7. ลืมสิ้น
ภาพเพดานหลังคามุงจากที่ผุพังปรากฏแก่สายตา มันช่างดูแปลกแยกและซอมซ่อเกินกว่าที่ความคุ้นชินในจิตสำนึกจะรับได้
เซียวฉีพยายามจะยันกายลุกขึ้น ทว่าความเจ็บปวดจากแผลที่หน้าอกและศีรษะกลับแล่นพล่านจนทำให้หลุดครางในลำคอ
“อย่าเพิ่งขยับ แผลท่านเพิ่งจะปิดสนิท หากปริแตกขึ้นมาอีกข้าจะไม่เย็บให้แล้วนะ” เสียงห้วนจากมุมห้องดังขึ้น
เซียวฉีพยายามหันไปมอง อึดใจต่อมานัยน์ตาคู่คมก็ปะทะเข้ากับร่างของสตรีนางหนึ่งในชุดผ้าฝ้ายสีซีด ซึ่งนางกำลังง่วนอยู่กับการบดรากไม้ในโถดินเผา เขาผงะเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าซีกซ้ายของนางซึ่งมีรอยประหลาดสีดำพาดผ่าน ดูน่ากลัวทว่าดวงตาคู่นั้นกลับสุกใสและนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด
“เจ้า... เจ้าเป็นใคร?” เสียงของเขานั้นแหบพร่าและแห้งผากราวกับคนไม่ได้ดื่มน้ำมาแรมปี แต่นั่นไม่ได้ทำให้มือขาวชะงัก สิ่งที่ทำให้นางนิ่งไปคือคำถามที่แสนประหลาดของเขาต่างหาก
หรงเสวี่ยหยุดมือที่กำลังบดสมุนไพร พลางหันไปมองผู้ที่เอ่ยกับตน ท่าทางตัวร้ายในยามนี้ดูราวกับเด็กกำลังหลงทางก็มิปาน ท่าทางสับสนมึนงงนี่มันอะไรกัน หรงเสวี่ยชั่งใจเพียงครู่ก็วางโถยาลง แล้วลุกไปรินน้ำก่อนจะถือเดินเข้ามาหาคนเจ็บ
“ดื่มน้ำก่อน” นางประคองคอเขาขึ้นอย่างเบามือ
อีกฝ่ายก็รีบดื่มด้วยความหิวกระหาย เพียงพริบตาเขาก็รู้สึกดีขึ้น แต่สายตานั้นยังคงจดจ้องสตรีตรงหน้าอย่างระแวง
“เจ้ายังไม่ตอบข้า เจ้าเป็นใคร? แล้วที่นี่ที่ไหน ละ… แล้ว ขะ... ข้าเป็นใคร เหตุใดร่างกายข้าถึงมีแต่รอยแผลเช่นนี้”
หรงเสวี่ยชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง พลางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของมู่หรงเซียวฉี ที่บัดนี้ไร้ซึ่งแววตาเหี้ยมเกรียมหรือเย่อหยิ่ง มีเพียงความว่างเปล่าและความสับสนปรากฏให้เห็น ราวกับคนผู้นี้มิใช่ตัวร้ายที่เคยทรมานนาง ‘เขาจำอะไรไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเองงั้นหรือ แผลที่ศีรษะคงรุนแรงจนทำให้ความจำเสื่อมสินะ แบบนี้ก็ดี จะได้ไม่ต้องคอยระแวงว่าเขาจะทำเรื่องชั่วอะไร’ หรงเสวี่ยนึกในใจ
แต่แม้จะคิดเช่นนั้น นางก็หยั่งเชิงเอ่ยทดสอบเขาเพื่อให้แน่ใจว่าตัวร้ายลืมเรื่องราวก่อนหน้าไปแล้วจริง ๆ “ท่านพี่ นี่ท่านจำอะไรไม่ได้จริงหรือเจ้าคะ ข้าน้องสาวท่านอย่างไรเล่า” หรงเสวี่ยแสร้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าอย่างเป็นกันเอง
“น้องสาวหรือ? เจ้าคือน้องสาวข้าจริงหรือ”
หรงเสวี่ยจ้องใบหน้าสับสนของเขาอย่างพิจารณา พลางนึกในใจ ‘ดูเหมือนเขาจะจำอะไรไม่ได้จริง ๆ แฮะ’
“ก็ใช่น่ะสิ ท่านคือญาติผู้พี่ของข้า” หรงเสวี่ยเริ่มปั้นเรื่องด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวกับสิ่งที่พูดนั้นเป็นเรื่องจริง “ก่อนนี้พี่เป็นทหารของแคว้นฉู่ หลังแพ้ศึกเราก็หนีข้ามแดนมา เราอาศัยมากับขบวนขนส่งสินค้า ทว่าระหว่างทางกลับถูกโจรป่าดักปล้น พวกเรากระโดดลงน้ำ ศีรษะพี่กระแทกกับโขดหินใต้น้ำแล้วสลบไป หากไม่ได้ข้าที่ช่วยลากพี่ขึ้นมารักษา บอกเลยว่าญาติผู้พี่ได้ตายไปนานแล้ว” หรงเสวี่ยกล่าวเป็นตุเป็นตะ สีหน้าและแววตาก็ดูจริงจัง
เซียวฉีนิ่งอึ้งเพียงครู่ก็เอ่ยถาม เพราะเขารู้สึกแปลก ๆ หลังได้ยินคำบอกเล่าของนาง “ขะ... ข้าคือญาติผู้พี่ของเจ้าจริงหรือ?” คนเจ็บยังคงเอ่ยถามด้วยประโยคอย่างคนไม่แน่ใจ
“ก็ใช่น่ะสิ พี่มีนามว่า…ว่า” หรงเสวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง นางกำลังคิดหาชื่อที่เหมาะสมให้เขา “ฉีเหริน… พี่มีนามว่าฉีเหริน ส่วนแซ่คือถัง รวมกันก็ถังฉีเหริน พี่เป็นทหารหนีทัพจากแคว้นฉู่” หรงเสวี่ยยังคงปดไปเรื่อย เพราะตั้งใจจะให้เขาเข้าใจว่าตนหนีทัพมาอย่างที่นางบอก ภายหน้าเขาจะได้รู้จักหลบหลีกเมื่อเจอทหาร ที่อาจจดจำได้ว่าคนผู้นี้คือฉีอ๋องที่ควรต้องตายไปแล้ว
เซียวฉีขมวดคิ้วเล็กน้อย กับท่าทางเลิ่กลั่กของสตรีที่อ้างว่าเป็นน้องสาวตน ก่อนจะยกมือขึ้นมาเพื่อสำรวจดูให้แน่ชัด เมื่อเห็นความหยาบกร้านที่บ่งบอกให้รู้ว่ามือนี้จับอาวุธมาไม่ต่ำกว่าสิบปี เขาก็เหมือนจะเชื่อ แต่พอเห็นผิวพรรณส่วนอื่นเขากลับฉงนอีก
พลันความรู้สึกขัดแย้งในใจก็ปะทุขึ้นมา ทำให้คิ้วหนาต้องผูกเป็นปม “ข้าคือทหารแคว้นฉู่จริงหรือ?”
“ก็ใช่น่ะสิ มิหนำซ้ำท่านยังหัวดื้อมากด้วย ชอบใช้กำลังเหมือนนักเลงชอบต่อยตีกับผู้อื่น เห็นหรือไม่ บนตัวพี่มีแต่บาดแผลเต็มไปหมด” หรงเสวี่ยสวนกลับทันควัน
นางหมายทำให้เขาสับสนมึนงงเข้าไปอีก “นี่ยา ดื่มเสียอย่ามัวแต่คิดมาก ยามนี้พี่ชายต้องรีบรักษาตัวให้หาย ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่นาน” หรงเสวี่ยเอ่ยพลางส่งถ้วยยาให้เขา
แม้จะรู้สึกขนลุกกับสรรพนามสมมติที่ตนกุขึ้นมา ถึงกระนั้นนางก็ยังแสร้งยิ้มให้เขา เพราะนี่คือทางออกที่ดีที่สุด อย่างน้อยนางก็ไม่ต้องผูกมัดกับอีกฝ่ายตามฐานะชายาอย่างที่ควรจะเป็น
เซียวฉีก็รับถ้วยยามาถือไว้อย่างงุนงง พลางมองดูสตรีที่อ้างว่าเป็นน้องสาว ซึ่งมีหน้าตาอัปลักษณ์จนน่าตกใจ ทว่าท่วงท่าการเดินและการพูดจากลับดูสง่างามสวนทางกับสิ่งที่กล่าวนัก นางดูไม่เหมือนหญิงสาวชาวบ้านที่ต้องมีชีวิตที่ยากลำบากเลย
“แล้วเจ้า... มีนามว่าอะไร?”
หรงเสวี่ยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยบอกนามเดิมของตนในโลกปัจจุบัน ซึ่งนางตั้งใจจะใช้ชื่อนี้อยู่แล้ว “ข้ามีนามว่า หรงอิน”
“หรงอินหรือ? ไยข้าถึงไม่คุ้นชื่อนี้เลย”
หรงเสวี่ยมองสีหน้ามึนงงของอีกฝ่ายก็แอบยิ้มขำ ก่อนจะเอ่ยบอกเสียงจริงจังราวกับสิ่งที่พูดคือเรื่องจริง
“ศีรษะท่านกระแทกแรงมากจึงทำให้จำอะไรไม่ได้ อย่าฝืนนึกให้มากเลยประเดี๋ยวจะปวดหัว ข้าอุตส่าห์แย่งวิญญาณท่านกลับมาจากยมบาลได้ โปรดช่วยรักษามันให้ดีด้วยนะพี่ชาย”
เซียวฉีจ้องมองใบหน้าสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องสาวตนอย่างฉงน ใจเขาก็อยากจะถามต่อ ทว่าเมื่อนึกตามเรื่องราวมากมายที่นางเอ่ยบอก ปากที่กำลังเผยอกลับหุบลง เปลี่ยนมาครุ่นคิดอยู่ในใจแทน ‘หากเรื่องที่นางกล่าวมามันไม่จริง นางคงไม่ดูแลรักษาข้าเช่นนี้ หรือนางจะเป็นญาติผู้น้องของข้าอย่างที่พูดจริง ๆ’
“พี่ชาย ท่านคงไม่คิดว่าข้าโกหกหรอกนะ” หรงเสวี่ยกล่าวจี้
“แล้วเจ้าคิดว่ามันน่าเชื่อหรือ” อีกฝ่ายย้อนถาม
“ก็จริง เพราะโดยปกติข้ากับท่านเราก็ไม่ได้สนิทกันนัก พี่ฉีไม่คุ้นกับข้ามันก็ไม่แปลกหรอก” หรงอินเอ่ยให้เรื่องวกวนขึ้นอีก
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” คนเจ็บขมวดคิ้วมุ่น
“ข้ากับท่านอยู่กันคนละหมู่บ้าน ตั้งแต่เล็กจนโตเราไม่เคยพบหน้ากัน กระทั่งเกิดสงครามระหว่างสองแคว้น ทำให้เราต้องสูญเสียคนในครอบครัวไปจนหมด หากมิใช่เพราะพี่ฉีหนีทัพ แล้วมาพบข้าที่กำลังหนีตาย ชาติหนีเราคงไม่ได้พบหน้ากัน” หรงเสวี่ยกล่าวพลางขบขันในใจเมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนกล่าวปดไปเรื่อย
“อย่างนี้เองหรอกหรือ” เซียวฉีพึมพำตามคำพูดนาง
“เอาน่าอย่าคิดให้มากความไปเลย หากข้าคิดร้ายคงไม่ลากท่านกลับมารักษาเช่นนี้กระมัง” หรงอินย้ำเตือนข้อเท็จจริงนี้ ซึ่งมันทำให้คนฟังนิ่งงันทันที “เอาล่ะ ข้ารู้ว่าญาติผู้พี่กำลังสับสน ทว่าสิ่งสำคัญในยามนี้คือการรักษาตัวให้หาย เราจะได้ไปจากที่นี่เสีย”
เซียวฉีนิ่งไปเพียงครู่ก็ตอบกลับอย่างว่าง่าย “อืม...”
หรงอินเห็นตัวร้ายมีท่าทีสงบลง นางก็เดินออกมาเรียกผู้เป็นน้าให้เข้ามาช่วยจัดการเปลี่ยนผ้าพันแผล เพราะบนตัวฉีอ๋องนั้นเรียกว่าถูกคมดาบหลายแห่ง ทั้งหน้าและหลัง ซ้ำยังมีบนหัวอีก การรักษาจึงไม่อาจทำได้ง่าย ๆ ทุกท่วงท่าจึงต้องระมัดระวังมาก
“คนผู้นี้คือ” คนเจ็บเอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นคนแปลกหน้า
