บท
ตั้งค่า

9. เชื่อฟัง

หรงอินมองท่าทางตื่นตระหนกของคนที่ตนพยุงอย่างฉงน คิ้วของนางผูกกันเป็นปมจนดูตลก “ใช่เมืองเป่ยคือเมืองที่เราจะไป พี่จำอะไรได้แล้วกระนั้นหรือ” นางจ้องเขาเขม็ง ด้วยว่าเมืองนี้คือเมืองที่ฉีอ๋องได้รับพระบัญชาให้ไปปกครอง

หรือเขาจะจำได้แล้ว?

เมื่อเห็นน้องสาวขมวดคิ้ว ฉีเหรินก็รีบเอ่ยขึ้น “ข้าก็แค่ถาม เมืองเป่ยหรือที่เราเคยคุยกันว่าจะย้ายไปใช้ชีวิตหลังจากนี้” ชายหนุ่มวัยสามสิบเอ่ยพลางเผยแววตาสงสัยอย่างที่เขากล่าวออกมา

“ทำไมล่ะ ข้าก็แค่ถามเพื่อให้แน่ใจเท่านั้น ไยเจ้าถึงทำราวกับมันคือเรื่องใหญ่โตที่ข้าถามไม่ได้” ฉีเหรินขมวดคิ้วมุ่น “เจ้าคงไม่ได้มีความลับอะไรปกปิดข้าอยู่หรอกนะ”

“ที่ไหนกัน” เสียงหรงอินค่อนข้างสูง “ไป ๆ นอนพักได้แล้ว พอดีขึ้นหน่อยก็พูดมากถามมากเลยนะ” นางแสร้งบ่นกลบเกลื่อน พลางประคองเขาเดินตรงไปที่แคร่ไม้ไผ่ด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก

“พี่นอนพักไปนะ ประเดี๋ยวข้าจะไปทำอาหารก่อน” สิ้นคำร่างเล็กก็หมุนตัวเดินออกมาในทันที ทิ้งให้คนที่นั่งอยู่บนแคร่มองตามจนร่างของนางหายพ้นออกไปจากหน้าประตู

“เมืองเป่ยกระนั้นหรือ ก็ดี” ฉีเหรินพึมพำเสียงเบา ก่อนจะเอนกายลงนอนมองเพดานไม้ผุพังที่ไม่รู้วันใดจะโค่นลงมา ไม่นานเขาก็หลับไปเพราะร่างกายนี้ยังอ่อนเพลียจากบาดแผล

วันต่อมา... เขาก็ออกมานั่งเล่นที่เดิมทว่าวันนี้นานกว่าปกติ จนหรงอินต้องหาอะไรมาให้เขาดื่มเพื่อที่ร่างกายจะได้อบอุ่น

“พี่ชาย ท่านออกมานั่งตากลมนานแล้วนะ ประเดี๋ยวไข้ก็กลับมาอีกหรอก” หรงอินเดินเข้ามาพร้อมถ้วยน้ำขิง พลางย่อตัวลงนั่งข้างกันโดยไม่ถือสาความร้ายกาจในคราก่อนแม้แต่น้อย

รอยยิ้มของนางแม้จะถูกบดบังด้วยเส้นสีดำน่าเกลียดที่พาดผ่านบนใบหน้า ทว่าดวงตาที่โค้งรับนั้นกลับดูสว่างไสวเผยความจริงใจ จนคนมองเผลอยิ้มตามท่าทางสดใสของนาง

“ข้าเบื่อ ไม่อยากนอนแล้ว” เขาตอบพลางรับเอาถ้วยน้ำขิงมาถือ ก่อนจะเอ่ยถามนางอีก “หรงอิน ชีวิตพวกเราก่อนหน้านั้น เป็นเช่นนี้หรือ?” เสียงเขาทุ้มต่ำแฝงความนุ่มนวล

ซึ่งมันแตกต่างจากแต่ก่อนราวกับคนที่เอื้อนเอ่ยนี้มิใช่ตัวร้ายที่เคยรังแกนาง ทำเอาคนฟังถึงกับยิ้มอ่อนด้วยความเอ็นดู

“ก็ถือว่าคล้าย ๆ กันเจ้าค่ะ เพียงแต่ตอนนั้นเราต้องหลบซ่อนจากภัยสงคราม ชีวิตลำบากมากกว่านี้นัก” หรงอินปั้นเรื่องโกหกอย่างลื่นไหล “ดื่มเสีย ประเดี๋ยวมันจะเย็นชืดหมด”

“งั้นหรือ” เซียวฉีทำตามอย่างว่าง่าย เมื่อดื่มหมดเขาก็ส่งถ้วยคืนให้นาง “ขอบใจนะ ข้าจะรีบหายจะได้ช่วยทุกคนทำ...” เอ่ยยังไม่ทันจบ เขาก็ต้องสะดุ้งกับเสียงโยนฟืนที่ดังเอามาก ๆ

ลู่เหวินยกมือขึ้นปาดเหงื่อพลางหันมาจ้องคนเจ็บเขม็ง แววตานั้นยังคงมีความดุดันและแฝงความไม่เป็นมิตรเอาไว้

“กินแรงหลานสาวข้าไม่พอ ยังจะมานั่งเกะกะขวางทางเดินอีกนะเจ้าทหารหนีทัพ!” ลู่เหวินตะโกนด่าทออย่างไม่คิดจะรักษาน้ำใจ เขาเดินเข้ามาใกล้พลางคำรามใส่คนเจ็บ เหมือนที่อีกฝ่ายเคยทำกับนายของตน “จำใส่หัวเจ้าไว้ให้ดี ฉีเหริน! ที่ข้าช่วยดูแลเจ้าก็เพราะเห็นแก่หรงอินที่เป็นหลานข้า แต่เจ้าไม่ใช่! เจ้ามันก็แค่คนนอกที่โชคดีมีน้องสาวใจดีปานนางฟ้า หากวันนั้นเป็นข้าที่พบเจ้า เจ้าไม่มีทางรอดชีวิตมานั่งสุขสบายเช่นนี้แน่” ลู่เหวินตั้งใจเอ่ย เพราะเขาต้องการให้ฉีอ๋องจดจำให้ขึ้นใจเรื่องที่ใครช่วยชีวิตเอาไว้

“ท่านน้า” หรงอินตำหนิผู้เป็นน้าด้วยสายตา ก่อนจะหันมาหาคนที่นั่งอยู่ข้างตน ซึ่งยามนี้ซึมไปแล้ว หากเป็นมู่หรงเซียวฉีคนเดิม คนที่เอ่ยเช่นนี้กับเขาเป็นได้ถูกถลกหนังแน่ ๆ

ทว่าชายที่นั่งอยู่ข้างกายนาง กลับเงยหน้ามองผู้ที่ต่อว่าตนด้วยแววตาเผยความรู้สึกผิดอย่างเต็มเปี่ยม

“ขออภัยท่านน้า ข้ารู้ดีว่าตนเองเป็นภาระ” เซียวฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ข้าจำอะไรไม่ได้ก็จริง แต่ข้าก็สัมผัสได้ว่าท่านโกรธแค้นข้าด้วยเหตุผลบางอย่าง หากเป็นเพราะเรื่องที่ข้าทำให้พวกท่านต้องลำบากดูแลรักษาข้า ข้าก็ต้องขออภัยท่านจากใจจริง แต่ถ้ายังมีเรื่องอื่นอีก ได้โปรดท่านน้าบอกข้ามาเถิด ข้าเคยทำเรื่องร้ายกาจอันใดไว้ ท่านน้าถึงได้จงเกลียดจงชังข้านัก”

คำกล่าวที่ซื่อตรงและถ่อมตนนั้น ทำเอาลู่เหวินถึงกับนิ่งอึ้ง ขวานในมือก็เกือบจะหลุดร่วงลงสู่พื้น ด้วยนึกไม่ถึงว่าชายผู้ที่เคยคุมทัพนับแสน บุรุษผู้หยิ่งผยองไม่เคยเห็นหัวผู้ใดอย่างฉีอ๋อง จะนั่งคอตกพลางกล่าวคำขอโทษเขาอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว

ลู่เหวินที่เตรียมจะด่าอีกถึงกับน้ำท่วมปาก ความแค้นที่เคยมีต่อแม่ทัพผู้ทำแคว้นฉู่พ่ายแพ้ เริ่มถูกสั่นคลอนด้วยท่าทางที่ต่างออกไปของอ๋องทมิฬ ผู้ที่เคยเข่นฆ่าเอาชีวิตคนไม่เลือกหน้า

“เออ! รู้ตัวก็ดี” ลู่เหวินเอ่ยเพียงเท่านั้นก็รีบสะบัดหน้าหนี ก่อนจะเดินกระแทกเท้าออกไปทางหลังบ้าน เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดที่ตีตื้นขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ หรงอินก็ได้แต่นึกขันกับท่าทางของผู้เป็นน้า ที่เหมือนจะทำอะไรไม่ถูก

จากนั้นนางก็หันมาเอ่ยกับคนที่นั่งก้มหน้านิ่งเหมือนเด็กน้อยถูกดุ “อย่าเก็บมาใส่ใจเลยพี่ชาย ท่านน้าเป็นคนปากร้าย ทว่าเขาใจดีนะ” นางเอื้อมมือไปแตะแขนเขาเบา ๆ เพื่อปลอบโยน

เซียวฉีเงยหน้ามองน้องสาว เป็นจังหวะที่แสงอาทิตย์ยามเย็นตกกระทบใบหน้าอัปลักษณ์ของนาง แต่แทนที่เขาจะนึกรังเกียจ มันกลับทำให้เขารู้สึกอบอุ่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“หรงอิน... ข้าอยากให้ตนเองหายเจ็บในเร็ววันนัก” เขาเอ่ยเสียงหนักแน่น “ข้าจะได้ช่วยท่านน้าลู่หาฟืน ช่วยเจ้าเก็บสมุนไพรและหาเงินเข้าบ้าน ข้าไม่อยากเป็นตัวภาระให้ใครต้องดูแลอีกแล้ว” สิ้นคำคนเจ็บก็ก้มลงมองร่างกายตนพร้อมกับกำมือแน่น

หรงอินมองเสี้ยวหน้าที่ก้มต่ำของเขา พลางยิ้มบาง

‘ไม่น่าเชื่อว่าตัวร้ายที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากอย่างมู่หรงเซียวฉี จะกลายเป็นแมวเชื่องที่แสนเชื่อฟังไปได้ แบบนี้ก็น่ารักดีนะ ขอให้ว่าง่ายอย่างนี้ตลอดไปก็แล้วกัน’ นางเผลอเอ่ยชมเขาในใจ

ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “เอาเถิด อีกไม่นานก็หาย ถึงยามนั้นพี่ชายก็ค่อยทำอย่างที่พูดก็แล้วกัน เรายังมีเวลาอีกมาก” หรงอินเอ่ยบอกเขา ก่อนจะเหยียดกายลุกขึ้นไปทำงานของตนต่อ

ฉีเหรินมองตามร่างอรชรที่เดินเลี่ยงไปยังมุมเรือนด้วยแววตาอ่อนโยน แต่เมื่อหันไปมองลู่เหวินแววตาเขากลับต่างออกไป

ด้านหรงอิน นางยังคอยหันกลับไปมองเขาที่นั่งพิงผนังอยู่เรื่อย ๆ พร้อมกับคิดถึงบทบาทที่เขาได้รับก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่รู้ว่าหากวันหนึ่งเขาจดจำเรื่องราวเก่าก่อนได้ มันจะเป็นเช่นไร

หากจะว่าไป... เรื่องเล่าก่อนเข้าเนื้อหาในนิยาย ฉีอ๋องไม่ได้ป่าเถื่อนไร้เมตตาถึงขั้นนี้ แม้เขาจะชอบรบราฆ่าฟันเป็นชีวิตจิตใจ

ทว่าทั้งหมดนั้นเขาล้วนทำไปเพื่อแว่นแคว้น

ทุกอย่างมันเปลี่ยนก็ตอนที่บิดาเขาประกาศให้พระเชษฐาได้ครองบัลลังก์ ซึ่งความจริงมันควรเป็นเขามากกว่า

หากนับตามศักดิ์ ฉีอ๋องคือโอรสที่ควรได้ขึ้นครองราชย์มากที่สุด เพราะเขาถือกำเนิดจากฮองเฮาพระองค์ก่อน

ทว่าเมื่อมารดาสิ้น ตำแหน่งรัชทายาทที่ควรต้องเป็นของโอรสสายตรงในยามนั้น กลับสั่นคลอนเพราะไม่มีผู้ใดหนุนหลัง สุดท้ายเขาก็เสียมันไปให้พระเชษฐาต่างมารดา

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ฉีอ๋องก็ยิ่งทวีความโหดเหี้ยมมากขึ้น กลายเป็นที่หวาดหวั่นของราชสำนัก รวมถึงผู้ที่ครองบัลลังก์อยู่ในยามนี้ การลอบสังหารที่มีหลายฝ่ายร่วมมือกันจึงเกิดขึ้น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel