8. ให้โอกาส
“เขาคือน้องชายของแม่ข้า นามว่าลู่เหวิน” หรงอินแนะนำไปตามจริง เพราะผู้ติดตามคนนี้คือน้องชายแท้ ๆ ของมารดานาง
“น้าของเจ้า เช่นนั้นก็คงเป็นน้าของข้าด้วย” เซียวฉีเอ่ย
“ก็ทำนองนั้น ทว่าเราเป็นลูกพี่ลูกน้องทางพ่อไม่ใช่ทางแม่ แต่ถ้าพี่ชายอยากเรียกน้าเหมือนข้า อันนี้ก็แล้วแต่พี่ชายเลย”
“อย่ามัวแต่ซักไซ้กันอยู่ จะรีบทำแผลมิใช่หรือ ข้ายังมีงานที่ต้องช่วยนายพรานทำอีกนะ” ลู่เหวินเอ่ยเตือนด้วยเสียงติดรำคาญ เพราะตามจริงเขาไม่เต็มใจดูแลอ๋องทมิฬผู้นี้สักเท่าไหร่
หรงอินยกยิ้มเบาบาง ก่อนจะเริ่มจัดการช่วยกันเปลี่ยนผ้าพันแผลให้คนเจ็บ ที่ต้องค่อย ๆ ประคองร่างที่ยังไม่อาจลุกนั่ง ยามนี้เองที่คนป่วยรู้ว่า ตัวเขาอาการสาหัสเพียงใด
‘นี่ข้ารอดมาได้อย่างไรกัน แผลมากมายเพียงนี้ ควรต้องตายไปแล้วมิใช่หรือ ไยถึงรอดมาได้’ เขานึกในใจ ก่อนจะปรายตามองการกระทำของน้าหลาน ที่ได้ชื่อว่าเป็นเครือญาติของตน
‘ดูท่า นาง… ไม่สิน้องสาวข้าจะมีวิชาแพทย์ที่ล้ำเลิศมาก บาดแผลมากมายเพียงนี้ ข้าที่ควรตายกลับยังไม่ตาย’ เซียวฉี นึกพร้อมกับมองท่าทางเอาใจใส่ของผู้ที่บอกว่าเป็นน้องสาวตน ที่กำลังเช็ดบาดแผลและใส่ยาให้อย่างเบามือ
หลังจากจัดการกับบาดแผลและใส่ยาแล้วเสร็จ หรงเสวี่ยหรือหรงอินในยามนี้ ก็เดินออกมาด้านนอกพร้อมกับลู่เหวิน
“ในเมื่อเขาฟื้นแล้ว ไยองค์หญิงต้องดูแลเอาใจใส่เพียงนี้ กระหม่อมว่าปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้มิดีกว่าหรือ” ลู่เหวินเอ่ยเสียงเบา
แววตาเขาเต็มไปด้วยความกังวล “คนผู้นี้อันตรายนัก แม้จะจำอะไรไม่ได้ ทว่ากลิ่นอายสังหารบนตัวกลับไม่เคยเจือจาง หากวันใดความทรงจำเขากลับคืนมา เราจะไม่แย่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เลิกเรียกข้าเช่นนี้เถิดท่านน้า องค์หญิงเก้าผู้นั้นได้ตายไปแล้ว ยามนี้เหลือเพียงแค่จ้าวหรงอินเท่านั้น” นางเอ่ยพลางทอดสายตามองทิวเขาที่สลับซับซ้อน “ส่วนเรื่องของเขา...”
“องค์… เอ่อ… เจ้าตัดใจทิ้งเขาไม่ลงหรือ” ลู่เหวินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของผู้เป็นนายที่เขาเฝ้าดูแลมาตั้งแต่เล็ก
หรงอินถึงกับถอนหายใจยาว ยามนี้ในหัวของนางกำลังตีกันให้วุ่น ระหว่างบทบาทตัวร้ายที่มู่หรงเซียวฉีได้รับ กับชีวิตจริงหลังจากนิยายเรื่องนี้จบลงไปแล้วเมื่อสองวันก่อน
ใช่… นิยายเรื่ิอง ‘กลลวงบัลลังก์เลือด’ จบแล้วหลังจากตัวร้ายสิ้นชีพได้สองวัน พระนางสมหวังได้แต่งงานกัน ซึ่งเนื้อหาหลังจากฉีอ๋องสิ้นชีพนั้นมีเพิ่มมาอีกเพียงแค่สองตอนเท่านั้น
‘ที่ผ่านมา... เขาก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ต้องเดินตามบทที่คนเขียนสร้างไว้ แม้แต่เราที่เป็นเพียงแค่ตัวประกอบยังหนีชะตากรรมเกือบไม่พ้น ไม่แน่… การที่สวรรค์ให้ทั้งเราและเขารอดชีวิต มันอาจเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า บทบาทของตัวร้ายอาจเปลี่ยนจากชั่วกลายมาเป็นดีก็ได้’ นึกแล้วริมฝีปากอิ่มก็เผยยิ้ม
“ในเมื่อเขาจำอะไรไม่ได้ ไยเราไม่ลองเปลี่ยนนิสัยเขาดูเล่า ในเมื่อตอนนี้เขาเชื่อสนิทใจว่าตนคือลูกพี่ลูกน้องของข้า อีกทั้งยังมีหนี้บุญคุณช่วยชีวิตค้ำคออยู่ ต่อให้วันหน้าเขาจดจำทุกอย่างได้ คนผู้นี้ก็ไม่กล้าลงมือกับเราแน่ ท่านน้าอย่ากังวลไปเลยนะ”
“แต่เจ้าไม่ควรลืมว่าที่ที่เราจะไปคือที่ที่เขาได้รับบัญชาให้ไปปกครอง เกิดวันหนึ่งมีคนที่จดจำเขาได้มาพบหน้าเข้าจะทำเช่นไร เจ้าคิดว่าเราจะปิดเรื่องนี้มิดกระนั้นหรือ”
ถ้อยคำของผู้เป็นน้านั้น ทำหรงอินนิ่งไปทันที
“จริงด้วย ข้าก็ลืมเรื่องนี้ไปเลย”
“ข้าว่า เราทิ้งเขาไว้ที่นี่ดีกว่านะ ให้เขาดีขึ้นอีกหน่อยก็ต่างคนต่างไปเถิด อย่าเอาเขาไปด้วยเลย” ลู่เหวินเอ่ยแนะ
“ท่านน้าคิดเช่นนั้นหรือ” หรงอินเริ่มลังเล “ทว่าเขาจำอะไรไม่ได้เลยนะ ถ้าเกิดเขาเอาตัวไม่รอดล่ะ ที่ข้าช่วยรักษาจนอาการดีขึ้นจะไม่สูญเปล่าหรือ” นางเริ่มยกเหตุผลมาอ้าง
“มู่หรงเซียวฉีรบมาทั้งชีวิต รอดมาได้เช่นนี้เขาไม่ตายแน่ แต่ถ้าเขาอยู่กับเราแล้วเกิดมีคนจำได้ เรานี่แหละจะแย่”
“เช่นนั้นให้เขาปล่อยหนวดปล่อยเครา อย่างตอนนี้เขาก็ดูไม่เหมือนมู่หรงเซียวฉีเลยนะ ขนาดหนวดเครายังไม่ยาวด้วยซ้ำ” หรงอินยังคงหาเหตุผลมาหักล้าง เพราะนางเห็นว่าตัวร้ายจำอะไรไม่ได้แล้ว นางจึงหมายจะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนแปลงนิสัยเขา
ลู่เหวินมองใบหน้าซีกที่มีลายเส้นสีดำ พลางส่ายศีรษะไปมา “ก็ได้ ในเมื่อเจ้าเชื่อมั่นเช่นนั้นก็ตามใจเจ้าเถิดหรงอิน แต่หากเขามีท่าทีจะแว้งกัดเจ้าแม้เพียงนิด ข้าจะเป็นคนส่งเขากลับลงแม่น้ำด้วยมือข้าเองคอยดูเถิด” ลู่เหวินเอ่ยเสียงหนักแน่น ก่อนจะเดินไปช่วยนายพรานเฒ่าฝ่าฟืน เพื่อเตรียมไว้สำหรับค่ำคืนนี้
หรงอินมองตามลู่เหวินพร้อมกับเผยยิ้มบาง จากนั้นจึงหันกลับมาที่ประตูห้องคนเจ็บ ‘มู่หรงเซียวฉี ข้าให้โอกาสท่านเฉกเช่นสวรรค์ให้โอกาสข้า หวังว่าบทบาทตัวร้ายที่ท่านเคยได้รับก่อนหน้า จะไม่หวนคืนกลับมาทำให้ท่านกลายเป็นคนชั่วเช่นเดิมอีก’ นางนึกในใจก่อนจะเดินไปตักโจ๊กในครัวเพื่อเอามาป้อนคนเจ็บ
หลายวันต่อมา…
แสงแดดอ่อนยามบ่ายทอดผ่านยอดสน สาดส่องลงบนชานเรือนไม้ไผ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเรียบง่าย มู่หรงเซียวฉี ที่บัดนี้อยู่ในคราบของฉีเหรินกำลังนั่งพิงเสาเรือน เหม่อมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ทว่ามันกลับแฝงไว้ด้วยความสงบอย่างไรไม่รู้
หลังจากรักษามาหลายวัน บาดแผลตามร่างกายเขาก็เริ่มตกสะเก็ดแล้ว แม้จะรู้สึกเจ็บแปลบยามขยับตัว ทว่านั่นมิใช่ปัญหาสำหรับการฝืนลุกมานั่งด้านนอกเพื่อรับอากาศที่บริสุทธิ์เช่นยามนี้
เซียวฉีมองนายพรานเฒ่าเจ้าของบ้าน กำลังนั่งลับมีดอยู่ในมุมสวนพลางส่งเสียงเอ่ยถึงเรื่องราวตลกฝืด ๆ โดยมีลู่เหวินที่ยืนผ่าฟืนอยู่ไม่ไกล คอยส่งเสียงหัวเราะเอาใจคนแก่อยู่ไม่ขาด
อีกมุมที่อยู่ใกล้ทางขึ้นเรือนก็จะเป็นหรงอิน น้องสาวที่มีหน้าตาอัปลักษณ์ ซึ่งนางกำลังง่วนอยู่กับการตากสมุนไพร
ซ้ำยังส่งเสียงฮัมท่วงทำนองที่ไม่คุ้นหูอย่างอารมณ์ดี แทรกกับเสียงหัวเราะของลู่เหวินที่กำลังขำขันกับเรื่องตลกฝืด ๆ ของนายพรานเฒ่า ผสมผสานมากับเสียงนกร้องที่ดังขึ้นมาเป็นระยะ
มันเป็นท่วงทำนองเรียบง่าย ทว่าฟังแล้วกลับรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด ‘เรื่องแค่นี้ก็ทำให้พวกเจ้ามีความสุขและยิ้มได้กระนั้นหรือ’ คนเจ็บนึกในใจ และยังคงนั่งนิ่งมองทั้งสามสลับกันไปมา แววตาที่ทอดมองไปบางคราก็คมเข้ม บางคราก็อ่อนลงสลับกัน ราวกับว่ายามนี้เขากำลังสับสนระคนอดกลั้นกับบางสิ่ง
‘เมื่อไหร่กันที่ร่างกายข้าจะหายดี’ ฉีอ๋องหรือฉีเหริน นิ่งนึกอยู่ในใจ พลางก้มลงมองสำรวจร่างกายตน มือที่วางอยู่บนตักเผลอกำแน่นจนส่งผลกระทบมาถึงลำตัวที่เต็มไปด้วยบาดแผล
“แค่ก ๆ”
“เกิดอะไรขึ้น พี่เจ็บแผลหรือ” หรงอินรีบตรงเข้ามาประคอง ใบหน้านางเผยความห่วงใยอย่างชัดเจน
“ข้าไม่เป็นไร ข้าแค่ขยับตัวเร็วไปหน่อยเท่านั้น”
“ท่านนี่นะ ยังไม่หายดีก็ยังจะฝืนออกมานั่งตากลมอีก ประเดี๋ยวจับไข้อีกจะทำเช่นไร” เสียงนางไม่ได้จริงจังกับการบ่นเลยสักนิด “มาเถิดข้าพากลับเข้าไปพักนะ” หรงอินเอ่ยพลางประคองอีกฝ่ายกลับเข้าในเรือน ปากนางก็พึมพำกล่าวไปด้วย “ยามนี้สิ่งเดียวที่พี่ต้องทำคือรีบรักษาตัวให้หาย เราจะได้เดินทางไปดูบ้านที่เมืองเป่ยกันเสียที” นางเอ่ยด้วยเสียงสดใสมีความสุข ทว่าคนฟังกลับชะงักจนเท้าที่กำลังก้าวเดินนั้นหยุดกึก
“เมืองเป่ยหรือ?”
