากระดูกดำ
“ในหีบมีสมุนไพรไล่สัตว์มีพิษ ทำความสะอาดแล้วเจ้านำมาจุดสักหน่อยก็แล้วกัน” สมุนไพรสองหีบที่นำติดตัวมาวันนี้ล้วนเป็นสิ่งที่หมอจ้าวมอบให้นางก่อนที่ท่านจะจากไปรวมถึงตำราแพทย์อีกจำนวนหนึ่ง ถึงนางจะไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการแพทย์มากนักแต่ก็พอรู้จักชื่อสมุนไพรและประโยชน์ของมันอยู่บ้าง
“เจ้าค่ะ”
“ท่านแม่มีสมุนไพรด้วยหรือเจ้าคะ” เว่ยซินเหยียนถามออกด้วยความใคร่รู้
“มีสิ แม่ยังมีตำราแพทย์อีกหลายสิบเล่มด้วยนะ เป็นของท่านตาเจ้าทั้งนั้น”
“จริงหรือเจ้าคะ” ดวงตาดำขลับเป็นประกายวาววับ เช่นนั้นก็ดีเลย นางจะได้ศึกษาเรื่องสมุนไพรและศาสตร์การแพทย์ไปพร้อม ๆ กัน
นางลืมไปได้อย่างไรว่าท่านตาของเจ้าร่างนี้เคยเป็นหมอเท้าเปล่ามาก่อน และท่านแม่ยังเคยเล่าให้นางฟังอีกว่าเป็นเพราะท่านตาเคยช่วยชีวิตเว่ยเฉิงเอาไว้ ท่านพ่อกับท่านแม่จึงได้เจอกันและเกิดเป็นความรัก ทั้งสองจึงได้แต่งงานกัน ด้วยครอบครัวของเว่ยเฉิงก็เป็นเพียงชาวนาธรรมดาฐานะค่อนข้างยากจน อีกทั้งพ่อแม่ของเขายังแก่ชราและมีบุตรชายเพียงคนเดียว
พอทราบว่าลูกเขยจะสอบเป็นขุนนางหมอจ้าวกับจ้าวฟางหรูก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ กระทั่งช่วยกันหาเงินส่งเสียเขาเรียนจนสอบเป็นขุนนางได้ แต่พอมีหญิงอื่นเข้ามาเขากลับไม่เคยนึกถึงคุณค่าของจ้าวฟางหรูที่เคยลำบากเพื่อเขาเลยแม้แต่น้อย
“จริงสิ” จ้าวฟางหรูมองบุตรสาวด้วยความรักสุดหัวใจ ตั้งแต่นางฟื้นขึ้นมานางก็ชอบถามเกี่ยวกับเรื่องการแพทย์กับมารดาตลอด ทั้งที่ก่อนหน้านี้เว่ยซินเหยียนไม่เคยสนใจเรื่องนี้เลยสักนิด วัน ๆ เอาแต่เล่นตุ๊กตาผ้าที่มารดาเย็บให้
“เช่นนั้นข้าขอยืมตำราแพทย์ไปอ่านได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ย่อมได้อยู่แล้ว” ถึงบุตรสาวของนางจะอ่านหนังสือไม่ค่อยเก่ง แต่นางย่อมไม่ห้ามอยู่แล้ว ตอนอยู่ที่จวนสกุลเว่ยถึงบุตรสาวจะมีพัฒนาการทางสมองที่ค่อนข้างช้าแต่ศาสตร์ทั้งสี่ไม่ว่าจะเป็น พิณ หมากล้อม อักษร วาดภาพ นางก็จ้างอาจารย์มาสอนสั่งไม่เคยขาด ถึงเว่ยซินเหยียนจะทำได้ไม่ดีมากก็ตาม
ว่าจบจ้าวฟางหรูก็หยิบไม้กวาดขึ้นมา เตรียมทำความสะอาดบ้าน แต่แม่นมเตียวกลับห้ามไว้ “ให้ข้ากับซิ่วอิงทำเถิดเจ้าค่ะ นายหญิงกับคุณหนูเดินทางมาเหนื่อย ๆ นั่งพักผ่อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ” ถึงแม้บาดแผลบนหลังเกือบจะหายดีแล้วแต่อาการป่วยของนายหญิงยังคงเหมือนเดิม “ข้าจะไปก่อไฟต้มยาให้นายหญิงก่อนเจ้าค่ะ” แม่นมเตียวกล่าวเสริมขึ้นอีก “ส่วนยาของคุณหนูคงไม่ต้องแล้วกระมัง”
“อืม” จ้าวฟางหรูตอบ พลางเดินจูงมือบุตรสาวออกไปนั่งม้านั่งที่เป็นไม้อยู่หน้าบ้าน เอ่ยถามลูกว่า “เจ้าไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม”
“ลูกไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ” เว่ยซินเหยียนก็ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกัน ตอนอยู่ที่โลกเดิมนางเป็นหมอทหารจำได้ว่าวันนั้นตนเพิ่งออกจากห้องผ่าตัด พอเข้าไปในห้องพักส่วนตัวแล้วก็รู้สึกว่าตนอ่อนเพลียและง่วงมาก และคงผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในร่างนี้แล้ว แถมกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง มิหนำซ้ำยังรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไหลวนอยู่ในร่างกายตลอดเวลา แม้กระทั่งในยามหลับนางก็ยังรู้สึกได้ อีกทั้งอาการป่วยอ่อนแรงของเจ้าของร่างเดิมก็หายไปด้วย รู้สึกว่าร่างกายของนางมีพลังมหาศาลทีเดียว แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองมันคืออะไร แต่นางจะต้องหาคำตอบกับเรื่องนี้ให้ได้ แต่สิ่งที่น่าเสียใจมากที่สุดก็คือเจ้าของร่างนี้ได้ตายไปแล้ว ตายด้วยน้ำมือพ่อแท้ ๆ ของตน
ถึงจะเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนสกุลเว่ยเพียงใด แต่จ้าวฟางหรูก็ดีใจที่สุดที่บุตรสาวหายป่วย และกลับมามีสภาพร่างกายที่แข็งแรงเหมือนคนปกติทั่วไป มุมปากยกยิ้มขึ้นจาง ๆ พูดออกเสียงอ่อนโยนว่า “เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” มือบางวางบนศีรษะบุตรสาวแล้วลูบไปมาอย่างรักใคร่