5. ตัวร้ายสิ้นแล้ว
ที่หรงเสวี่ยยอมรับโทษเดินโดยไม่โต้แย้ง ก็เพราะการเดินอย่างน้อยมันก็พอให้หาทางหนีทีไล่ได้ แม้มันจะเหนื่อยและเริ่มหนาวขึ้นเรื่อย ๆ ทว่ามันก็ดีกว่านั่งอยู่บนรถม้าเพื่อรอเวลาตายตามเนื้อหาของนิยายมิใช่หรือ ถึงจะลำบากแค่ไหนนางก็ทนได้
ตลอดทั้งวันขบวนเคลื่อนย้ายพลกว่าร้อยคน ยังคงเดินทางมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือต่อโดยไม่หยุดพัก ท่ามกลางลมหนาวที่เริ่มบาดผิวให้เจ็บไปถึงกระดูกและดินฝุ่นที่ตลบอบอวลไปทุกช่วงขณะ
แทนที่พระชายาเอกของฉีอ๋องจะได้นั่งในรถม้าเพื่อกันลมหนาว และสวมชุดหนาให้ความอบอุ่นร่างกาย ยามนี้นางกลับได้ใส่เพียงชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีตุ่น และยังคงเดินเคียงข้างไปกับรถม้า และเหล่าพลทหารที่แบกสัมภาระพะรุงพะรัง
บางคราก็มีเสียงหัวเราะขบขันดังมาให้ได้ยิน ผสมผสานกับสายตาเหยียดหยามของผู้คน ซึ่งไม่มีใครคิดเมตตาถามไถ่นางเลย
ชะตาตัวประกันจากต่างแดน ช่างน่าอนาถเหลือเกิน
วันแรกผ่านไป... วันที่สอง... สามสี่ห้าตามมา
และตลอดเส้นทางนั้น มู่หรงเซียวฉีที่ควบม้าอยู่หัวขบวนก็มักจะออกคำสั่งให้เหล่าทหารเดินทางเร็วขึ้นทุกช่วงขณะ
นั่นเพราะเขาคาดหวังจะได้เห็นสตรีอัปลักษณ์ผู้นี้หมดสติ หรือคลานมาอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขาด้วยสภาพน่าเวทนา
ทว่า… วันแล้ววันเล่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น
หรงเสวี่ยยังคงเดินด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ แม้ใบหน้าทั้งสองซีกจะแห้งผากและเปื้อนฝุ่นทราย ผิวขาวเริ่มแดงก่ำเพราะความหนาวกัดกิน ทว่านางกลับไม่อ้าปากร้องขอในสิ่งที่ตนควรจะได้รับ นางไม่บ่นและไม่ทิ้งระยะห่างจากขบวนแม้เพียงนิด
“ไม่น่าเชื่อว่านางจะทนมาได้นานถึงเพียงนี้นะพ่ะย่ะค่ะ ร้องก็ไม่ร้อง” ฝู่เกอเอ่ยกับผู้เป็นนาย พลางหันมามองนายหญิงตน
“ก็แค่เสแสร้งแกล้งทำ” เซียวฉียังคงไม่เชื่อสิ่งที่ตาเห็น ซ้ำเขายังสั่งให้เร่งเดินทางต่อ เพราะอีกไม่กี่วันก็จะถึงจุดนัดพบแล้ว เขาต้องรีบไปให้ถึงโดยไว จะได้เอาคืนคนในวังหลวงเสีย
ด้านหรงเสวี่ย นางยังคงก้าวเดินตามกลุ่มทหารไปอย่างเข้มแข็ง นางไม่ใช่คุณหนูในห้องหอที่เดินสามก้าวก็หอบเหนื่อย ในช่วงที่อยู่แคว้นฉู่ นางได้แอบฝึกฝนร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมกับแผนการหลบหนีเอาไว้ทุกทางแล้ว อีกทั้งยังเตรียมยารักษาไว้ด้วย
แต่ก็ใช่ว่าร่างกายจะไม่เกิดปัญหา การเดินทางไกลนานหลายวันเช่นนี้ ทำให้ฝ่าเท้าของนางเริ่มพองช้ำจนเลือดซึมออกมาแล้ว แต่ด้วยความมานะที่จะพาตนรอดชีวิตนางจึงต้องทน
“น้ำเพคะพระชายา” สาวใช้นางหนึ่งลอบส่งกระบอกน้ำให้
“ขอบใจนะ” หรงเสวี่ยรีบรับมาจิบ ทว่าเพียงแค่น้ำเข้าปากนางก็สำลักออกมาจนหน้าแดงก่ำเพราะรสขม “นี่เจ้า” นางหันมาตวัดสายตาเกรี้ยวกราดใส่ในทันที ทว่าอีกฝ่ายกลับยิ้มหยัน
“คิดหรือว่าจะมีใครแยแสเจ้า” สาวใช้นางนี้เอ่ยจบก็ส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยหยัน ซึ่งไม่ได้มีแค่เสียงนางคนเดียว ทว่าทั้งทหารและเหล่าสาวใช้คนอื่น ๆ รวมถึงเหล่าอนุบนรถก็ทำไม่ต่างกัน
หรงเสวี่ยกวาดตามองผู้คนโดยรอบ ‘หัวเราะกันไปเถอะ อีกไม่นานก็จะขำไม่ออกแล้ว ชั่วทั้งนายทั้งบ่าวเลยพวกเจ้า’
หรงเสวี่ยก่นด่าคนเหล่านี้ในใจ พลางทอดสายตาไปยังร่างสูงสง่าของตัวร้ายที่รูปงาม ทว่านิสัยเขากลับแย่เอามาก ๆ
‘อีกไม่นานแล้วเซียวฉี’ นางนึกก่อนจะก้าวเดินต่อ แม้รอบกายยังคงมีเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังแว่วมาให้ได้ยิน
ค่ำของวันที่เจ็ด...
เมื่อการเดินทางล่วงเลยเข้าสู่รัตติกาลที่หรงเสวี่ยเฝ้ารอ นางก็เริ่มเตรียมการเอาสิ่งที่ตนซ่อนไว้ออกมากำไว้ในมือ
และทันใดนั้น เสียงตะโกนก็ดังขึ้นอย่างที่นางคาดไว้
“ท่านอ๋อง! มีคนลอบโจมตีพ่ะย่ะค่ะ” ฝู่เกอตะโกนก้องก่อนที่เขาจะชะงักเพราะถูกธนูปักเข้าที่ลำตัวจนตกจากหลังม้า
พริบตานั้น ป่าที่เคยเงียบสงบกลับลุกเป็นไฟด้วยลูกศรเพลิงที่ระดมยิงลงมาจากหน้าผา มู่หรงเซียวฉีก็รีบชักกระบี่ออกมากวัดแกว่งทำลายคมศรเหล็ก ที่พุ่งตรงมาหมายเอาชีวิตตน
ทว่าอึดใจต่อมาเขาก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นเงาร่างของคนที่ควรจะตรงเข้ามาปกป้องตน กลับยืนนิ่งมองอยู่ไม่ไกล ซ้ำองครักษ์ผู้นี้ยังออกคำสั่งให้เหล่าทหารกรูกันเข้ามาเพื่อเอาชีวิตเขา
“อี้เทียนเป็นเจ้าที่ทรยศข้า” เซียวฉีพึมพำอย่างแค้นใจ พลางตวัดดาบปกป้องตนเอง รวมถึงเหล่าทหารที่ยังจงรักภักดีต่อเขา ซึ่งบัดนี้ถูกโอบล้อมและถูกเข่นฆ่าอย่างไม่ปรานี
เสียงร้องโอดครวญนั้นดังระงมไปทั่วหุบเขา และไม่นานมันก็เริ่มเลือนหายไปทีละนิด ราวกับสายลมที่พัดผ่านมาแล้วจากไป
และในขณะที่คมดาบของทหารฝ่ายรัชทายาทกำลังจะแทงซ้ำเข้าที่ร่างฉีอ๋องเพื่อเอาความชอบ สายตาเซียวฉีก็เหลือบไปเห็นรถม้าถูกไฟลุกโหม ข้างกันนั้นเป็นร่างของหลี่หรงเสวี่ยที่กำลังล้มฟุบเข้าใส่พุ่มไม้ข้างทาง แววตาเขาพลันหม่นลงอย่างไม่รู้ตัว
“ตายไปก็ดี ชาติหน้าเจ้าก็อย่าอัปลักษณ์เช่นนี้อีกล่ะ”
นั่นคือคำกล่าวที่หลุดลอดออกมา ก่อนที่ร่างของเขาจะถูกคมดาบฟาดฟันและแทงเข้ามาอีกหลายที
แม่ทัพผู้เกรียงไกรบัดนี้ร่างกายกลับพรุนไปด้วยรอยดาบและลูกศร เขากระอักเลือดคำโตก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้นหญ้า ดวงตาที่เคยดุดันเริ่มพร่าเลือน เขามองเห็นรถม้าถูกเผาวอด ห่างออกไปก็เป็นร่างของพระชายาอัปลักษณ์ที่ยังคงนอนแน่นิ่ง
นี่คือภาพสุดท้ายก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลง
“ตรวจดูให้ถ้วนหน้า ใครยังไม่ตายจงแทงซ้ำอย่าปล่อยให้เหลือรอดไปได้” เสียงเข้มของหัวหน้าหน่วยสังหารสั่งการ
ชายชุดดำยังคงเดินสำรวจซากศพ เมื่อเดินมาถึงร่างของหรงเสวี่ย เขาก็ใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างจนตัวสั่นคลอน พอเห็นใบหน้าอัปลักษณ์ซ้ำยังมีรอยเส้นดำน่าเกลียดคนผู้นี้ก็ถ่มน้ำลายรด
“ถุย นึกว่ามีแค่พระชายาฉีอ๋องที่หน้าตาอัปลักษณ์ ดีแล้วที่ตาย หน้าตาเช่นนี้อยู่ไปก็รกหูรกตา” ด้วยความรังเกียจในโฉมหน้าที่ไร้ความงามและกลิ่นคาวเลือดที่นองทั่วบริเวณ นายทหารผู้นี้จึงไม่คิดจะตรวจสอบลมหายใจของนางให้เสียเวลา
เมื่อเห็นว่าไม่น่าจะมีคนรอดชีวิต อีกทั้งยามนี้ก็ดึกดื่นมากแล้ว ความเกียจคร้านก็เริ่มเข้าเกาะกิน ชายชุดดำหลายนายจึงเริ่มทำงานกันอย่างลวก ๆ บ้างก็หนีไปหลบมุมหาที่พักผ่อน
ครึ่งชั่วยามต่อมา...
ความเงียบงันเริ่มกลับมาปกคลุมหุบเขาอีกครั้ง หรงเสวี่ยที่นอนนิ่งอยู่นานเริ่มขยับมือของตนเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากซากรถม้าที่ยังลุกไหม้
นางยังคงนอนคว่ำหน้า นิ่งค้างอยู่ในท่าเดิมเพื่อไม่ให้ชายชุดดำที่กำลังเก็บกวาดซากศพได้สังเกตเห็น ทว่าภาพตรงหน้ากลับทำนางผงะ เมื่อเห็นร่างโชกเลือดของมู่หรงเซียวฉีถูกทหารสองนายลากจูงไปที่ริมตลิ่งของแม่น้ำที่เชี่ยวกราก
“ชินอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ สุดท้ายก็เป็นได้แค่เหยื่อปลาในแม่น้ำฉางเจียง” ทหารผู้หนึ่งหัวเราะเยาะ ก่อนจะออกแรงเหวี่ยงร่างของอดีตแม่ทัพใหญ่ลงสู่กระแสน้ำเย็นจัดราวกับโยนสิ่งของไร้ค่า
ตูม!
สายน้ำซัดพาร่างนั้นหายไปพร้อมกับความมืดมิดในทันที
“กรรมตามทันตัวร้ายแล้วสินะ...” หรงเสวี่ยพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะค่อย ๆ คลานอย่างเงียบเชียบเพื่อออกจากสายตาคน
