
ชายบำเรออุ่นเตียงของโหวฮูหยิน
บทย่อ
สามีแกล้งตายทิ้งให้ข้ามีชีวิตอย่างสิ้นหวัง หวนคืนมาครานี้ข้าจะทำให้สามีได้ตายสมใจ! จากนั้นจึงคว้าชายบำเรอมาอุ่นเตียงหมายมีทายาทเพื่ออำนาจในการปกครองจวน ทว่าชายบำเรอผู้นี้ร้อนแรงเกินไปแล้ว!!! ++++++ เวลานี้แทบไม่รู้เลยว่าใครเป็นฝ่ายยั่ว ใครเป็นฝ่ายถูกยั่ว เพราะต่างลุ่มหลงเสน่ห์ของกันและกันจนยากที่จะจำแนกแจกแจง "นายหญิงน้อยขอรับ..." เรียวปากร้อนกระซิบเรียกชิดใบหู ส่งผลให้คนตัวเล็กถึงกับเผลอกลั้นหายใจ ไอร้อนจากปากที่เป่ารดลงบนใบหูเรียกเลือดลมในร่างกายให้สูบฉีดรุนแรงจนซ่านพร่าไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย "อะ...อืม วะ...ว่าอย่างไรเล่า" เสิ่นเหิงเยว่ส่งเสียงตอบกลับไปอย่างกระดากอาย นางคิดว่าการหลับนอนกับบุรุษแค่ขึ้นเตียง ถอดเสื้อผ้า แล้วก็ป๊าบๆๆๆ จากนั้นบุรุษก็ปลดปล่อยเข้าไปในร่างกายสตรีเพื่อมีบุตรเป็นอันเสร็จกิจ นางไม่คิดเลยว่าระหว่างขั้นตอนเหล่านั้นมันจะวาบหวามชวนให้ใจสั่น ที่ผ่านมานางอุตส่าห์แอบดูอย่างตั้งใจ แต่ทฤษฎีมากมายจะเท่าการปฏิบัติจริงเพียงครั้งได้อย่างไรกันเล่า! เวลานี้สติสัมปชัญญะของหญิงสาวถึงกับเตลิดเปิดเปิง ผิวกายร้อนผ่าววูบวาบ ประสาทสัมผัสตื่นตัวแค่เขาขยับหรือหายใจแรงขึ้นนางก็ยังรับรู้ได้ "นอกจากจูบปากแล้ว ข้าจูบตรงอื่นได้หรือไม่ขอรับนายหญิง..." เมื่อน้ำเสียงทุ้มกอปรกับแววตาเว้าวอนออดอ้อน เสิ่นเหิงเยว่ก็ถึงกับเผลอพยักหน้าน้อยๆ ตอบรับโดยไม่ใช่สมอง เวลานี้นางจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าการปฏิเสธต้องทำอย่างไร ไม่ว่าเขาขออะไรนางก็พยักหน้าทั้งหมดราวกับไก่จิกข้าวเปลือก ++++++ เสิ่นเหิงเยว่ครางแผ่วเมื่อถุงสมุนไพรประคบร้อนถูกวางลงบนบั้นเอวและแผ่นหลัง ดวงตาของนางคลอไปด้วยหยาดน้ำตาด้วยความโกรธ "เป็นความผิดของท่าน!" น้ำเสียงใสกังวานกระแทกกระทั้นกล่าวโทษ มือหนาที่กำลังบีบนวดต้นขาให้ภรรยาสาวชะงักเล็กน้อยก่อนจะบีบต่อไปด้วยน้ำหนักสม่ำเสมอ "ใช่แล้ว เป็นความผิดของข้าเอง" แม่ทัพเซี่ยฮ่าวหนานยอมรับผิดโดยไม่มีข้อแก้ตัว ด้วยไม่คาดคิดว่าร่างกายของสตรีจะบอบบางถึงเพียงนี้ ครั้งต่อไปจึงตั้งใจว่าเขาจะปล่อยให้ตนเองเสร็จเร็วขึ้น เพื่อที่ภรรยาสาวจะได้หยุดพักแล้วค่อยเริ่มใหม่อีกครั้งและอีกครั้ง มั่นใจว่าหากทำบ่อยๆ ทำถี่ๆ และทำอย่างต่อเนื่องราวกับเป็นกิจวัตรร่างกายของนางก็จะปรับตัวให้เข้ากับเรี่ยวแรงของเขาในไม่ช้า ความปวดล้าเฉกเช่นในครั้งนี้ก็จะค่อยๆ บรรเทาเบาบางลงไปเองราวกับนางได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ "คนไร้ยางอาย!" หญิงสาวยังคงต่อว่าจนเสียงสั่นคล้ายอัดอั้นตันใจ ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ แก้มกลมๆ ป่องพองราวกับกระรอกน้อยสะสมอาหารไว้ในปาก ทำให้ผู้เป็นสามีถึงกับฉีกยิ้มไปถึงดวงตา "ใช่แล้วข้าคือคนไร้ยางอาย" "ยะ...ยังมีหน้ามายอมรับอีก นะ...หน้าหนาเกินไปแล้ว" เสิ่นเหิงเยว่ไม่เคยเจอใครหน้าด้านหน้าทนถึงเพียงนี้มาก่อนเลย นางนึกว่าเขาจะเรียบร้อยอ่อนโยนเป็นบัณฑิตหนุ่มน้อยน่ากลั่นแกล้ง แต่ที่ไหนได้เขาเจนจัดเชี่ยวชาญมากไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวอีกทั้งยังมีใบหน้าหนาราวกับแผ่นศิลา! "ใช่แล้วข้าเป็นคนหน้าหนา ตัวข้าเป็นเช่นไรข้าย่อมไม่ปฏิเสธ" แม่ทัพเซี่ยยังคงยิ้มรับหน้าชื่นตาบาน ราวกับคำด่าทอของนางคือแผ่นป้ายเกียรติยศที่นางมอบให้ก็ไม่ปาน
บทนำ ชมโฉมหญิงงามล่มเมือง
บทนำ
ชมโฉมหญิงงามล่มเมือง
ดวงอาทิตย์หลบลี้เร้นกายหลังกิ่งก้านต้นอู่ถงสูงตระหง่าน แสงแดดอบอุ่นแทรกตัวผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้สาดกระทบลงบนผิวกายขาวผุดผาดดั่งหยกเนื้อละเอียด สายลมเย็นโชยอ่อนพัดพากลิ่นหอมของดอกบัวสีชมพูในสระน้ำขึ้นมากระทบนาสิกของสตรีเรือนร่างบอบบางที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ในศาลาแปดเหลี่ยมกลางน้ำจนนางเผลอคลี่ยิ้มพึงใจ
เรือนผมดำขลับยาวสยายไปทางด้านหลังพลิ้วไหวไปตามสายลม ปลายผมบางส่วนสะบัดคลอเคลียไปตามนวลแก้มระเรื่อชวนมอง ผมของนางมิได้ประดับเครื่องหัวมากชิ้นเพียงปักปิ่นหยกขาวมันแพะชิ้นเดียว อีกทั้งนางยังสวมอาภรณ์สีขาวฟ้าขับให้ยิ่งดูบอบบางน่าทะนุถนอม
สตรีที่หลับตาอยู่ท่ามกลางดอกบัวดารดาษงดงามราวกับภาพวาดชวนฝัน ไม่ว่าผู้ใดได้ยลโฉมสะคราญก้อนเนื้อที่อกซ้ายต่างหยุดเต้นราวกับทุกสรรพสิ่งถูกสยบนิ่งงัน
“คุณหนูเจ้าขา เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
เปลือกตาที่ปิดสนิทของ ‘เสิ่นเหิงเยว่’ บุตรีเพียงคนเดียวของคหบดีเสิ่นค่อยๆ เปิดปรือขึ้นเมื่อเจียลี่สาวใช้คนสนิทเดินเข้ามาหาแล้วโน้มตัวกระซิบแผ่วเบาให้ได้ยินกันแค่เพียงสองคน ก่อนหน้านี้เสิ่นเหิงเยว่สั่งให้สาวใช้แอบรอด ‘รูสุนัข’ บริเวณกำแพงด้านหลังเพื่อหลบออกจากจวนโหวไปซื้อขนมถั่วเขียวจากในตลาดกลับมา
“มีใครพบเห็นเจ้าหรือไม่”
“ไม่มีเจ้าค่ะ บ่าวสวมหมวกและปิดบังใบหน้าไว้”
“ดี!”
เสิ่นเหิงเยว่เพียงตอบรับสั้นๆ ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นนั่งทำท่าคล้ายจะยืดหลังตรงแต่กลับเปลี่ยนใจแล้วเท้าแขนลงบนราวระเบียงศาลาอย่างเกียจคร้าน แก้มนุ่มราวกับจะบีบน้ำออกมาแนบไปกับต้นแขนเรียวจนโย้ผิดรูป เรียวปากอวบอิ่มถูกแขนและแก้มเบียดเข้าหากันจนทำให้รูปปากคล้ายกำลังเผยอนิดๆ กระนั้นกลับทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกว่านางช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือแสน
หญิงสาวทอดสายตามองออกไปยังกลุ่มบุรุษที่ยืนพูดคุยกันอยู่อีกฝั่งของสระบัวราวกับสนใจแต่ก็ไม่สนใจอยู่ในที บุรุษหนุ่มสิบห้าคนมีอายุราวสิบหกถึงยี่สิบห้าปีกำลังยืนจับกลุ่มร่ายบทกวี พวกเขาระดมปัญญาประชันบทกวีเกี่ยวกับดอกบัวที่ชูช่ออยู่เหนือผืนน้ำอย่างตั้งอกตั้งใจ
บทกวีเหล่านั้นล้วนไพเราะน่าฟัง เพราะแต่งขึ้นเพื่อชมโฉมสาวงามล่มเมืองดั่งเทพเซียนจำแลงกาย โดยเปรียบเทียบความงามของสตรีกับดอกบัวสีชมพูหวานหยดย้อย แน่นอนว่าบุรุษเหล่านั้นย่อมหยุดสายตาไว้ที่สตรีผู้มีรูปโฉมมัดใจที่กำลังนั่งอยู่ในศาลาแปดเหลี่ยมนั่นเอง
บทกวีหวานหูทำให้เสิ่นเหิงเยว่เพลิดเพลินไม่น้อย นางมิได้ไร้เดียงสาไยจะไม่รู้ว่าบุรุษเหล่านั้นต่างแต่งบทกวีชมโฉมนางอยู่ แต่การแสร้งทำเป็นไม่รู้แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินราวไร้เดียงสาย่อมจับจิตจับใจบุรุษได้มากกว่ามิใช่หรือ
ชาติก่อนนางไม่ได้มานั่งเอ้อระเหยอยู่ที่ศาลากลางสระบัวเช่นนี้หรอก เพราะหลังจากที่นางได้กินขนมถั่วเขียวที่มีส่วนผสมของพิษกู่ควบคุมจิตใจเข้าไป นางก็จับไข้ตัวร้อนกะทันหันเพราะตัวอ่อนกู่พิษได้แทรกเข้าไปในกระแสเลือดและเริ่มฝังตัวเติบใหญ่จนทำให้ร่างกายของนางเกิดอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาวราวกับคนเป็นไข้
ทว่าชาตินี้นางยังไม่ได้รับพิษกู่ และนางตั้งใจมาเผยโฉมยวนตาแก่เหล่าบัณฑิตยากจนแห่งจวนโหว เพราะนางจะคัดเลือกหนึ่งในบุรุษเหล่านี้เป็น ‘พ่อพันธุ์’ สำหรับการผลิตทายาทสืบทอดบรรดาศักดิ์โหว
‘บุรุษเหล่านี้ล้วนหน้าตาดี หน่วยก้านดี สติปัญญาดี ข้าจำได้ว่าในอนาคตพวกเขาเกินครึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในราชสำนัก’
ในชาติก่อนจวนฟู่โหวให้การดูแลเหล่าบัณฑิตเครือญาติที่ใช้แซ่ ‘ฟู่’ โดยให้มาพำนักที่จวนเพื่อเข้ารับการศึกษาจากสำนักศึกษาหลวงเพื่อเตรียมตัวสอบหน้าพระที่นั่ง
โดยจวนฟู่โหวให้ที่พัก ให้อาหาร และให้การศึกษาแก่เหล่าบัณฑิตที่ขาดแคลนผู้มีสายเลือดสกุลฟู่ เมื่อเหล่าบัณฑิตสอบได้และก้าวเข้าสู่การเป็นขุนนาง พวกเขาเหล่านี้ย่อมภักดีและกลายเป็นกำลังสำคัญแก่จวนฟู่โหว ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเอ่ยปากขอสิ่งใด คนเหล่านี้ล้วนไม่กล้าปฏิเสธ
แน่นอนว่าเวลานี้มีขุนนางมากมายที่ใช้แซ่ฟู่และเทิดทูน ‘ตระกูลฟู่โหว’ ราวกับเป็นเจ้านายของตน ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ตระกูลฟู่โหวมั่นคงและแผ่อำนาจได้ถึงเพียงนี้เพราะบรรพบุรุษก่อร่างสร้างรากฐานเอาไว้เป็นอย่างดี
ทว่ามีรุ่งเรืองก็ย่อมมีเสื่อมสลาย
จวนฟู่โหวที่เคยเฟื่องฟูกลับค่อยๆ ตกต่ำลงเพราะหลังจากภรรยาและบุตรชายคนโตตายจากไป ‘โหวฟู่อี้หาน’ ก็ล้มป่วยเป็นอัมพาตไม่อาจลุกจากเตียง ตำแหน่งโหวจึงถูกส่งต่อให้แก่บุตรชายอีกคนซึ่งก็คือ ‘ฟู่ต้าเหว่ย’ สามีสารเลวของนางนั่นเอง
ฟู่ต้าเหว่ยชื่นชอบการเที่ยวเล่นสำมะเลเทเมาเป็นที่สุด กอปรกับฮูหยินใหญ่ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเพียงอนุภรรยาไร้การศึกษาแต่กลับก้าวขึ้นมาปกครองจวนเพียงเพราะมีบุตรชายที่กลายเป็นสายเลือดสายตรงเพียงหนึ่งเดียว
สองแม่ลูกปกครองจวนเพียงไม่กี่ปีความเฟื่องฟูก็ราวกับมวลเมฆที่สลายหายไป ทิ้งไว้เพียงความฉิบหายย่อยยับ แต่แทนที่คนเหล่านี้จะหาจุดผิดพลาดของตนเองแล้วแก้ไข พวกเขากลับเลือกใช้ทางลัดเพื่อหวนคืนสู่ความมั่งคั่งอีกครา ซึ่งวิธีนั้นก็คือการขูดรีดเงินจากสะใภ้ที่มาจากตระกูลคหบดีที่ร่ำรวย
และนางคือเหยื่อของพวกมัน!
