บทที่ 3 ไม่อาจแหวกหญ้าให้งูตื่น
บทที่ 3
ไม่อาจแหวกหญ้าให้งูตื่น
“ใจเย็น...ข้าต้องใจเย็นๆ”
เสิ่นเหิงเยว่ยกมือบอบบางขึ้นทาบลงบนหน้าอกข้างซ้าย หัวใจของนางเต้นแรงเร็วด้วยความโกรธเกลียดอาฆาตพยาบาทที่คุกรุ่น นางค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อให้หัวใจได้สงบลง ก่อนจะก้าวเดินไปนั่งที่เตียงนอนแล้วมองไปยังบานประตู ราวกับจะพิสูจน์ว่านางได้หวนคืนกลับมาหาใช่ความฝันเพ้อเจ้อที่ไม่เป็นจริง
เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาหยุดยืนอยู่นอกบานประตู จากนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นหลายครั้ง ตามด้วยน้ำเสียงวางอำนาจไร้ความยำเกรงของสตรีวัยกลางคน
“ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะนายหญิงน้อย ข้าพาสาวใช้มาช่วยท่านแต่งตัวเพื่อไปคารวะฮูหยินใหญ่ยามเช้า”
พูดจบก็ผลักบานประตูเข้ามาโดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต แม่นมเมิ่งชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่านายหญิงน้อยตื่นนานแล้วอีกทั้งยังจ้องมองตนเองไม่วางตา
ไม่รู้เพราะเหตุใด...แต่แม่นมเมิ่งกลับหลุบดวงตาลงต่ำโดยไม่อาจควบคุม ความรู้สึกหนักอึ้งที่กดทับลงมาที่ไหล่ทั้งสองข้างสร้างความคับข้องใจจนพานขุ่นเคืองเสิ่นเหิงเยว่นายหญิงน้อยคนใหม่มิใช่น้อย
‘แปลก...เหตุใดสายตาของนังชั้นต่ำนี่จึงได้ดูดุร้ายนัก ปกติแล้วสตรีผู้นี้หัวอ่อนว่าง่ายจนเรียกได้ว่าโง่งมมิใช่หรือ’
แม่นมเมิ่งครุ่นคิดในใจก่อนจะหันไปพยักหน้าให้สาวใช้สองคนที่เดินตามหลังเข้ามาพร้อมกับอ่างน้ำล้างหน้า
“น้ำอุ่นล้างหน้าเจ้าค่ะนายหญิง”
“อืม”
เสิ่นเหิงเยว่รับคำสั้นๆ ก่อนจะค่อยๆ บรรจงล้างหน้าอย่างไม่เร่งรีบนักนัยว่าการไปคารวะมารดาสามียามเช้าหาได้สลักสำคัญ
จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนให้สาวใช้ช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า นางแสร้งกวาดตามองหาสาวใช้ส่วนตัวแล้วจึงเอ่ยถามแม่นมเมิ่งราวกับไม่รู้อะไรเลย
“เจียลี่ไปไหนเหตุใดจึงไม่มาปรนนิบัติดูแลข้า”
“สาวใช้ของนายหญิงน้อยคนนี้ยังบกพร่องอยู่มาก ด้วยเคยรับใช้แต่จวนพ่อค้าชั้นต่ำจึงไม่รู้ขนบธรรมเนียมของตระกูลขุนนางชั้นสูง ข้าจึงสั่งให้นางไปเรียนรู้วิธีการรับใช้ที่ถูกต้องจากหัวหน้าสาวใช้เจ้าค่ะ”
“งั้นหรือ”
เสิ่นเหิงเยว่แย้มยิ้มคล้ายไม่ใส่ใจกับคำดูแคลนเปิดเผยของอีกฝ่าย ทว่าภายในดวงตางดงามกลับซ่อนความไม่พอใจเอาไว้
ชัดแล้ว...
หาใช่ความฝันแต่เป็นการหวนคืน
เพราะทุกเหตุการณ์ทุกคำพูดล้วนเคยเกิดขึ้นจริงทั้งหมด แม่นมเมิ่งสั่งให้เจียลี่สาวใช้คนสนิทไปทำงานสกปรกที่คอกม้า อีกทั้งยังสั่งให้หัวหน้าสาวใช้คอยโขกสับกลั่นแกล้งเจียลี่สารพัด
หลังจากนี้อีกไม่ถึงเดือนเจียลี่ก็จะถูกยัดข้อหา ‘ขโมย’ และถูกขายให้กับหอนางโลม
คนพวกนี้ตั้งใจกำจัดสาวใช้คนสนิท เพื่อให้นางหัวเดียวกระเทียมลีบไร้พรรคพวกในจวนฟู่โหวแห่งนี้ จากนั้นจึงจะชักใยจูงจมูกให้นางกลายเป็นวัวเป็นม้า
เพล้ง!
จู่ๆ แจกันบนโต๊ะก็ถูกปัดร่วงหล่นลงพื้นจนแตกกระจาย ร่างบอบบางซวนเซก่อนจะหงายหลังล้มลงบนเตียง ไม่คิดล้มลงบนพื้นเพราะไม่อยากถูกเศษแจกันบาด
“นายหญิงน้อย!”
แม่นมเมิ่งและสาวใช้ต่างตกใจปราดเข้าไปประคองผู้เป็นนาย
“คงเป็นเพราะข้านอนไม่หลับทั้งคืนด้วยเป็นห่วงท่านพี่ที่ถูกเรียกตัวออกไปกลางดึก ไม่รู้ว่าเวลานี้ท่านพี่จะเป็นเช่นไรบ้าง ข้ารู้สึกเจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน”
น้ำเสียงแหบโหยและสั่นพร่านิดๆ ทำให้แม่นมเมิ่งไม่คิดว่าอีกฝ่ายเสแสร้งแต่อย่างใด ใครๆ ก็รู้ว่าคหบดีเสิ่นประคบประหงมเลี้ยงบุตรสาวผู้นี้ราวกับไข่มุกบนฝ่ามือ เมื่อถูกทิ้งไว้เพียงลำพังในคืนเข้าหอจึงส่งผลกระทบกระเทือนจิตใจจนล้มป่วย
“เช่นนั้นให้ข้าตามท่านหมอประจำตระกูลมาตรวจดูอาการของนายหญิงน้อยสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ”
แม่นมเมิ่งเอ่ยอย่างเสียไม่ได้ พลางแอบถอนหายใจเพราะรู้ดีว่าการคารวะยามเช้าคงต้องถูกยกเลิกไป ทั้งที่เวลานี้ฮูหยินใหญ่กำลังเตรียมการต้อนรับลูกสะใภ้ด้วย ‘พิษกู่ควบคุมจิตใจ’ ที่ผสมลงในขนมถั่วเขียว แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นใจเอาเสียเลย
แต่ไม่เป็นไร เอาไว้ส่งขนมถั่วเขียวให้นังชั้นต่ำนี่กินทีหลังก็ย่อมได้!
“โปรดไปตามท่านหมอสวี่มาเถิด หมอผู้นี้รักษาข้ามาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ล่วงรู้เกี่ยวกับโรคที่ข้าเป็นมากที่สุด”
“เจ้าค่ะนายหญิง”
แม่นมเมิ่งขัดใจที่อีกฝ่ายไม่ให้เรียกหมอประจำตระกูลแต่กลับให้เรียกหมอสวี่ซึ่งเป็นหมอเทวดามารักษาแทน ค่าตัวของหมอสวี่นั้นมากกว่าหมอประจำตระกูลถึงสิบเท่าเลยทีเดียว
‘นังชั้นต่ำจากตระกูลพ่อค้าหัวสูงนัก ถนัดแต่ใช้เงินไม่รู้จักอดออม คอยดูเถอะเงินทั้งหมดของตระกูลเสิ่นจะต้องเป็นของจวนฟู่โหว!’
แม่นมเมิ่งกดข่มความโกรธเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจนับได้ ฮูหยินใหญ่สั่งเอาไว้ว่าภายในสามวันนี้อย่าเพิ่งผลีผลามทำสิ่งใดจนอีกฝ่ายระแคะระคายใจ ต้องรอจนกว่าแผนการแกล้งตายของท่านโหวจะสำเร็จเสียก่อน
หึ!
พวกคนตระกูลฟู่ก็เป็นเช่นนี้ไม่ว่าจะนายหรือขี้ข้า ต่างคิดว่าตนเองสูงส่งเหนือผู้อื่น มีอำนาจ มียศถาบรรดาศักดิ์ ในขณะที่ลูกสะใภ้ที่เป็นเพียงบุตรีพ่อค้าแม้จะร่ำรวยเป็นถึงคหบดีแต่อย่างไรก็ไร้ยศศักดิ์มิอาจเทียบเคียงได้
คนพวกนี้ไม่เคยสนใจวงวารเครือญาติของนาง จึงไม่รู้ว่า ‘หมอสวี่’ ที่เก่งกาจมากฝีมือจนถูกเรียกขานสมญานามว่า ‘หมอเทวดา’ แท้จริงแล้วเป็น ‘ท่านลุงเขย’ ทางฝ่ายมารดาของนาง
ที่นางแสร้งป่วยและเรียกท่านลุงเขยมารักษา ก็เพราะรู้ว่าทุกฝีก้าวของนางล้วนถูกคนในจวนฟู่โหวจับตา การจะติดต่อกับคนภายนอกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นนางต้องแสร้งสงบเสงี่ยมไม่อาจแหวกหญ้าให้งูตื่น
