บท
ตั้งค่า

3. หมากไร้ค่า

ม่านจูเบิกตากว้างอย่างมึนงง ก่อนจะรีบคุกเข่าลงกับพื้น ปากก็พร่ำกล่าว “พระชายา จะให้บ่าวทิ้งพระองค์ได้อย่างไรเพคะ หากไม่มีบ่าวคอยรับใช้ในระหว่างที่พำนักอยู่ที่นี่ พระองค์จะต้องลำบากมากนะเพคะ อย่าให้บ่าวไปเลยนะเพคะ”

“ม่านจู... ข้าอยู่คนเดียวได้” หรงเสวี่ยประคองสาวใช้ให้ลุกขึ้น ดวงตาคู่งามที่ซ่อนอยู่ใต้รอยตำหนิสีดำฉายแววเด็ดเดี่ยว “สิ่งที่ข้าให้พวกเจ้าทำ หากสำเร็จ... นั่นจะเป็นชีวิตใหม่ของพวกเราทุกคน วันหน้าเราจะไม่ต้องตกอยู่ใต้อาณัติผู้ใดอีก”

“ทว่าพระองค์อยู่ที่นี่คนเดียว จะหาทางหนีได้หรือพ่ะย่ะค่ะ หลายคนย่อมหาทางรอดได้ดีกว่ามิใช่หรือ” ลู่เหวินทักท้วง

หรงเสวี่ยมองหน้าคนทั้งสามสลับกันไปมา ก่อนจะระบายลมหายใจเบา ๆ เมื่อเห็นท่าทางดื้อดึงของผู้ติดตาม

ซึ่งมันก็เข้าใจได้ เนื่องจากนางไม่เคยบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแผนการที่ตนวางเอาไว้ให้ผู้ใดล่วงรู้เลย เพราะการจะบอกว่า อีกไม่นานมู่หรงเซียวฉีจะถูกส่งไปปกครองแดนเหนือนั้น

มันไม่ใช่เหตุผลที่คนนอกราชสำนักอย่างนางจะสามารถล่วงรู้ได้ หากเอ่ยบอกเรื่องราวทั้งหมดไป คนของนางก็จะยิ่งสงสัยและมีคำถามมากมายตามมา ฉะนั้นการใช้อำนาจบีบบังคับพวกเขาให้ทำตาม นับว่าเป็นเรื่องง่ายที่สุดแล้วในยามนี้

“ข้าสั่งพวกเจ้าก็แค่ทำตามก็พอ ส่วนข้าจะไปพบพวกเจ้าด้วยวิธีใดนั้นปล่อยให้เป็นเรื่องของข้าเถิด รีบไปเตรียมตัว นี่เป็นเงินส่วนหนึ่งที่เอาไว้ใช้สำหรับซื้อเรือน จำไว้...หาที่เงียบสงบห่างไกลผู้คน อีกไม่เกินครึ่งเดือนข้าจะตามไปพบพวกเจ้า”

“แต่พระชายา...” ลู่เหวินหมายจะค้าน

“อย่าได้ขัดคำสั่งข้า” หรงเสวี่ยถลึงตาใส่

สุดท้ายผู้ติดตามทั้งสามก็ไม่อาจขัดคำสั่งของผู้เป็นนายได้ ตกดึกพวกเขาก็พากันออกจากจวนฉีอ๋องทางประตูหลัง โดยที่ไม่มีใครใส่ใจ เพราะเรือนนี้อยู่ห่างจากเรือนหลักพอสมควร อีกทั้งพวกเขาจะทำอันใดก็ไม่มีใครใส่ใจจะมาตรวจดูอยู่แล้ว

หรงเสวี่ยมองตามเงาของคนทั้งสามเลือนหายไปในตรอกพลางทอดถอนใจออกมา “ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะรอดจากชะตาที่ถูกกำหนดไว้ ไปกับข้าเจ้าก็ตาย แต่ถ้าจากไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ ไม่แน่พวกเจ้าอาจจะรอด หากสวรรค์เมตตาเราคงได้พบกันอีก” นางพึมพำแล้วก็เดินกลับเข้าเรือนอย่างหงอยเหงา

นับจากผู้ติดตามจากไป หรงเสวี่ยก็เอาเวลามานั่งปรุงยาต่าง ๆ รวมถึงเครื่องประทินโฉมที่เอาไว้ใช้หลอกล่อเหล่าสาวใช้ภายในจวน เพื่อให้พวกนางทำงานให้ ซึ่งมันได้ผลมากทีเดียว

เพราะจากคราแรกที่ไม่มีใครแยแสนาง เพียงแค่สามวันในเรือนนี้ก็เต็มไปด้วยบ่าวไพร่ทั้งหญิงและชาย ซึ่งทั้งหมดต่างก็เข้าหานางเพื่อให้ได้เครื่องประทินโฉมและเครื่องหอมไปครอง

ทว่าความชื่นมื่นนี้กลับอยู่ได้เพียงไม่นาน เพราะเวลาแห่งโทสะนั้นได้มาถึงแล้ว ในเช้าของวันที่ห้าหลังงานมงคล

“ท่านอ๋อง จางกงกงมาพ่ะย่ะค่ะ” ฝู่เกากล่าวรายงาน

ฉีอ๋องหรี่พระเนตรคมเข้มลงเล็กน้อย พร้อมกับทอดมองไปยังร่างอ้อนแอ้นของขันทีเฒ่าที่กำลังเยื้องย่างเข้ามาภายในห้อง

“ถวายพระพรฉีอ๋อง กระหม่อมาถ่ายทอดราชโองการจากฝ่าบาทจามาค่ะ” จางกงกงเอ่ยเสียงยานตามลักษณะของตน

“ราชโองการอันใด ฝ่าบาทคิดจะให้ข้าทำสิ่งใดอีก” สุรเสียงผู้ที่นั่งอยู่บนตั่งหาได้เกรงกลัวคนที่ตนกล่าวถึงไม่

“ราชโองการนี้เป็นของฉีอ๋อง ทว่าฝ่าบาทยังมีคำฝากฝังถึงพระชายาด้วย คงต้องรอพระนางมาก่อนจามาค่ะ ท่านอ๋องโปรดทรงพระทัยเย็น รอก่อนนะจามาค่ะ” ขันทีเฒ่ายังคงเล่นแง่ หมายทำให้เจ้าของจวนนั้นมีโทสะ แน่นอนว่ามันได้ผลดีทีเดียว

ไม่กี่อึดใจ ผู้ที่ถูกเอ่ยถึงก็ย่างกลายเดินเข้ามา

“ถวายพระพรท่านอ๋อง คารวะใต้เท้า” แม้ไม่รู้ว่าผู้มาเยือนเป็นใคร ถึงกระนั้นหรงเสวี่ยก็ยังพยายามรักษากิริยาเพื่อไม่ให้ผู้เป็นสามีหาเรื่องกล่าวตำหนินางออกมาได้

“พระชายาฉีอ๋องนี่ กิริยางามเหลือเกินเสียก็แต่...” จางกงกงเอ่ยเพียงเท่านั้นก็เงียบเสียงลง ทว่าเขากลับใช้สายตาหยันแทน

“ในเมื่อนางมาแล้ว เจ้าก็รีบอ่านราชโองการอย่ามาโอ้เอ้” เซียวฉีคำรามลั่น ทำเอาขันทีเฒ่าถึงกับสะดุ้ง

“จามาค่ะ” จางกงกงรับคำ ก่อนจะก้าวเดินมาหยุดด้านหน้าแล้วกางราชสาส์นในมือออก สายตาที่มองฉีอ๋องยังหยามเหยียดเช่นเคย จากนั้นเขาก็ประกาศราชโองการ ที่ทำให้มือของเซียวฉี ต้องกำแน่นเข้าหากันจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้นมา

“จบราชโองการ ท่านอ๋องรับราชสาส์นจามาค่ะ”

เซียวฉีขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ซึ่งมีมากกว่าคนตรงหน้านัก จากนั้นเขาก็กระชากเอาราชสาส์นมาถือไว้

หรงเสวี่ยมองการกระทำของพระสวามีพลางขยับตัวลุกขึ้น ก่อนจะถอยมายืนตรงมุมเพื่อไม่ให้ตนเกะกะสายตาใคร

ทว่าขันทีเฒ่ากลับยังคงกล่าวยั่วยุกระตุ้นโทสะฉีอ๋อง ซ้ำยังลากนางเข้าไปเป็นเหยื่อทางการเมืองในครานี้ด้วย

“พระชายาเมืองเป่ยโจวนั้นแห้งแล้งนัก ทว่าพระองค์ก็อย่าได้กังวลไป ฝ่าบาททรงรับสั่งให้กระหม่อมเอารถม้าคันใหญ่ที่สมพระเกียรติองค์หญิงเก้ามามอบให้ด้วย พระองค์จะได้เดินทางอย่างสะดวก ให้สมกับเป็นดาวนำโชคของฉีอ๋อง ที่แต่งเข้ามาไม่ทันไรก็ได้เดินทางไปปกครองเมืองทางเหนือ น้อยคนนักจะโชคดีเช่นนี้นะจามาค่ะ หวังว่าพระชายาเอกฉีอ๋องจะทรงพอพระทัยกับของพระราชทานที่ฝ่าบาททรงมอบให้” สิ้นคำขันทีเฒ่าก็ยิ้มหยัน

หรงเสวี่ยหันมองผู้ที่เอ่ยกับตน พลางเผยยิ้มบางราวกับกำลังยินดีในคำพูดอีกฝ่าย ทว่าในใจกลับกำลังคิดถึงเนื้อหานิยายที่ตนเคยอ่าน ‘ปากดีแบบนี้นี่เอง ถึงได้ถูกคนของฉีอ๋องแอบย่องไปตัดลิ้นขณะนอนหลับ จางกงกง ท่านชะตาขาดแล้ว’ จากนั้นนางก็แสร้งกล่าวราวกับสำนึกบุญคุณ “ฝ่าบาทช่างมีพระทัยงามนัก” นางเผยยิ้มบางอย่างซาบซึ้งใจ ทั้งที่รู้ว่านี่คือกลอุบายสังหารตนเอง

จากนั้นหรงเสวี่ยก็ปรายตามองร่างสูงของชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีตน แม้เห็นเพียงเสี้ยวเดียว ถึงกระนั้นนางก็พอจะเดาได้ว่า ยามนี้มันคงเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น เพราะมือของเขานั้นกำแน่นเข้าหากัน จนเห็นเส้นเลือดปูดนูนขึ้นมาแล้ว

“ฝูเกอ นำจางกงกงไปเอาตราพยัคฆ์ให้เรียบร้อยแล้วส่งเขากลับวัง” เซียวฉีไม่ได้ตอบถ้อยคำของผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า

เพราะเขากำลังแค้นเคืองการกระทำของพระเชษฐาต่างมารดา ‘มู่หรงอวี้เหริน เจ้าไม่เพียงแต่พระราชทานชายาอัปลักษณ์เพื่อตัดโอกาสทางการเมืองของข้า มาวันนี้เจ้ายังสั่งปลดอำนาจทางทหาร และยังกล้าเอาความชอบที่ข้ามีมาอ้างเพื่อส่งข้าไปชายแดน เจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง’ เซียวฉีกล่าวเสียงรอดไรฟันอย่างแค้นใจ ก่อนจะหันมาหาดาวหายนะที่นำพาแต่เรื่องอัปมงคลมาให้เขาไม่หยุดหย่อน และนับวันมันยิ่งจะมากขึ้นทุกที

“เป็นเพราะเจ้า นังหญิงกาลกิณี! นำแต่เรื่องอัปมงคลมาให้ข้า” ฉีอ๋องคำรามลั่น บรรดาบ่าวไพร่จึงต้องรีบพากันหมอบกับพื้น

ทว่าสตรีตรงหน้ากลับยังคงนิ่งเฉย นางไม่ได้กล่าวแก้ตัวโต้แย้งความผิดที่อีกฝ่ายมอบให้ เพราะคนอย่างมู่หรงเซียวฉี

ไม่มีทางฟังเหตุผลจากคนที่เขาเกลียด หรงเสวี่ยเพียงแค่ยืนนิ่งมองต่ำอย่างสำรวมตามฐานะเชลย หวังให้ฉีอ๋องนั้นพระทัยเย็นลง ทว่าท่าทางเฉยชาที่ปรากฏ กลับยิ่งกระตุ้นให้ผู้เป็นสามีนั้นหงุดหงิด จนประกาศกร้าวอย่างคนไร้ปรานีว่า

“ในเมื่อตัวอัปมงคลอยากเป็นสายลมที่ไร้ซึ่งความรู้สึกนัก เช่นนั้นเจ้าก็จงเป็นสายลมที่พัดตามขบวนทัพของข้าไปจนถึงเมืองทางเหนือเสียเถิด รถม้าอะไรนั่นประเดี๋ยวข้าจะให้อนุทั้งหลายของข้านั่งไปเอง ส่วนเจ้าก็เดินปะปนไปกับสาวใช้ในขบวนเสีย”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel