6. คนดีกับคนชั่ว
หรงเสวี่ยอาศัยพงหญ้ารกชัฏเป็นเครื่องกำบัง พาร่างกายที่ระบมไปทุกส่วนฝืนเอาตัวรอด เมื่อสบโอกาสที่พวกทหารหันไปวุ่นวายกับซากศพ นางก็รีบลุกแล้ววิ่งเข้าสู่ป่าลึกอย่างไม่คิดชีวิต
ทุกครั้งที่เหยียบลงบนกิ่งไม้แห้ง ฝ่าเท้าที่พองช้ำก็เริ่มแตกร้าวจนเลือดซิบ แต่หรงเสวี่ยก็ยังไม่ยอมหยุด...
นางยังคงวิ่งหนีจากอดีต วิ่งหนีจากบทบาทในนิยาย
ซึ่งนางเชื่อว่า นับจากนี้ชีวิตใหม่ของตนจะถูกลิขิตด้วยมือของนางเอง มิได้ขึ้นอยู่กับตัวอักษรเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป
“ทนไว้หรงอิน” หญิงสาวเอ่ยบอกตนเองเสียงแหบพร่า
ร่างอรชรที่แสนอ่อนแรง ยังคงกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าลึก มีเพียงเสียงสายน้ำไหลเอื่อยและเสียงฝีเท้าหนักหน่วงของนางที่ย่ำไปบนใบไม้แห้ง เมื่อเหนื่อยนางก็เดินลัดเลาะไปตามแนวลำน้ำฉางเจียง เพราะรู้ดีว่าชัยภูมิเช่นนี้จะนำนางไปสู่จุดนัดพบที่นัดแนะกับเหล่าผู้ติดตามได้เร็วที่สุด
ทว่าเดินไปได้เพียงแค่ครึ่งชั่วยาม ฝีเท้าของนางก็ต้องหยุดชะงักลง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างของใครบางคนเกาะอยู่บนขอนไม้ใหญ่ที่ลอยมาติดชะง่อนหินริมตลิ่ง
หรงเสวี่ยพยายามเพ่งมอง โดยใช้แสงจันทร์วันเพ็ญที่สาดส่องลงมา เพื่อดูให้แน่ชัดว่าคนตรงหน้านั้นคือใคร
มู่หรงเซียวฉี!!
หรงเสวี่ยพึมพำกับตนเอง พลางขยับถอยหลังออกมาก้าวหนึ่งด้วยความระแวง สัญชาตญาณบอกให้นางหันหลังกลับแล้วเดินจากไปเสีย ทว่าความสงสัยในใจก็ยังมีอยู่
คนตายไม่น่าจะเกาะขอนไม้ได้ หรือเขายังไม่ตาย?
คิดได้เช่นนั้น นางก็ขยับมานั่งที่ริมตลิ่ง ก่อนจะยื่นมือไปอังจมูก “ยังมีลมหายใจ โห! อะไรจะอึดปานนี้เนี่ย”
ร่างเล็กขยับถอยร่นอีกหน “ไม่ตาย งั้นปล่อยให้ตายไปตามบทดีกว่า คนชั่วแบบนี้หากรอดชีวิต ต้องก่อเวรสร้างกรรมให้ผู้คนอีกแน่...” นางเอ่ยอย่างคนใจดำเพื่อสะกดกลั้นความสงสารในใจ
ในนิยายเขาคือตัวร้ายที่กระหายอำนาจ หากนางช่วยเขา รังแต่จะดึงเอาพายุลูกใหญ่กลับเข้ามาในชีวิต ที่นางอุตส่าห์เพียรพยายามสร้างมาจนสำเร็จเป็นได้พังหมดแน่ “ทิ้งไว้ให้ตายตรงนี้แหละ” ร่างอรชรขยับตัวลุกขึ้นเตรียมจะก้าวเดินจากไป
ทว่าในจังหวะนั้น เสียงแหบพร่าราวกับเสียงกระซิบก็ดังขึ้น
“ชะ... ช่วยด้วย... ขะ... ข้าไม่อยาก... ตะ... ตาย...” น้ำเสียงนั้นสั่นเครือและเต็มไปด้วยความโหยหาอาลัยในชีวิต
เป็นน้ำเสียงที่มนุษย์ล้วนแต่พึงมี เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังเยื้องย่างเข้ามา ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้หรงเสวี่ยเคยประสบพบมาแล้วเมื่อครั้งที่นางถูกแผ่นดินถล่มลงมาทับ
สองเท้าที่กำลังจะก้าวเดินจึงหยุดชะงัก ก่อนจะหันกลับมามอง ร่างที่กำลังจะไถลลงไปตามแรงกระทบของสายน้ำ
ท่าทางอวดดีและสายตาดูแคลนของเขาในวันแต่งงานเริ่มผุดขึ้นมาในหัว ทว่าเมื่อนึกถึงความเป็นจริงของบทบาทตัวร้ายที่เขาได้รับ มู่หรงเซียวฉีก็แค่เดินตามเส้นทางของตัวอักษรไม่ต่างจากนาง ขนาดคนรู้ชะตามาเป็นปี ยังเปลี่ยนเรื่องราวอะไรไม่ได้ นับประสาอะไรกับตัวร้ายที่เป็นตัวหลักของเรื่องกันล่ะ
หากเขาไม่เลว แล้วใครจะสร้างเรื่องให้นิยายกันเล่า
“มู่หรงเซียวฉี ดีที่ข้าไม่ใช่คนเลวเช่นเจ้า” นางสบถออกมาอย่างเหลืออด ก่อนจะตัดสินใจใช้แรงทั้งหมดที่มีคว้าคอเสื้อตัวหนาของเขาไว้ แล้วออกแรงลากร่างแกร่งที่หนักอึ้งขึ้นมาบนฝั่งอย่างทุลักทุเล จากนั้นก็ปล่อยเขานอนราบไปกับพื้นหญ้า
“โอ๊ย! เหนื่อยจะบ้า” หญิงสาวแผดเสียงอย่างหงุดหงิด
หรงเสวี่ยถึงกับทรุดนั่งลงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เพราะคนที่นางลากขึ้นมานั้นตัวหนักเป็นอย่างมาก แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังรีบขยับมานั่งข้างกายเขา ด้วยว่าลมหายใจของฉีอ๋องนั้นรวยรินจนน่ากลัว หรงเสวี่ยรีบเปิดย่ามสะพาย หยิบเอาขวดยาห้ามเลือดและยาสมานแผลที่ตนปรุงไว้ออกมา นางบดเม็ดยาผสมน้ำเพียงเล็กน้อยก่อนจะกรอกลงไปในปากที่แตกระแหงของเขา
“กินเข้าไป ถ้าไม่อยากตายก็กลืนลงไปซะ” นางสั่งเสียงเข้ม เมื่อเห็นเขายอมทำตาม นางก็หันมาใส่ยาบนปากแผลเพื่อห้ามเลือด จากนั้นก็ฉีกเอาชุดตนมาพันแผลให้เขาตามมีตามเกิด
เมื่อเห็นว่าชีพจรคนเจ็บเริ่มคงที่ หรงเสวี่ยก็ทิ้งตัวนั่งอย่างหมดแรง ด้วยว่าร่างกายนางก็บอบช้ำอยู่ไม่น้อย ทั้งต้องเดินทางไกลมาหลายวัน ไหนจะความหนาวเหน็บที่เริ่มจู่โจมนี่อีก
“ก่อไฟก่อนแล้วกัน...” นางพึมพำลุกขึ้นยืนด้วยขาที่สั่นเทา ก่อนจะเดินไปหอบเอากิ่งไม้แห้งและเศษหญ้ามาสุมรวมกัน ดีที่นางเตรียมกระบอกไฟติดย่ามมาด้วย การค้างคืนในป่าจึงไม่ได้ลำบากจนเกินไป “ฮืม ค่อยยังชั่ว” นางกางมือใส่กองไฟอย่างพอใจ
แต่เมื่อตวัดสายตาไปยังร่างที่นอนแน่นิ่ง นางก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย “เวรกรรมอะไรของข้ากันล่ะนี่ ไยข้าต้องเป็นคนดี ไยไม่ชั่วช้าเหมือนตัวร้ายผู้นี้บ้าง”
สิ้นคำนางก็ขยับลุกขึ้นไปลากเอาร่างของเขามานอนข้างกองไฟ ก่อนจะปลดเปลื้องอาภรณ์บางชิ้นออก เพื่อไม่ให้คนเจ็บเป็นปอดบวมตายก่อนพิษบาดแผลที่อยู่บนตัว
ท่ามกลางแสงไฟที่ไหวระริก หรงเสวี่ยก็มีโอกาสได้สำรวจตัวร้ายที่นอนหลับใหลไม่ได้สติ ใบหน้าของเขาในยามนี้ดูไร้พิษสง ไร้ซึ่งท่าทางหยิ่งทระนง ที่สำคัญเขายังรูปงามมากอีกด้วย
“มู่หรงเซียวฉี เจ้าติดหนี้ชีวิตข้าแล้วนะ หากเจ้ารอดไปได้ ก็จงสำนึกบุญคุณของข้าไว้เสีย” นางกล่าวกับร่างที่นิ่งสงัด มีเพียงการกระเพื่อมไหวแผ่วเบาของอกแกร่งเท่านั้นที่กำลังขยับขึ้นลง
“หากตื่นขึ้นมาแล้วยังคิดจะฆ่าข้าอีกล่ะก็ ถึงยามนั้น… ข้านี่แหละจะเป็นคนเอาชีวิตของเจ้าเอง” นางพึมพำ พลางมองผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีด้วยสายตาหมั่นไส้ “ยามหลับก็ดูดีหรอก แต่ยามตื่นนี่” นางหยุดเสียงลง ก่อนจะค้อนขวับร่างไร้สติไปหนึ่งที
แต่เมื่อนึกบางสิ่งได้ นางก็หันมาหาเขาพร้อมกับนั่งกอดเข่าพึมพำ “มู่หรงเซียวฉีวันนี้ข้ามอบโอกาสให้เจ้าแล้ว ภายหน้าหากเจ้ายังคิดจะเป็นคนชั่ว แย่งชิงบัลลังก์มาเป็นของตนอีก เชื่อเถิดว่าชะตากรรมของเจ้ามันจะไม่ต่างไปจากค่ำคืนนี้แน่” นางพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะลุกขึ้นไปก่อกองไฟอีกสองกอง สุมความอบอุ่นให้แรงขึ้น จากนั้นจึงขยับเอนกายลงนอนตรงข้ามกับร่างไร้สติ
หญิงสาวนอนมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวพลางทอดถอนใจ “สวรรค์ ในเมื่อให้โอกาสข้ารอด เช่นนั้นท่านช่วยให้ชีวิตข้านับจากนี้ เรียบง่ายไร้อุปสรรคได้ไหมเจ้าคะ ข้าไม่อยากทนทุกข์กับชะตาที่ยากลำบากเฉกเช่นวันวานอีกแล้ว ข้าเหนื่อย” เสียงบ่นนั้นดังขึ้นเพียงครู่ก็ขาดหายไป เพราะคนกล่าวนั้นได้หลับไปแล้ว
โดยที่หรงเสวี่ยไม่รู้เลยว่าผู้ที่ตนช่วยเอาไว้นั้น กำลังเอียงหน้าหันมามองนาง พร้อมกับกล่าวพึมพำบางอย่าง
แต่เพียงไม่นานดวงตาคนเจ็บก็ปิดลงอีกครั้ง
สามวันต่อมา…
แสงแดดอ่อนในยามเช้าลอดผ่านรอยแตกบนฝาผนัง ไม่นานมันก็เลื่อนขึ้นมาส่องกระทบลงบนเปลือกตาของบุรุษที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ไผ่หนา นำพาให้เปลือกตานั้นเริ่มกลอกไปมา
มู่หรงเซียวฉีเริ่มขยับตัว เขารู้สึกเหมือนร่างกายถูกกดทับด้วยศิลานับพันชั่ง ทุกขุมขนปวดแปลบจนแทบกระดิกตัวไม่ได้
เขาสูดลมเข้าลึกราวกับไม่ได้หายใจมานาน นำพาให้กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ คละคลุ้งลอยมาแตะจมูก คิ้วเข้มขมวดมุ่นก่อนจะพยายามเปิดเปลือกตาขึ้น มองภาพเบื้องหน้าด้วยใจสับสน
ที่นี่ที่ไหน...?
