2.เริ่มแผน
จากนั้นพิธีแต่งงานอย่างเร่งรีบก็ดำเนินไป โดยใช้เวลาไม่กี่อึดใจ เจ้าสาวก็ถูกพาเข้าเรือนหอที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างลวก ๆ
เทียนมงคลเล่มใหญ่ส่องแสงวูบวาบ หรงเสวี่ยนั่งรออยู่บนเตียงเพียงลำพัง จนกระทั่งประตูถูกผลักออกอย่างแรง ตามมาด้วยร่างสูงของมู่หรงเซียวฉีเดินเข้ามาพร้อมกลิ่นสุราจาง ๆ ยามนี้เขาไม่ได้อยู่ในฉลองพระองค์ชุดเจ้าบ่าวแล้ว แต่เป็นชุดลำลองสีดำแทน ราวกับกำลังเตรียมตัวจะไปออกรบเสียอย่างนั้น
หรงเสวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทางไม่เป็นมิตรของอีกฝ่าย ซึ่งฉีอ๋องผู้นี้แสดงออกมาอย่างชัดเจน ตั้งแต่เขารับตัวนางมาจากมือพระเชษฐาแล้ว และบัดนี้เขาก็กำลังยิ้มหยันส่งมาให้
“ข้าจะมาบอกเจ้าว่าในจวนนี้มีกฎ หากเจ้าคิดจะใช้เล่ห์เหลี่ยมของแคว้นฉู่มาลอบกัดข้า หรือทำหน้าที่เป็นสุนัขรับใช้ให้ฮ่องเต้แคว้นเว่ย ข้าจะเด็ดหัวเจ้าด้วยมือของข้าเอง” เขาเดินเข้ามาใกล้ จนหรงเสวี่ยสัมผัสได้ถึงความร้อนของบุรุษเพศ
และยังไม่ทันที่นางจะได้ตั้งตัว ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระสวามีก็กระชากแขนนางให้ลุกตามมาที่หน้ากระจก ก่อนจะเชยคางมนขึ้นด้วยนิ้วแข็งแรง บังคับให้นางมองใบหน้าที่มีรอยอัปลักษณ์ของตนเองในคันฉ่อง “ดูสิ... หน้าตาเช่นนี้ แค่เห็นข้าก็หมดอารมณ์แล้ว เจ้าควรขอบคุณที่ข้าใจกว้างพอจะให้เจ้าอยู่ที่นี่ มากกว่าจะไปนอนในคอกม้าจริงหรือไม่องค์หญิงเก้า” ฉีอ๋องพ่นถ้อยคำหยามเหยียดออกมาอย่างร้ายกาจ แววตาที่มองนางก็มีแต่ความเกลียดชัง
ทว่าใบหน้าในคันฉ่องกลับเผยยิ้มบางมอบให้ตนเองราวกับกำลังปลื้มปริ่ม “ขอบพระทัยท่านอ๋องที่เมตตาเพคะ คราแรกหม่อมฉันก็เกรงว่าพระองค์จะฝืนใจร่วมเตียงด้วยตามหน้าที่ ทว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีเพคะ ภายหน้าพระองค์จะได้ไม่ต้องฝันร้าย”
เซียวฉีขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเห็นนางนิ่งสงบผิดปกติจนเกินไป สตรีทั่วหล้าควรต้องร้องไห้หรือก้มหน้าด้วยความอับอาย
ทว่าหรงเสวี่ยผู้นี้กลับดูเหมือนคนที่ถือไพ่เหนือกว่า ทั้งที่นางก็เป็นเพียงเชลยที่ถูกกักขังไว้เป็นตัวประกันเท่านั้น
“หึ! คิดจะใส่หน้ากากความนิ่งเฉยให้ข้าดูกระนั้นหรือ ได้! ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะใส่มันได้นานสักแค่ไหน หลี่หรงเสวี่ย” สิ้นคำเขาก็สะบัดมือออกอย่างแรงแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา เซียวฉี หมายใช้วิธีนี้ประทับตราความอัปยศให้แก่เชลยศึกที่ตนเกลียดชัง
หลี่หรงเสวี่ยคือสตรีที่ไร้ซึ่งอำนาจ ซ้ำหน้าตายังอัปลักษณ์น่ารังเกียจ เห็นคราใดก็ทำใจเขาหงุดหงิดไปทุกครั้ง หากมิใช่เพราะราชโองการของพระเชษฐาที่ส่งลงมาบีบบังคับเขา มีหรือนางจะได้เข้ามาเสวยสุขเป็นชายาเอกฉีอ๋องอย่างเช่นในยามนี้
การรับนางเข้ามาไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด นอกจากจะอับอายผู้คน ราชบัลลังก์ที่เขาต้องการ ก็ยิ่งถอยห่างออกไปทุกที
ปัง!!
เมื่อบานประตูถูกกระแทกปิดลง หรงเสวี่ยก็ทอดถอนใจอย่างโล่งอก “เห้อ! นึกว่าจะจัดการยากกว่านี้เสียอีก” นางพึมพำก่อนจะนั่งลงที่หน้าคันฉ่อง พร้อมกับจดจ้องใบหน้าของตนนิ่ง
“อีกไม่นานเจ้าก็จะหลุดพ้นแล้ว อดทนอีกนิดนะ” นางกล่าวกับตนเอง ก่อนจะหันไปทางประตูที่กำลังเปิดออก
“องค์หญิง ไม่สิ... พระชายาเพคะพระองค์เป็นอะไรหรือไม่” ม่านจูสาวเท้ารีบก้าวเข้ามาช่วยผู้เป็นนายปลดเครื่องประดับบนศีรษะ แววตาที่มองก็เต็มไปด้วยความห่วงใยสุดซึ้ง
“ข้าไม่เป็นอันใด เขาไม่ได้ทำอันใดข้า”
“คนใจร้ายนั่น ไยสวรรค์ไม่ลงโทษเขาเสียที” ม่านจูพึมพำพลางช่วยผู้เป็นนายปลดพันธนาการที่สวมใส่จนหนักอึ้ง
“เจ้านี่ขี้บ่นเหลือเกินนะ” หรงเสวี่ยเย้าอย่างเอ็นดู
“ใครจะเหมือนพระองค์ล่ะเพคะ นับวันยิ่งเหมือนแม่ชี ไม่รู้ร้อนรู้หนาวไม่ทุกข์โศกอันใดเลย” ม่านจูเหน็บผู้เป็นนายไม่จริงจัง
หรงเสวี่ยเอียงหน้ามองสตรีผู้เป็นดั่งน้องสาวพลางยิ้มอ่อน ก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงราบเรียบไร้ความเคืองขุ่น “เจ้าก็รู้ว่าที่ข้าทำไปทุกอย่าง ก็เพียงเพื่อรอเวลาที่จะได้เป็นอิสระ หากไม่ทำตัวเช่นนี้ไฉนเลยข้าจะรอดพ้นสายตาผู้คนที่คอยจับจ้อง”
“ก็จริงเพคะ” ม่านจูรับคำอย่างจำยอม
“เอาล่ะ ทางนี้ข้าจะจัดการเอง เจ้าไปหาอะไรมาให้ข้ากินที ตั้งแต่ถูกจับแต่งตัวด้วยชุดนี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย หิวจะแย่”
“จริงสิ เช่นนั้นพระชายารอสักครู่นะเพคะ” ม่านจูรีบออกไป
ทิ้งให้หรงเสวี่ยชะงักนิ่งไปกับคำเรียกขานที่ถูกเปลี่ยน บัดนี้นางกลายเป็นชายาของอ๋องต่างแคว้นแล้วสินะ
“อีกไม่นานอิสรภาพก็จะมาเยือนเจ้าแล้วหรงอิน”
วันถัดมา
บรรยากาศภายในจวนฉีอ๋องยังคงคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียด ข้ารับใช้ต่างพากันเดินก้มหน้าก้มตา ด้วยกลัวว่าตนจะกลายเป็นที่ระบายโทสะของผู้เป็นนาย ที่มีท่าทางเกรี้ยวกราดมาตั้งแต่ได้รับราชโองการให้เษกสมรสกับองค์หญิงต่างแคว้น
ทว่าภายในเรือนพักของพระชายาเอก ที่นี่กลับดูสงบนิ่งราวกับไม่มีใครอยู่ นั่นเพราะข้ารับใช้ส่วนมากต่างก็มองนางเป็นศัตรู ซ้ำยังมีคำสั่งของผู้เป็นนายให้ท้ายว่าไม่ต้องดูแล บ่าวไพร่ภายในจวนจึงไม่มีความยำเกรงนายหญิงที่มีฐานะสูงศักดิ์ผู้นี้
ทว่าไหนเลยหรงเสวี่ยจะแยแส ไม่มีใครใส่ใจมาเฝ้ามองสิดี แผนการของนางจะได้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ “ม่านจู ไปเรียกเสี่ยวจิงกับท่านน้าลู่มา ข้ามีเรื่องจะให้พวกเขาทำ” นางออกคำสั่งเสียงเบา
ไม่นานม่านจูก็เดินนำทางองครักษ์ทั้งสองเข้ามา
“พระชายา มีเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” ลู่เหวินเอ่ยถามทันที
“ท่านน้าข้าอยากให้พวกท่านเดินทางไปรอข้าที่เมืองเป่ย หาเรือนสักหลังเป็นที่พำนัก จำไว้อยู่ห่างผู้คนมากเท่าไหร่ยิ่งดี”
ทั้งสามมองหน้ากันไปมา แต่เพียงจะอ้าปากผู้เป็นนายก็เปล่งวาจาออกมาก่อน “จงฟังข้าให้ดี” หรงเสวี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังไม่กล้าปฏิเสธ
“คืนนี้พวกเจ้าต้องออกจากจวน และทำตามที่ข้าสั่งอย่าได้ขาดตกบกพร่องเป็นอันขาด เพราะแผนการครานี้หมายถึงชีวิตของพวกเรา หากพลาดก็มีแต่ต้องตาย เข้าใจหรือไม่”
