10. มุ่งสู่จุดหมาย
ทว่าแผนการณ์ที่พวกเขาคิดว่าสำเร็จแล้ว กลับถูกนางปรับเปลี่ยนมัน โดยการยื้อชีวิตอ๋องจอมโฉดไว้ไม่ให้ตาย
ในวันหนึ่งหากมู่หรงเซียวฉีจำทุกอย่างได้ขึ้นมา ฉีอ๋องผู้นี้จะกลับไปแก้แค้น เอาคืนคนที่เคยคิดเอาชีวิตเขาหรือไม่
“เฮ้อ! ช่างมันเถิด อย่างไรตอนนี้เราก็ช่วยจนเขารอดมาแล้ว จะวางยาให้ตายอีกรอบมันก็ไม่ใช่เรื่องกระมัง สุดแต่เวรแต่กรรมละกัน” พึมพำอยู่ชั่วครู่ นางก็หันมาสนใจตากสมุนไพรต่อ
โดยมีสายตาของผู้ที่นั่งอยู่มองตามทุกอิริยาบถ
มู่หรงเซียวฉีหรือฉีเหริน ยังคงนั่งมองภาพการทำงานของคนทั้งสาม วันแล้ววันเล่า พร้อมกับอาการที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ
กระทั่งบาดแผลบนร่างกายสมานตัวพอที่จะออกเดินทางได้ ลู่เหวินและหรงอินก็พาเขาออกเดินทางเพื่อไปสมทบกับม่านจูที่รออยู่อีกเมือง ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางกันอีกสิบวันเลยทีเดียว
“หรงอิน สัมภาระพวกนี้ข้าแบกเอง เจ้าถือเพียงย่ามยาของเจ้าก็พอ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นขณะที่เขากำลังมัดห่อผ้า
ซึ่งยามนี้ฉีเหรินอยู่ในชุดผ้าป่านหยาบสีเข้มดูเคร่งขรึม ทว่าแววตาเขากลับดูอ่อนโยนต่างไปจากเมื่อก่อนลิบลับ
“ข้าเดินตัวเปล่ามาหลายวันแล้ว ให้ข้าช่วยแบ่งเบาบ้างเถอะ” หรงอินเอ่ยปนหัวเราะ แต่นั่นกลับทำให้ฉีเหรินขมวดคิ้ว
“เจ้าเป็นสตรี ซ้ำยังตัวเล็กแค่นี้ จะมาแบกของหนักแข่งกับบุรุษได้อย่างไร ส่งมา... ข้าถือเอง เจ้าเดินตามมาก็พอ”
ลู่เหวินที่ยืนกอดอกมองอยู่ด้านหน้า เบ้ปากพลางพึมพำอย่างหมั่นไส้ “แต่ก่อนออกคำสั่งให้หลานข้าเดินเท้าพันลี้อย่างไม่รู้สึกรู้สา พอจำอะไรไม่ได้กลับทำตัวเป็นสุภาพบุรุษขึ้นมาเชียว เหอะ!” ทว่าแม้เขาจะบ่นเช่นนี้ ลู่เหวินกลับยอมรับว่าความขยันและเชื่อฟังของฉีเหริน ช่วยให้การเดินทางข้ามหุบเขาในช่วงหลายวันมานี้ราบรื่นขึ้นมาก ที่สำคัญคืออ๋องโฉดผู้นี้ก็ดีกับหลานเขานัก
ช่วงหลัง ๆ มานี้เขาเลยไม่ค่อยได้ดุด่าหลานเขยเท่าใด
ทั้งสามยังคงเดินทางต่อไปเรื่อย ค่ำก็แวะพัก จัดแจงเตรียมอาหาร ซึ่งบางคราก็เป็นฉีเหรินที่ออกล่าสัตว์ แต่ถ้าวันไหนพวกเขาพักตามลุ่มแม่น้ำ ก็จะช่วยกันหาปลามาย่างกิน
นำพาให้การเดินทางนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุขอย่างที่พวกเขาไม่เคยได้รับมาก่อน โดยเฉพาะหรงอินที่ต้องอยู่แต่ในกฎเกณฑ์ตลอด ห้ามออกนอกเมือง ห้ามทำเรื่องน่าอาย
ทว่าข้อห้ามเหล่านี้ ไม่ได้รวมถึงวิชาแพทย์ที่นางพยายามเรียนรู้ เพื่อเก็บเกี่ยวเอามาไว้ใช้หลังจากนิยายเรื่องนี้จบ
หรงอินตั้งใจว่าหากตนได้รับโอกาสที่สองอย่างที่วางแผนเอาไว้ นางจะใช้ความรู้นี้หาเลี้ยงตนเองในวันที่เป็นอิสระ
ด้านลู่เหวินก็ส่งเสียงหัวเราะร่วนไม่แพ้กัน เพราะเขาเองก็ไม่ได้พบเจอชีวิตเช่นนี้มานานมากแล้ว นับตั้งแต่ตามพี่สาวเข้าไปเป็นองครักษ์ในวัง ชีวิตเช่นนี้ก็ไม่พานพบอีกเลย ส่วนอ๋องจอมโฉดบัดนี้เขากลับยิ้มกว้างกว่าครั้งไหน ๆ จากคนเคร่งขรึมเย็นชา กลับส่งเสียงหัวเราะเพียงเพราะหัวปลาหลุดออกจากตัว
“พี่ฉี ท่านทำหัวปลาข้าหล่นใส่ขี้เถ้าแล้วนะ” หรงอินมุ่ยปากอย่างแง่งอน เมื่อไม้ของอีกฝ่ายมาชนไม้ย่างของตนจนทำให้หัวปลานั้นหลุดออกจากตัว ซ้ำคนทำยังหัวเราะร่วนอีกต่างหาก
“ฮ่าฮ่า ข้าขอโทษ เอา... เช่นนั้นเจ้าเอาของข้าไป มันสุกแล้วล่ะ ตัวใหญ่กว่าของเจ้าด้วยนะ” ฉีเหรินพยายามหลอกล่อ เพราะเกรงน้องสาวจะขุ่นเคืองแล้วไม่พูดด้วย
หรงอินก็ยิ้มร่าจนแก้มบุ๋ม พลางยื่นมือออกไปรับไม้ที่เขากำลังส่งมาให้ “ขอบคุณพี่ฉี ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ”
“ช้า ๆ มันร้อน” ฉีเหรินเอ่ยบอกเสียงอ่อน พลางยิ้มเอ็นดูน้องสาวที่ดูมีความสุขมาก เรียกว่ายิ้มไม่หุบกันเลยเชียว
วันต่อมาพวกเขาก็ออกเดินทางต่อ และมันก็วนเวียนเช่นนี้ทุกวัน นำพาให้ความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นแน่นแฟ้นมากขึ้น
ความใกล้ชิดจึงทำให้ความรู้สึกอื่นตามมา หนุ่มสาวใกล้กันทุกวัน ไหนเลยความผูกพันมันจะไม่เกิด โดยเฉพาะกับคนที่รู้ฐานะที่แท้จริงระหว่างนางกับเขา คำว่าพี่น้องมันก็แค่ฉากบังหน้าเท่านั้น ความจริงหรงอินรู้ดีแก่ใจว่าอีกฝ่ายคือสามีตน
และความใกล้ชิดที่มีมากขึ้นนี้ มันได้เริ่มส่งผลต่อใจดวงน้อย ยิ่งเขาทำดีด้วยนางก็ยิ่งเผลอไผลปล่อยให้ความรู้สึกครอบงำ จนนางต้องเตือนตนเองว่าควรต้องเว้นระยะห่างเสีย
ทว่ายิ่งนางออกห่างไม่อยู่ใกล้ เขาก็ยิ่งตามวอแวไม่หยุด
ค่ำหนึ่งก่อนถึงจุดหมาย
“หรงอินเป็นอันใดไป ไยมานั่งคนเดียวตรงนี้ฮึ” เสียงทุ้มอ่อนเปล่งออกมาเฉกเช่นทุกวัน พร้อมกันนั้นร่างสูงก็ยอบกายนั่งลงข้างญาติผู้น้องตน ที่กำลังเหม่อมองท้องนภา
หรงอินหันมาหาเขา ก่อนจะผงะไปเล็กน้อยเพราะใบหน้าอีกฝ่ายนั้นอยู่ห่างไม่ถึงคืบ นำพาให้ใจดวงน้อยเต้นรัวทันที
“ข้ากำลังคิดว่า บ้านใหม่ที่ม่านจูเตรียมไว้จะมีหน้าตาเช่นไร แล้วเราจะหาเงินเลี้ยงดูตนเองกันได้หรือไม่” นางยังคงกล่าวแถไปเรื่อย ก่อนจะเอาคางเกยเข่าแล้วเขี่ยดินข้างตัวเล่น
เพื่อไม่ให้ตนหันไปสนใจดวงตาคู่คมของสามีตัวร้าย ที่เอาแต่จ้องกันทุกครั้งยามที่เขาเข้ามาอยู่ใกล้
“เรื่องหาเงินเจ้าอย่าห่วงเลย ข้าจะจัดการเอง” ฉีเหรินเอ่ยเสียงหนักแน่น พลางยกมือขึ้นมาจับไหล่นางพร้อมบีบเบา ๆ ทำเอาร่างเล็กถึงกับสะดุ้ง และยังขยับถอยหนีด้วยความตื่นตระหนก
“อะ... อะไรกัน ข้าทำเจ้าตกใจหรือ” ฉีเหรินรีบถาม
หรงอินก็รีบตั้งสติ “ปะ... เปล่าเจ้าค่ะ พอดีข้าปวดบ่า พอถูกสะกิดมันเลยอดที่จะตระหนกไม่ได้” นางก็ยังแถไปเรื่อย
“จริงหรือ ไหนข้าขอดูหน่อยเป็นมากหรือไม่” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยที่สื่อออกมาอย่างชัดเจน
“ไม่ได้ ข้าเป็นหญิงนะ พี่จะมาดูได้อย่างไร”
ฉีเหรินชะงักไปทันที ก่อนจะยิ้มแหยออกมา “ก็จริง เช่นนั้นเจ้าทายาหรือยัง ต้องรีบทานะประเดี๋ยวจะเป็นหนัก ว่าแต่เจ้าบาดเจ็บได้อย่างไร ไปถูกอะไรทิ่มแทงมาถึงได้บาดเจ็บเช่นนี้ฮึ” คำถามมากมายเริ่มดังขึ้น ซ้ำเขายังจ้องหน้านางเขม็ง
‘อะไรของเขาเนี่ย บอกว่าปวดบ่าก็ปวดบ่าสิ จะถามให้มากความทำไมกัน ทีแต่ก่อนสั่งขัง ปล่อยให้ข้าอดข้าวอดน้ำท่านยังไม่เห็นยี่หระเลย พอจำอะไรไม่ได้ก็หน้ามือเป็นหลังมือเชียวนะ’ หรงอินก่นด่าเขาในใจ ก่อนจะตอบความเท็จออกไปอีก
“วันก่อนข้าซุ่มซ่ามเดินไม่ระวังชนเข้ากับกิ่งไม้แห้ง แล้วมันก็หล่นลงมากระแทกบ่าข้า ข้าไม่อยากให้พี่ฉีกับท่านน้าเป็นห่วง จึงไม่ได้เล่าให้ฟังก็แค่นั้นเอง” เอ่ยจบนางก็ยิ้มแป้นให้เขา แต่เพียงอึดใจเดียวก็รีบหันหนีสายตาคู่คมที่แฝงความห่วงใยของสามี
“เจ้านี่นะ เป็นหมอแท้ ๆ ไยถึงซุ่มซ่ามนัก”
“เอ๋! หมอก็คนนะเจ้าคะ” นางรีบย้อน พลางทำหน้ามุ่ยใส่
“ฮ่าฮ่า ข้าก็แค่เย้าเจ้าเล่นเท่านั้น แค่นี้ก็เคืองหรือ”
“ก็ใครใช้ให้พี่ว่าข้าล่ะ”
“ที่ไหนกัน เป็นเจ้าต่างหากที่ว่าตนเองก่อน ข้าก็แค่พูดตามก็เท่านั้น เจ้าควรตำหนิตนเองนะน้องพี่” ฉีเหรินย้อนคำนางบ้าง
“เหอะ! ท่านมันคนไม่มีหัวใจ” หรงอินยังต่อว่าเขา
“ไม่มีหัวใจข้าก็ตายน่ะสิ” ฉีเหรินก็ย้อนไม่ยอม
“พอ ๆ ได้แล้ว มากินข้าวจะได้พักผ่อน เถียงกันอยู่ได้” ผู้ที่นั่งฟังอยู่นานตะโกนเรียก ก่อนจะส่ายศีรษะเมื่อเห็นทั้งคู่ยังคงต่อปากต่อคำกันต่อ ทั้งที่ควรจะจบที่โขดหินนั่นแล้ว
“ท่านน้า เอาตรงปีกให้เขากินก็พอ ส่วนเนื้อยกให้ข้า” สตรีเพียงนางเดียวรีบเอ่ย พลางถือไม้ย่างไก่ป่าเอาไว้เอง
“ได้อย่างไร ไก่ป่านี่ข้าล่ามานะ” ฉีเหรินแสร้งทักท้วง
ใบหน้าอัปลักษณ์ของน้องสาวจึงยิ่งบูดบึ้ง
“ได้ ๆ ข้ายอมแล้ว ยกให้เจ้าทั้งหมดเลย” คนตัวโตเอ่ยเสียงอ่อน พลางยิ้มเอ็นดูท่าทางขี้งอนของญาติผู้น้องตน
ลู่เหวินจ้องมองท่าทางที่เปลี่ยนไปมากของอ๋องทมิฬอย่างพินิจ ราวกับกำลังจับผิดก็มิปาน ซึ่งการกระทำนี้ฉีเหรินรู้สึกได้ ทว่าเขากลับมิได้แสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเขาก็ลอบสังเกตอยู่เช่นกัน และตลอดดการเดินทาง เขาก็ยังทำหน้าที่พี่ชายที่แสนดี จวบจนถึงจุดหมายที่หรงอินได้บอกเอาไว้ นั่นคือแถบชาญเมืองเป่ย
‘ในที่สุดก็มาถึงแล้วสินะ’ ฉีเหรินนึกในใจ
