บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 พิษกู่ควบคุมจิตใจ

บทที่ 5

พิษกู่ควบคุมจิตใจ

ร่างบอบบางที่กึ่งนั่งกึ่งนอนเอนกายผ่อนคลายอย่างเกียจคร้าน คิ้วโค้งดั่งคันศรเลิกขึ้นเล็กน้อยจนแพขนตาขยับไหว เรียวปากอวบอิ่มคลี่ยิ้มราวกับดอกไม้งามซ่อนพิษเมื่อเห็นมารดาสามีและลิ่วล้อเดินตรงมายังศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระน้ำ

‘ได้เวลาแล้วสินะ...’

คนสารเลวเหล่านี้ไม่มีทางปล่อยโอกาสให้หลุดลอย เพราะยิ่งทำให้ตัวอ่อนของพิษกู่เข้าสู่กระแสเลือดของนางได้เร็วมากเท่าไหร่ อำนาจในการควบคุมจิตใจก็ยิ่งส่งผลเร็วขึ้นเท่านั้น

หลังจากตัวอ่อนกู่เข้าสู่กระแสเลือด มันจะเริ่มฝังตัวอ่อนที่หัวใจภายในเวลาสามชั่วยามจนทำให้เจ้าของร่างตัวรุมราวมีไข้ อ่อนเพลีย ไม่อยากอาหาร โดยอาการเหล่านี้จะคงอยู่เพียงหนึ่งถึงสองวัน

หลังจากนั้นต้องใช้ระยะเวลาอีกเจ็ดวันกู่ตัวลูกจึงจะกัดกินเลือดเนื้อของเจ้าของร่างเพื่อเติบโตเต็มวัย จากนั้นกู่ตัวแม่ก็จะสามารถออกคำสั่งกับกู่ตัวลูกได้ดั่งใจ

ซึ่งหากเป็นชาติก่อนก็จะตรงกับช่วงเวลาที่งานศพปลอมๆ ของสามีสารเลวสิ้นสุดลงพอดี จากนั้นมารดาสามีก็จะเข้ามาควบคุมจิตใจและล่อลวงปอกลอกเงินทองของเสิ่นเหิงเยว่ เมื่อสินเดิมของนางหมดสิ้นก็จะเกลี้ยกล่อมให้นางไปขอทรัพย์สินมาจากบิดา

แน่นอนว่านางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของคหบดีเสิ่น ไม่ว่านางร้องขอสิ่งใดบิดามารดาล้วนตามใจนาง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะ

“อาเยว่เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

น้ำเสียงอ่อนโยนกอปรกับแววตาที่ทอดอ่อนเปี่ยมไปด้วยเมตตาของฮูหยินใหญ่เกาซูเฟินทำให้เสิ่นเหิงเยว่รู้สึกคลื่นเหียนเสียเหลือเกิน ช่างเป็นการแสดงที่แนบเนียนจนชาติก่อนนางเชื่อหมดใจจนไม่คิดระแคะระคายสงสัย

“เป็นความผิดของแม่เองที่ไม่ได้ใส่ใจดูแลเจ้าให้ดีกว่านี้”

เกาซูเฟินทรุดกายลงนั่งข้างลูกสะใภ้ มารดาสามีที่ไม่ถือตัวเปี่ยมไปด้วยเมตตาเช่นนี้หาได้ยากนักในหมู่แวดวงเหล่าขุนนางชั้นสูง ด้วยเล่ห์กลนี้ลูกสะใภ้ชั้นต่ำย่อมเกิดความรู้สึกรักและเทิดทูนบูชามารดาสามีราวกับพระโพธิสัตว์ลงมาโปรด

และเกาซูเฟินคิดว่าตนเองทำสำเร็จ!

เพราะเวลานี้ใบหน้าของเหินเสิ่งเยว่ฉายชัดว่ากำลังกระวนกระวายใจที่ได้ยินมารดาสามีตัดพ้อตนเช่นนั้น นางรีบยื่นมือไปจับมือมารดาสามีก่อนจะรีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก

“จะ...จะโทษว่าเป็นความผิดของท่านแม่ได้อย่างไรกันเจ้าค่ะ ปะ...เป็นเยว่เยว่เองที่ห่วงใยท่านพี่มากเกินไปจนไม่ได้ดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้ดี”

“อาเยว่เด็กดี เจ้าเป็นห่วงเสี่ยวเหว่ยถึงเพียงนี้ช่างเป็นโชคดีของเสี่ยวเหว่ยยิ่งนักที่มีภรรยาเช่นเจ้า แม่คิดไม่ผิดจริงๆ ที่สู่ขอเจ้ามาเป็นสะใภ้ นับเป็นวาสนาของจวนฟู่โหวแล้ว”

ฮูหยินใหญ่เกาซูเฟินยื่นมืออีกข้างไปวางทับลงบนหลังมือของลูกสะใภ้ที่กุมมือตนเองเอาไว้ เมื่อสังเกตเห็นใบหน้าแดงระเรื่อของลูกสะใภ้ที่ดูจะภูมิอกภูมิใจเมื่อได้รับคำชมจากมารดาสามี เกาซูเฟินก็ถึงกับเผลอกดมุมปากลึกดั่งเย้ยหยัน เพราะลูกสะใภ้คนนี้นางเป็นคนคัดสรรมาด้วยตนเอง เป็นบุตรคนเดียว หัวอ่อน โง่เขลา และบิดามารดาคอยตามใจ นี่แหละคือคุณสมบัติล้ำค่าในการตกเป็นเหยื่อ

เกาซูเฟินจึงสั่งให้บุตรชายเข้าหาเสิ่นเหิงเยว่ ก่อนจะปูทางให้ทั้งคู่แต่งงานกัน

หญิงวัยกลางคนเอ่ยคำหวานชมลูกสะใภ้อีกหลายคำ เมื่อมั่นใจว่าลูกสะใภ้เชื่อฟัง หาได้กระด้างกระเดื่องอย่างที่แม่นมเมิ่งมาเล่าก็เบาใจลง จึงสรุปในใจว่าอาจเป็นเพราะแม่นมไปสับเปลี่ยนสาวใช้คู่ใจของเสิ่นเหิงเยว่โดยพละการ เสิ่นเหิงเยว่จึงได้โวยวายเหน็บแนมแม่นมเมิ่งอย่างไม่ไว้หน้าเช่นนั้น

ถึงอย่างไรเสิ่นเหิงเยว่ก็เป็นคุณหนูเพียงคนเดียวของตระกูลคหบดีเสิ่น ย่อมไม่ยอมให้ใครมาทำยุ่มย่ามข้ามหน้าข้ามตาคนของตน

คิดพลางหันไปพยักหน้าให้แม่นมเมิ่ง

“นี่เป็นขนมถั่วเขียวที่ฮูหยินใหญ่ลงมือทำเองกับมือเพื่อนายหญิงน้อยเลยนะเจ้าคะ”

แม่นมชรารีบหยิบกล่องไม้ออกมาวางบนโต๊ะ บรรจงเปิดกล่องแล้วหยิบจานขนมถั่วเขียวออกมาวางบนโต๊ะ ในจานมีขนมถั่วเขียวอยู่ทั้งหมดห้าชิ้น สี่ชิ้นวางเรียงรายกัน มีเพียงชิ้นเดียวที่วางซ้อนอยู่ด้านบน

“ทะ...ท่านแม่ช่างดีกับเยว่เยว่เหลือเกินเจ้าค่ะ เยว่เยว่ชอบขนมถั่วเขียวมากๆ เลย”

เสิ่นเหิงเยว่แสร้งทำน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งใจที่มารดาสามีถึงกับเข้าครัวด้วยตนเองเพื่อทำขนมโปรดให้ลูกสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้ามา ราวกับว่าขนมนี้เป็นของปลอบใจที่ลูกสะใภ้ต้องนอนเฝ้าห้องหอในคืนวิวาห์เพียงลำพังจนล้มป่วย และเพื่อแสดงให้บ่าวไพร่ในจวนเห็นว่าลูกสะใภ้มิได้ถูกละเลยจากคนในตระกูล จะได้ไม่มีใครกล้ากระด้างกระเดื่องหรือเอาไปนินทานอกจวนในทางไม่ดี

แน่นอนว่าสะใภ้ทั่วไปหากได้รับการดูแลจากมารดาสามีเช่นนี้ย่อมต้องซาบซึ้งใจ ทว่าเสิ่นเหิงเยว่ได้แต่โก่งคออาเจียนในใจด้วยความขยะแขยง

“ถ้าชอบก็กินเถอะ เห็นสาวใช้บอกว่าเจ้าแทบไม่แตะต้องอาหารเลย หากเสี่ยวเหว่ยกลับมาแล้วพบว่าเจ้าล้มป่วยเพราะเอาแต่เป็นห่วงเขา เขาคงรู้สึกผิดและโทษตัวเองที่เป็นต้นเหตุแน่ๆ”

“ขะ...ข้าไม่อยากให้ท่านพี่ต้องรู้สึกเช่นนั้น ข้าจะกินเจ้าค่ะ”

เสิ่นเหิงเยว่ฉายแววกังวลบนใบหน้าอย่างชัดเจน ราวกับว่านางรักโหวฟู่ต้าเหว่ยสุดหัวใจ ปรารถนาที่จะเห็นเขามีความสุขไม่ต้องการให้ความทุกข์ใดๆ แพ้วพานบุรุษผู้เป็นที่รักแม้กระผีกริ้น

“มาเถอะ ลองชิมเสียหน่อยว่าฝีมือของแม่พอจะถูกปากเจ้าหรือไม่”

ฮูหยินใหญ่ยื่นมือไปหยิบขนมชิ้นบนสุดที่มีแต้มแดงทำเครื่องหมายเอาไว้

“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่”

เสิ่นเหิงเยว่ยื่นมือขวาไปรับขนมมาถือไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ จังหวะที่กำลังจะนำเข้าปากก็สอดมือขวาเข้าไปในแขนเสื้อด้านซ้ายเพื่อสับเปลี่ยนขนม

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วกอปรกับสาวใช้เจียลี่แสร้งส่งเสียงร้องคล้ายกำลังจะหงายหลังตกจากราวระเบียงศาลา จึงช่วยดึงสายตาของทุกคนให้มองไปยังสาวใช้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel