บทที่ 2 ห้วงฝัน หรือ หวนคืน
บทที่ 2
ห้วงฝัน หรือ หวนคืน
เมื่อสองชั่วยามก่อนหน้านี้...
คุณหนูเพียงคนเดียวแห่งตระกูลคหบดีเสิ่น ‘เสิ่นเหิงเยว่’ สะดุ้งตื่นขึ้นจากห้วงแห่งความฝันอันยาวนาน นางหายใจแรงจนเรือนกายหอบโยน ใบหน้าซีดขาวราวไร้เลือดฝาด ตามไรผมชุ่มชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อเกาะพราว
เป็นความฝันเสมือนจริงราวกับว่าหญิงสาวได้พบพานผ่านความทุกข์ตรมอย่างแสนสาหัสเหล่านั้นมาด้วยตนเอง นางก้มมองฝ่ามือนุ่มนิ่มปราศจากริ้วรอยราวกับไม่อยากเชื่อสายตา พลางยกมือขึ้นจับใบหน้าที่ยังคงความอ่อนเยาว์ชุ่มฉ่ำคล้ายจะบีบน้ำออกมาจากใบหน้าได้ ผิวพรรณขาวผุดผาดละเอียดลออดั่งหยกเนื้อดี ดวงตากลมโตสุกใสราวกับประดับไปด้วยดวงดาวนับหมื่นแสนรับกับแพขนตางามงอน
“ที่นี่ที่ไหน ข้าตายไปแล้วมิใช่หรือ ข้าเป็นวิญญาณเร่ร่อนมากว่าหกสิบแปดปี บะ...บัดนี้เหตุใดตัวข้าจึงมีกายหยาบเล่า!”
คิดพลางใช้นิ้วหยิกลงบนต้นแขนของตนเองอย่างแรง
“จะ...เจ็บ! ความเจ็บนี้!”
ดวงตากลมโตเบิกโพลงเมื่อรับรู้ถึงความเจ็บ อีกทั้งรอยแดงจากการหยิกยังคงปรากฏเต็มสองตาฉายชัดว่านางมีกายหยาบจริงๆ หญิงสาวตั้งสติกวาดตามองไปรอบๆ ห้องอย่างพินิจพิจารณา ทั่วทั้งห้องประดับตกแต่งด้วยแพรพรรณสีแดงมงคล ผ้าปูที่นอน ม่านมุ้ง ม่านหน้าต่าง และตัวอักษรมงคลสีแดงที่หมายถึงความสุขทวีคูณยังคงติดอยู่ที่ผนังห้อง
หญิงสาวก้มมองเสื้อและกางเกงตัวในสีแดงที่ตนสวมใส่ เบือนสายตามองชุดเจ้าสาวที่ถูกถอดวางพาดไว้บนฉากกั้นหกพับลายดอกบัวที่แสนคุ้นเคย
ไม่ผิดแน่นี่คือห้องหอแห่งจวนฟู่โหว!
ร่างเล็กหยัดกายลุกขึ้นยืน ซวนเซเล็กน้อยด้วยคุ้นชินกับการเป็นวิญญาณลอยไปลอยมา การต้องกลับมายืนบนผืนดินแล้วย่างก้าวด้วยขาทั้งสองข้างจึงให้ความรู้สึกแปลกใหม่ไม่น้อย
นางเดินไปยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลือง มองเงาสะท้อนด้วยหัวใจที่เต้นระรัวเร็วราวกับจะหลุดกระเด็นออกมาจากอกข้างซ้าย
“ไม่ใช่ความฝัน! ขะ...ข้าหวนคืนกลับมา!”
มือที่จับใบหน้าทิ้งลงข้างลำตัวก่อนจะกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ ดวงตาแดงก่ำคลอไปด้วยหยาดน้ำใสเสมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงอาทิตย์ยามเช้าที่กำลังไต่ขึ้นไปตามกิ่งไม้อย่างเชื่องช้าสะท้อนผ่านม่านตา
นี่คือเช้าแรกหลังคืนแต่งงาน เสิ่นเหิงเยว่คือเจ้าสาวที่ต้องนอนหนาวบนเตียงวิวาห์เพียงลำพังจนเช้าตรู่ เพราะเจ้าบ่าวติดพันงานราชการจนต้องรีบเร่งก้าวออกจากจวนโดยไม่มีแม้แต่เวลาเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว
เจ้าบ่าวหายไปสามวันสามคืนทิ้งเจ้าสาวให้ชะเง้อคอยด้วยความร้อนใจ ก่อนจะถูกหามกลับมาในโลงด้วยร่างเย็นชืดไร้ลมหายใจนำความเศร้าโศกมาสู่จวนโหว
หลังจากนั้นไหล่เล็กๆ ทั้งสองข้างของบุตรสาวพ่อค้าตระกูลเสิ่นจำต้องแบกรับภาระทั้งหมดของจวนฟู่โหว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในจวน ค่าอาหาร ค่าอาภรณ์เครื่องนุ่งห่ม ค่าซ่อมแซมจวน หนี้สินมากมาย หรือแม้กระทั่งร้านค้าที่ขาดทุน กระนั้นกลับถูกตราหน้าว่าเป็นภรรยากาลกิณีที่ทำให้สามีต้องตาย
เสิ่นเหิงเยว่ใช้ชีวิตอย่างอกไหม้ไส้ขม ก้มหน้ารับคำด่าคำสาปแช่งโดยไม่ปริปากโต้เถียง แม้ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็เฝ้าอดทน เพราะคิดว่านี่เป็นครอบครัวของสามี
สามีที่รักข้า...
สามีที่จากไปก่อนวัยอันควร...
สามีผู้แสนอาภัพ...
เสิ่นเหิงเยว่เชื่อเช่นนั้นมาโดยตลอด จนย่างเข้าปีที่ห้านางก็สิ้นใจตายเพราะถูกวางยาพิษมาตลอดห้าปี อวัยวะภายในร่างกายค่อยๆ ถูกทำลายอย่างแยบยลจนหมอทั่วไปไม่อาจตรวจพบ อาการป่วยเรื้อรังที่ทุกคนเข้าใจว่าเกิดจากการตรอมใจที่สูญเสียสามี แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของสามีที่แกล้งตาย
เมื่อเสิ่นเหิงเยว่ตายไปแล้ว นางกลายเป็นวิญญาณล่องลอยไม่ได้เดินทางสู่ปรโลก จึงได้รู้ความจริงว่าตนเองเป็นเพียงหมากที่ถูกหลอกใช้
ซึ่งกว่าจะได้รู้ความจริงก็ตอนที่กลายเป็นวิญญาณเสียแล้ว แท้จริงนางถูกพิษกู่ควบคุมจิตใจตั้งแต่หลังคืนแต่งงานซึ่งก็คือเช้าวันนี้ นางคารวะมารดาสามีด้วยความเคารพ ฮูหยินใหญ่จึงได้ป้อนขนมถั่วเขียวให้นางซึ่งในขนมถั่วเขียวนั้นมีตัวอ่อนของพิษกู่ควบคุมจิตใจผสมอยู่
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งปวง
กู่ตัวแม่อยู่ในมือของฮูหยินใหญ่ ส่วนกู่ตัวลูกอยู่ในร่างกายของเสิ่นเหิงเยว่ ดังนั้นไม่ว่าฮูหยินใหญ่จะพูดอะไร ขออะไร นางก็จะคล้อยตามเห็นดีเห็นงามไปหมดทุกอย่าง
ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก!
ยังมี ‘ฟู่ต้าหลิน’ บุตรบุญธรรมที่มารดาสามีบอกว่าเป็นบุตรของบ้านสายรอง ขอให้นางรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อให้เด็กชายสืบทอดตำแหน่งโหวที่ขาดหาย อีกทั้งเพื่อให้เด็กคนนี้กตัญญูเลี้ยงดูนางในยามแก่เฒ่า นางจึงทุ่มเทกายใจเฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูเพื่อที่จะพบว่าแท้จริงแล้วเด็กชายคือบุตรของสามีและหญิงคนรักที่แอบซ่อนไว้
ในชื่อของเด็กชายใช้ตัวอักษร ‘ต้า’ จากชื่อบิดา ‘ต้าเหว่ย’ และใช้ตัวอักษร ‘หลิน’ จากชื่อมารดา ‘ลี่หลิน’ แสดงถึงความรักที่ทั้งสองมีให้แก่บุตรชายอย่างท่วมท้น
เสิ่นเหิงเยว่ก็แค่คนโง่ที่เป็นสะพานให้คนเหล่านี้เหยียบย่ำไม่มีชิ้นดี พวกมันสูบเลือดเนื้อจากตระกูลเสิ่นไปจนหมดสิ้น บิดามารดาของนางล้วนตายปริศนาทั้งสิ้น แน่นอนว่าเบื้องหลังการตายไม่พ้นไอ้อีพวกผู้แซ่ฟู่!
วิญญาณที่คิดว่าตนเองตายเพราะร่างกายอ่อนแอจึงได้กลายเป็นวิญญาณแค้น ล่องลอยผูกใจเจ็บกว่าหกสิบแปดปี เฝ้ามองพวกมันมีชีวิตอย่างผาสุกจนแก่เฒ่าด้วยหัวใจที่ปวดร้าว ปากของนางเฝ้าสาปแช่งพวกมันเช้าค่ำแต่กลับไม่เป็นผล ไม่คิดเลยว่าท้ายที่สุดนางจะได้หวนกลับคืน
นับว่าสวรรค์ยังคงไม่ทอดทิ้งนาง
