ชายาอัปลักษณ์ใต้เงาอ๋องทมิฬ

29.0K · อัพเดทล่าสุด
หลินซี
14
บท
211
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

หลี่หรงเสวี่ยคือตัวประกอบดวงซวยที่ต้องตายพร้อมตัวร้าย ทว่าสวรรค์กลับเมตตาให้เขาและนางรอด จากศัตรูจึงกลายเป็นมิตร ทว่านี่คือมิตรแท้หรือแค่แสร้งทำกันแน่

นิยายจีนโบราณท่านอ๋ององค์หญิงดราม่าพระชายาเกิดใหม่ในนิยาย18+ศัตรูกลายคนรัก

1.รังเกียจเดียดฉันท์

แคว้นเว่ย

ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายในฤดูเหมันต์ บรรยากาศภายในพระราชวังกลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรื่นเริงที่ถูกปั้นแต่งขึ้นของผู้ชนะ ผสมผสานไปกับเสียงมโหรีที่ดังระงม

ทว่าสำหรับสตรีนางหนึ่ง มันกลับฟังดูคล้ายเสียงสวดส่งวิญญาณเสียมากกว่า เพราะนางเป็นเพียงเครื่องบรรณาการ ที่รอเวลาส่งตัวไปให้แม่ทัพผู้กุมชัยชนะ และเป็นคนที่ทำให้นางต้องมาอยู่ต่างแคว้น กลายเป็นสตรีที่ถูกหยามเกียรติอย่างคนไร้ค่า

หลี่หรงเสวี่ย องค์หญิงเก้าวัยสิบแปดชันษา ยังคงนั่งตัวตรงอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองที่สะท้อนภาพสตรีในชุดมงคลสีแดงเพลิง อาภรณ์นี้ปักลวดลายหงส์ร่ายรำด้วยดิ้นทองดูวิจิตรบรรจง ทว่าความงามนี้กลับมีสิ่งหนึ่งที่ตัดกับอาภรณ์ได้อย่างร้ายกาจ นั่นคือซีกหน้าด้านซ้ายของนาง แทนที่จะขาวผ่องนวลเนียนเหมือนอีกข้าง มันกลับมีเส้นโลหิตสีดำพาดผ่านดูน่ากลัว

อีกทั้งมันยังลากยาวจากโหนกแก้มลงมาจนถึงลำคอ ดูคล้ายรากไม้ปีศาจที่ชอนไชอยู่ใต้ผิวหนังอันขาวซีด

“องค์หญิง บ่าวสงสารพระองค์เหลือเกินเพคะ” ม่านจู นางกำนัลคนสนิทที่ติดตามมาจากแคว้นฉู่สะอื้นไห้พลางสวมมงกุฎหงส์ใส่ศีรษะผู้เป็นนายอย่างเบามือ “ฮ่องเต้แคว้นเว่ยช่างใจคอโหดเหี้ยมนัก เห็นแคว้นของเราพ่ายแพ้แล้วยังจะเหยียดหยามกัน ส่งพระองค์ไปหาแม่ทัพผู้นั้นมิเท่ากับส่งพระองค์ไปตายหรือเพคะ”

หรงเสวี่ยหลับตาอย่างนิ่งสงบ มุมปากบางยกยิ้มเยือกเย็น “ม่านจูเจ้าจำไว้ ความสงสารเป็นสิ่งไร้ค่าที่สุดในวังหลัง การที่ข้าหน้าตาเช่นนี้ ซ้ำยังเกิดจากนางกำนัลมิใช่สนม เจ้าคิดโอรสในสายพระโลหิตฮ่องเต้ จะอยากอภิเษกกับข้ากระนั้นหรือ เขาไม่จับข้าขังไว้ให้อยู่แต่ในตำหนักก็นับว่าบุญเท่าไหร่แล้ว” หรงเสวี่ยเอ่ยอย่างคนปลงตก ก่อนจะใช้นิ้วเรียวลูบไล้ไปบนเส้นสีดำบนใบหน้าเบา ๆ

“องค์หญิง ได้ฤกษ์มงคลแล้วเชิญเสด็จเพคะ” หมัวมัวผู้มีหน้าที่ดูแลงานอภิเษก เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบอยู่ที่หน้าประตู

ร่างอรชรที่สวมชุดงดงามจึงขยับกายลุกขึ้นด้วยท่วงท่าสง่า ตามฉบับสตรีชนชั้นสูง ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงไปอย่างมั่นคง ในมือถือพัดแดงปักลวดลายโบตั๋นปิดบังใบหน้าไว้ และนั่นก็ทำให้เสียงซุบซิบดังขึ้นทันทีที่พวกเขาได้เห็นใบหน้าด้านข้างของนาง

ทว่าเจ้าสาวหาได้ใส่ใจไม่ หรงเสวี่ยยังคงเดินต่อไป กระทั่งเข้ามานั่งในเกี้ยวแล้ว เสียงซุบซิบเหล่านั้นก็ยังไม่หยุด จนเกี้ยวแปดคนหามเคลื่อนตัวออกไปจากประตูวังความเงียบจึงมาเยือน

สามเค่อต่อมา...

ณ หน้าประตูจวนฉีอ๋องหรือมู่หรงเซียวฉี จวนแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ซึ่งที่นี่ควรจะอึกทึกครึกโครมตามประเพณี

ทว่าทั้งที่เป็นวันมงคล บรรยากาศโดยรอบกลับเงียบเหงาไร้ซึ่งการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ อย่างที่พระชายาเอกควรมี

ไม่มีพรมแดงยาวเหยียด ไม่มีเสียงประทัดต้อนรับ มีเพียงทหารรักษาการณ์ในชุดเกราะเคร่งขรึมที่มองเกี้ยวเจ้าสาวด้วยสายตาดูแคลน แม้แต่สายตาของแขกที่มาร่วมงานก็ไม่ต่างกัน

เมื่อเกี้ยวหยุดลง หรงเสวี่ยก็ก้าวออกมาโดยไร้คนพยุงเพราะแม้แต่สาวใช้ก็เข้าใกล้ไม่ได้ โชคชะตาขององค์หญิงตัวประกัน ช่างน่าอนาถไม่แพ้ยามที่นางอยู่ในแคว้นตนเองเลย

หรงเสวี่ยถือพัดในมือมั่น เพื่อใช้มันบังใบหน้าตามธรรมเนียมงานแต่ง ทว่าสายลมแรงกลับปะทะทำให้พัดนั้นหลุดมือ

“ปีศาจ อัปลักษณ์ สิ้นดี”

“นี่น่ะหรือ องค์หญิงแคว้นฉู่ นึกว่าเป็นศพเดินได้เสียอีก”

“น่ารังเกียจเช่นนี้ ท่านอ๋องไม่มีทางเข้าหอกับนางแน่”

“ข้าว่าที่พระองค์ไม่ออกมาต้อนรับก็เพราะเหตุนี้กระมัง”

ถ้อยคำเหล่านั้นดังขึ้นราวกับดอกเห็ด ทว่าหรงเสวี่ยไม่แม้แต่จะปรายตาเคืองโกรธ นางก้มลงเก็บพัดด้วยท่าทางสง่างาม ราวกับว่าคำนินทาเหล่านั้นเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา

จากนั้นนางก็เดินผ่านประตูจวนเข้าไปยังโถงพิธี ซึ่งด้านหน้านั้นมีบุรุษชุดสีแดงเข้มยืนกอดอกมองมาด้วยสีหน้าเย็นชา

หรงเสวี่ยมองมู่หรงเซียวฉี ชายที่มีรูปร่างสูงใหญ่ราวกับภูผา กลิ่นอายสังหารรอบตัวเขาเข้มข้นจนคนธรรมดาแทบหายใจไม่ออก ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นมองสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะหยุดลงที่รอยตำหนิบนใบหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน

“คำนับท่านอ๋องเพคะ” หรงเสวี่ยย่อกายลงอย่างอ่อนช้อย เสียงของนางนุ่มนวลสมกับเป็นกุลสตรีในวัง

“ข้าไม่ชอบพิธีรีตอง” มู่หรงเซียวฉีเอ่ยขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำและเย็นเฉียบ “ฮ่องเต้พระราชทานสมรสนี้ให้ข้า เพราะไม่มีใครอยากแต่งกับเจ้า นางเชลยเช่นเจ้าสมควรต้องตาย มิใช่มาเสวยสุขอยู่ในต่างแดน ทว่าแม้ว่าข้าจะยอมแต่งเจ้าเข้ามา ก็จงอย่าได้คิดว่าตนจะถูกยกย่องเป็นชายาจริง ๆ เจ้ามันก็แค่ตัวประกันเท่านั้น”

หรงเสวี่ยเผยยิ้มบางแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรง ๆ แววตานั้นหาได้มีความขลาดกลัวคำขู่อีกฝ่ายไม่ “หม่อมฉันทราบว่าตนอยู่ในฐานะใดเพคะ ในเมื่อท่านอ๋องไม่ยินดี เช่นนั้นเรามาทำข้อตกลงที่เรียบง่ายที่สุดดีหรือไม่” นางต่อรองโดยไม่หวาดหวั่น

เซียวฉีชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าสตรีที่ดูบอบบางซ้ำยังกลายเป็นเพียงเชลยจะกล้าต่อปากต่อคำเช่นนี้ “ข้อตกลงอันใด”

หรงเสวี่ยเห็นเขายอมรับฟัง นางก็ขยับเข้าใกล้เพื่อกระซิบในสิ่งที่เห็นว่าเป็นทางออกที่ดี “หม่อมฉันจะทำตัวสงบเสงี่ยม ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในจวนหรือแม้แต่กับพระองค์ ในเมื่อท่านอ๋องฝืนทำไปเพราะราชโองการ เช่นนั้นเราก็ต่างคนต่างอยู่ไม่ข้องเกี่ยวกัน เช่นนี้ท่านอ๋องก็ไม่ต้องวุ่นวายพระทัยแล้ว จริงไหมเพคะ”

มู่หรงเซียวฉีสบเข้ากับดวงตาคู่งาม ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ “ดี! เช่นนั้นข้าก็หวังว่าเจ้าจะทำได้อย่างที่พูด”