บทที่ 4 อย่าสอดปากยื่นจมูก
บทที่ 4
อย่าสอดปากยื่นจมูก
ร่างบอบบางที่นอนระทวยดั่งป่วยไข้บนเตียง หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาปิดปากเอาไว้แล้วไอโขลกๆ ดูน่าสงสาร กระนั้นริมฝีปากที่ถูกผ้าเช็ดหน้าปิดบังเอาไว้กลับแสยะยิ้มร้าย
“ให้เจียลี่กลับมารับใช้ข้าเหมือนเดิม เพราะนางคือผู้ที่รู้ใจข้าที่สุด แล้วทีหลังจงจำไว้ว่าอย่าได้สอดปากยื่นจมูกมายุ่งกับคนของข้าอีก หวังว่าครั้งหน้าแม่นมเมิ่งจะจะถือวิวาสะ(เสือก)อีก...”
ในน้ำเสียงที่แหบโหยคล้ายคนป่วยใกล้ตาย แต่ทุกถ้อยคำกลับเหน็บแนมต่อว่าแม่นมเมิ่งซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่แห่งจวนฟู่โหวอย่างไม่ไว้หน้า
แม่นมที่กำลังจะหมุนตัวก้าวออกไปถึงกับชะงักฝ่าเท้า เผลอกำมือเข้าหากันแน่นด้วยไม่พอใจ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความกรุ่นโกรธจนอยากจะหันไปตบสั่งสอนนังคุณหนูไร้ศักดินาผู้นี้แทบใจจะขาด
แต่ด้วยแผนการใหญ่ที่กำลังจะมาถึง แม่นมเมิ่งจึงทำได้เพียงกดข่มความรู้สึกเอาไว้
“ทราบแล้วเจ้าค่ะนายหญิงน้อย”
“แม่นมเมิ่งพูดว่าอะไรนะ...ข้าไม่ได้ยิน ตระกูลขุนนางชั้นสูงสั่งสอนบ่าวไพร่ในจวนให้หันหลังพูดกับเจ้านายงั้นหรือ นับว่าข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว คะ..แคกๆ”
น้ำเสียงแหบโหยดูใสซื่อแต่กลับจิกกัดแม่นมเมิ่งราวกับแม่ไก่ที่เกรี้ยวกราดทำให้สาวใช้อีกสองคนที่ยืนอยู่ถึงกับทำตัวไม่ถูก ด้วยรู้ดีว่าแม่นมเมิ่งคือมือเท้าของฮูหยินใหญ่ มีอำนาจจัดการทุกอย่างภายในจวนได้เบ็ดเสร็จ จนเหล่าสาวใช้พากันหวาดกลัวแม่นมเมิ่งยิ่งนัก
แม่นมเมิ่งหน้าดำดั่งก้นหม้อ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นด้วยความโกรธ
‘นังสารเลว! เจ้าลำพองใจไปได้อีกไม่นานนักหรอก!’
แม่นมเมิ่งตัวสั่น ไหล่สั่น หน้าสั่น สูดลมหายใจเข้าปอดอยู่หลายครั้ง พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติมากที่สุด จากนั้นจึงหมุนกายกลับไป
“รับทราบเจ้าค่ะนายหญิงน้อย เป็นข้าที่หวังดีเกินไป”
เรียวปากที่ยกยิ้มนั้นสั่นน้อยๆ ฉายชัดว่าเป็นยิ้มที่ฝืนใจเป็นที่สุด ทว่ารอยยิ้มนี้กลับทำให้เสิ่นเหิงเยว่ชอบอกชอบใจยิ่งนัก
‘ช่างเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ข้าอารมณ์ดีเสียจริง ชาติก่อนข้ากลัวนังแม่นมเฒ่านี่ได้อย่างไรกันนะ ข้าปล่อยให้มันโขกสับและมีอำนาจเหนือข้าได้อย่างโง่เขลาเสียจริง’
“ข้าขอตัวไปสั่งบ่าวไพร่ให้นำรถม้าไปตามท่านหมอเทวดาสวี่ก่อนนะเจ้าคะ”
เมื่อไม่มีอะไรแล้วแม่นมหมุนกายพลางพยักหน้าให้สาวใช้ทั้งสองคนเดินตามออกไป ทว่า...
“เดี๋ยว!”
หญิงสูงวัยชะงักฝ่าเท้า หงุดหงิดจนหางคิ้วกระตุก พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกราวกับระงับโทสะ
“มีอะไรอีกหรือเจ้าคะนายหญิงน้อย”
“จวนฟู่โหวที่แสนสูงส่งแห่งนี้ มิได้อบรมมารยาทแม่นมเมิ่งและสาวใช้ให้ทำความเคารพเจ้านายก่อนไปหรอกหรือ ที่เรือนพ่อค้าชั้นต่ำของท่านพ่อข้าสาวใช้ทุกคนนอบน้อมต่อเจ้านาย หาได้คอแข็งดั่งมีไม้ค้ำคอเช่นนี้ หรือว่าข้าคาดหวังกับจวนขุนนางสูงศักดิ์แห่งนี้มากเกินไป”
พูดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าเล็กน้อยคล้ายระอาเต็มที ซึ่งท่าทางดูแคลนเช่นนี้ทำให้แม่นมเมิ่งโกรธจัดจนใบหน้าร้อนผ่าว
ถ้อยคำเหล่านี้นับว่าเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนาง ศักดิ์ศรีของการเป็นแม่นมในตระกูลขุนนางชั้นสูงที่บ่าวไพร่ทุกคนล้วนเคารพนพนอบ เหล่าอนุน้อยใหญ่ในจวนยังไม่กล้าแม้แต่จะตีฝีปากต่อคำกับนางด้วยซ้ำไป เพราะนางคือคนสนิทของฮูหยินใหญ่แห่งจวนโหว
แล้วนังชั้นต่ำนี่กล้าดีอย่างไร!
ทว่าแผนการสำคัญของท่านโหวน้อยยังไม่ลุล่วง นางจำต้องยอมกลืนเลือดลงท้องอย่างเสียไม่ได้
“ต้องขออภัยนายหญิงน้อย ข้าเห็นท่านป่วยในใจจึงได้พะวงจนอยากจะรีบไปตามท่านหมอมาตรวจดูอาการ จึงได้เลอะเลือนทำผิดพลาดไป ขอนายหญิงน้อยอย่าได้ใส่ใจเลยนะเจ้าคะ”
“อ้อ...อย่างนี้นี่เอง”
เสิ่นเหิงเยว่ตีหน้าซื่อไร้เดียงสา ก่อนจะฉีกยิ้มอ่อนหวานจนทำให้แม่นมเมิ่งโกรธจัดจนรู้สึกว่าอายุขัยของตนสั้นลงหลายปี
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะนายหญิงน้อย”
แม่นมเมิ่งยอบกายก้มศีรษะลงทำความเคารพสตรีที่ตนดูถูกว่าชั้นต่ำอย่างเสียไม่ได้ สาวใช้อีกสองคนเห็นแม่นมเมิ่งทำเช่นนั้นก็รีบทำความเคารพตามทันที ก่อนที่ทั้งสามจะรีบก้าวออกจากห้องหอ
‘ชาติก่อนแม่นมเมิ่งผู้นี้ทำตัวเป็นนายเหนือข้า ไม่เคยก้มหัวทำความเคารพข้าเลยสักครั้ง ชาตินี้ข้าจะให้เจ้าก้มหัวให้ข้าจนคอเคล็ดเลย คอยดู!’
เพียงไม่นานหมอเทวดาสวี่ก็มาถึงด้วยท่าทางรีบร้อน ปราดเข้าไปตรวจดูอาการของเสิ่นเหิงเยว่ทันที เขารักเยว่เยว่ราวกับบุตรสาวนั่นเพราะเขามีบุตรชายถึงสี่คน และทุกคนล้วนดื้อเหมือนลิงป่าแสนทโมน ในขณะที่หลานสาวตัวน้อยช่างพูดช่างเอาใจเรียบร้อยน่ารักจนหัวใจละลาย
ดังนั้นทั้งเขาและภรรยาจึงทั้งรักและเอ็นดูหลานสาวผู้นี้ยิ่งนัก เมื่อรู้ว่าหลานสาวถูกเจ้าบ่าวทอดทิ้งให้เฝ้าห้องหอเพียงลำพังจนล้มป่วย หัวใจของหมอชราก็พลันเจ็บปวด
“ชีพจร...”
หมอสวี่ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อพบว่าร่างกายของเสิ่นเหิงเยว่สมบูรณ์แข็งแรงดี
“ท่านหมอเจ้าคะข้าปวดศีรษะมากๆ เลย อีกทั้งยังไม่อยากรับอาหารด้วยเจ้าค่ะ”
เสิ่นเหิงเยว่ส่งสายตาให้กับหมอสูงวัย แล้วสอดจดหมายที่พับเล็กๆ เข้าไปในแขนเสื้อของอีกฝ่าย เพียงเท่านั้นเองหมอสวี่ก็รู้ในทันทีว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล อีกทั้งบุตรสาวเรียกเขาว่า ‘ท่านหมอ’ แทนที่จะเรียกเขาอย่างสนิทสนมว่า ‘ท่านลุงขาของเยว่เยว่’ เขาก็รู้ได้ทันทีว่านางไม่ต้องการให้คนเหล่านี้รู้ว่าเขาและนางเป็นญาติกัน
ดูท่าแล้วจวนโหวแห่งนี้สร้างความลำบากให้หลานสาวเสียแล้ว
“ร่างกายอ่อนแอแบกรับความเครียดไม่ไหว นายหญิงน้อยควรพักผ่อนให้มาก และห้ามให้มีเรื่องใดมากระทบกระเทือนจิตใจเป็นอันขาด”
หมอสวี่แสร้งเอ่ยเสียงดังเพื่อให้แม่นมเมิ่งที่ยืนเฝ้าอยู่ทางด้านหลังได้ยิน
“แต่ไม่ต้องห่วง ข้าจะจัดยาบำรุงให้นายหญิงน้อยดื่มทุกวัน อาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง”
เสิ่นเหิงเยว่หยักยิ้มที่มุมปากเพียงน้อย ก่อนจะกดริมฝีปากลงอย่างรวดเร็วราวกับเจ็บปวดทรมานไปทั้งร่างกาย
