4. มุ่งหน้าสู่แผนการ
หรงเสวี่ยเงยหน้ามองเขาพลางรับคำอย่างว่าง่าย “เพคะ” นางเอ่ยราวกับเรื่องที่เขากล่าวเป็นเพียงคำสั่งให้นางเดินกลับไปยังเรือนพัก ทว่าความจริงคำสั่งนี้มันคือการเดินทางด้วยเท้านับพันลี้เลยก็ว่าได้ “เช่นนั้น หม่อมฉันขอกลับไปเก็บของใช้ที่จำเป็นก่อนนะเพคะ ทูนลาท่านอ๋องเพคะ” เอ่ยจบนางก็ย่อกายให้เขา
เซียวฉีเห็นท่าทีนิ่งเฉยของชายาตน อารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ก็ยิ่งเดือดดาล จนเขาเผลอกระชากแขนเล็กนั้นดึงกลับคืนมาแล้วเหวี่ยงลงกับพื้นอย่างรุนแรง “คิดจะจากไปง่าย ๆ กระนั้นหรือ”
ร่างสูงเดินตรงเข้ามา ไม่รู้ในใจเขาคิดจะทำอันใดกันแน่
“ท่านอ๋องอย่าพ่ะย่ะค่ะ หากลงมือฮ่องเต้ต้องทรงใช้เรื่องนี้มาเอาผิดพระองค์ก่อนออกเดินทางเป็นแน่” อี้เทียนรีบพุ่งมาขวาง
“เจ้าดู นางทำหน้าทำตาไร้เดียงสาเพียงใด ข้าไม่เชื่อหรอก ว่าท่าทีที่นางทำให้เห็นในยามนี้ จะไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ” ฉีอ๋องยังคงตรัสด้วยสุรเสียงเดือดดาล แววตาที่จ้องชายาตนก็แข็งกร้าว
หรงเสวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง เพราะนางนึกไม่ถึงว่าสามีผู้ร้ายกาจจะฉลาดและรู้ทันถึงเพียงนี้ ถึงกับมองออกว่านางแสร้งทำ
ทว่าแม้เขาจะเดาได้ ถึงอย่างนั้นนางก็ยังต้องแสร้งทำต่อไป เพื่อให้แผนการที่ตนวางเอาไว้นั้นสำเร็จตามที่วาดหวังไว้
จากนั้นนางก็ขยับลุกขึ้นด้วยตนเอง เพราะไม่มีใครเข้ามาประคอง เมื่อลุกยืนได้นางก็ย่อกายให้พระสวามีอีกครั้ง
“หม่อมฉันรู้ว่าตนไม่เป็นที่โปรดปราน ตลอดมาจึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่กล่าวอันใด เพราะไม่อยากให้ระคายเคืองพระเนตรพระกันย์ของคนรอบข้าง...” เสียงของนางเบาลงเรื่อย ๆ
“แต่เป็นเพราะเลือกเกิดไม่ได้ จึงต้องลืมตาตื่นขึ้นมาติดอยู่ในวังวนของการแก่งแย่ง ซ้ำร้ายยังมีใบหน้าอัปลักษณ์รูปโฉมน่ารังเกียจ มาวันนี้ยังถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ส่งให้มาตายในน้ำมือของพระสวามี หึหึ บนโลกนี้จะมีใครมีชะตาอาภัพเช่นเจ้าบ้างหลี่หรงเสวี่ย” น้ำเสียงสั่นเครือถูกเปล่งออกมาอย่างน่าเวทนา พร้อมกันนั้นผู้ที่เอื้อนเอ่ยยังก้มหน้าอย่างเจียมตน
ทำเอาผู้ที่กำลังเดือดดาลจนใบหน้าแดงก่ำถึงกับยืนนิ่งทำอันใดไม่ถูก เพียงครู่ฉีอ๋องก็ออกปากไล่อย่างไม่ไยดี
“ออกไป! ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้า”
“พระชายารีบออกไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ” อี้เทียนย้ำเตือน
หรงเสวี่ยก็รีบขยับถอยออกมาด้วยท่าทีสำรวม แต่เมื่อเดินออกมาพ้นประตูแล้ว ใบหน้านางกลับเรียบเฉย หาได้มีแววตาหวาดหวั่นอย่างที่ทำให้เห็นยามอยู่ในห้องโถงไม่
ด้านเซียวฉี เมื่อชายาอัปลักษณ์ตนออกไปแล้ว เขาก็หันมากวาดเอาถ้วยชาบนโต๊ะเทกระจาดลงพื้นด้วยความเดือดดาล
“ถึงค่ายเมื่อใดให้คนของเราจัดการนางเสีย สตรีอัปมงคลหน้าตาอัปลักษณ์ไม่ควรต้องเอาไว้ข้างกายอีกต่อไป”
“ถึงยามนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะกำจัดนางแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้ารีบส่งสาส์นแจ้งคนของเราให้รีบเตรียมตัว เราจะแสร้งเดินทางไปก่อนสักสิบวัน จากนั้นค่อยย้อนกลับมาจัดการพวกมันให้สิ้นซาก” เซียวฉีเอ่ยสั่งคนของตนด้วยความเคียดแค้น
“กระหม่อมจะไปจัดการประเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” อี้เทียนรับคำแล้วก็ก้าวเดินออกไปจากห้องโถงตรงไปยังประตูจวน
ผู้ที่ยืนหลบมุมอยู่ในสวน ก็ก้าวออกมาพร้อมกับพึมพำแผ่วเบา “แผนการณ์ตลบหลังฉีอ๋องกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วสินะ ฉีอ๋อง พระองค์จะทรงมาโทษที่หม่อมฉันไม่ยอมรายงานว่าใครคือหนอนบ่อนไส้ไม่ได้นะเพคะ เพราะเมื่อครู่พระองค์ก็เพิ่งสั่งให้เอาชีวิตหม่อมฉัน ฉะนั้นชะตากรรมนี้ ต่างคนต่างรับไปก็แล้วกัน” เอ่ยจบ ร่างอรชรก็หมุนตัวเดินกลับไปยังเรือนพักของตน
แม้ในใจจะหวาดหวั่นกับเรื่องราวที่ใกล้จะเกิดขึ้น ถึงกระนั้นหรงเสวี่ยก็ยังหวังว่าแผนการที่ตนวางเอาไว้ จะช่วยให้นางกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง ไม่ก็ตายตามเนื้อหาของนิยายที่ได้อ่านมา
วันรุ่งขึ้น…
หน้าประตูเมือง รถม้าที่ควรจะเป็นที่พำนับของหลี่หรงเสวี่ย กลับกลายเป็นที่ชุมนุมของเหล่าอนุอ๋อง ซึ่งมีกันถึงสี่คน
ส่วนผู้ที่ได้รับพระราชทานรถม้าคันใหญ่นี้ กลับยืนนิ่งอยู่ข้างรถม้าโดยไม่เอ่ยปริปากทักท้วงอันใดแม้แต่น้อย
ยามนี้หรงเสวี่ยกำลังทอดสายตาออกไปเบื้องหน้า เส้นทางสู่อิสรภาพที่นางเฝ้าหวังไว้มาตลอดห้าปีนับแต่เกิดใหม่ในร่างนี้
แม้จะเกิดใหม่มาเป็นเวลาพอสมควร ทว่าการหาทางหนีจากโชคชะตาที่ถูกปลายปากกาของผู้เขียนลิขิตไว้กลับไม่ง่ายเลย ห้าปีนับั้งแต่อยู่ในร่างนี้ ใช่ว่านางจะไม่เคยหาทางรอดให้ตนเอง ทว่าเริ่มแผนการคราใดมันก็มักจะล้มเหลวทุกครั้ง
สุดท้ายนางจึงตัดสินใจว่าตนจะต้องตายตามบท เพื่อให้นิยายเรื่องนี้จบอย่างสมบูรณ์ตามที่คนเขียนได้จินตนาการไว้
“ตื่นเต้นแฮะ มันจะสำเร็จไหมนะ” นางพึมพำพลางเอนตัวพิงรถม้า เพราะยืนอยู่ตรงนี้นานแล้วจึงเกิดอาการเมื่อยล้า
พลันเสียงพูดคุยจากด้านหลังก็แว่วมา ทำให้นางต้องลอบหันไปดูว่าผู้ที่เอ่ยกับสามีตนนั้นเป็นคนที่นางคิดหรือไม่
“เสด็จอา หลานขอให้พระองค์เดินทางปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายห้าวัยสิบหกชันษาตรัสกับผู้เป็นอาที่ตนเคารพรัก
ฉีอ๋องนอกจากจะเป็นอาของเขาแล้ว อ๋องผู้นี้ก็ยังมีศักดิ์เป็นน้าของเขาอีกด้วย เนื่องจากมารดาขององค์ชายห้าเป็นญาติผู้น้องของฉีอ๋อง คนผู้นี้จึงกลายเป็นทั้งอาและน้าไปโดยปริยาย
“น้องห้า เจ้าอย่าได้ห่วงไปเลย เสด็จอาทรงเก่งกาจเพียงใดเจ้าเองก็รู้ มีหรืออันตรายจะแผ้วพานพระองค์ได้” องค์ชายรองวัยยี่สิบสามตรัส ก่อนจะยิ้มน้อย ๆ ทว่ามันคือรอยยิ้มหยันมากกว่า
“นั่นสิ พวกเจ้าห่วงตนเองน่าจะดีกว่า” เซียวฉีกวาดตามองบรรดาพระนัดดาที่แสร้งทำทีมาส่งตน “เอาล่ะ พวกเจ้ากลับไปเถิด อย่าทำให้ข้าเสียเวลาเดินทางเลย” เอ่ยจบเขาก็หมุนตัวออกมา โดยมีบรรดาหลานชายโค้งคำนับให้ตามมารยาท
“เดินทางปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะเสด็จอา” เสียงรัชทายาทแว่วมาตามหลัง พร้อมกับใบหน้าที่เผยเลศนัยและมุมปากที่ยกขึ้น
เซียวฉีไม่ได้หันกลับมาฟังถ้อยคำเสแสร้งของพระนัดดาตน ทว่าเมื่อเขาขึ้นหลังม้าได้ นัยน์ตาคมกริบก็กวาดมองมายังร่างอรชรในชุดสาวใช้ ที่ยืนนิ่งก้มหน้าอย่างสำรวม
ริมฝีปากเขายกมุมขึ้นอย่างเย้ยหยัน อึดใจต่อมาเขาก็ออกคำสั่งเสียงเข้ม ขบวนที่รวมทหารและบ่าวไพร่ไว้นับร้อยก็เคลื่อนตัวออกไป ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายที่มารอส่งขุนพลกล้า
หรงเสวี่ยหันกลับมามองทางด้านหลังเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาแล้วก้าวเดินตามรถม้าที่กำลังเคลื่อนออกไป
‘ชีวิตตัวประกอบเป็นแบบนี้เองสินะ ไม่มีใครสนใจถามถึง แต่ก็ดีแล้วล่ะ ไม่มีใครแยแส แผนการของเรามันจะได้ง่ายขึ้น’ นางนึกในใจ พลางเหลือบตาขึ้นมองเหล่าอนุคนงามที่ส่งเสียงพูดคุยกันอยู่ด้านบนอย่างมีความสุข ซ้ำยังพาดพิงมาถึงพระชายาเอกที่ต้องเดินเท้าด้วย ‘เอาเถิด ถือว่าข้าให้โอกาสพวกเจ้ามีความสุขก่อนตายก็แล้วกัน หึ... จากนั้นก็ตัวใครตัวมันนะสาว ๆ’ หรงเสวี่ยนึกไปถึงเหตุการณ์ในเนื้อหานิยาย ที่รถม้าคันนี้จะต้องถูกไฟเผาจนหลือเพียงซากตอตะโก ใจจริงนางก็อยากเตือนคนเหล่านี้
ทว่าชะตาที่ถูกขีดเส้นเอาไว้แล้ว ไหนเลยจะหาทางเลี่ยงได้ ตัวนางที่รู้ชะตาทุกอย่าง ยังหาทางออกจากบทที่ได้รับไม่ได้เลย ดีที่เหล่าคนสนิทที่ส่งออกนอกจวน ไม่เคยถูกกล่าวถึง ไม่อย่างนั้นป่านนี้ทั้งสามคนคงถูกจับตัวกลับมาเผชิญชะตากรรมด้วยแล้ว
